สิงหาคม 30,2026….มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อยอดโครงการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า หรือ EF ซึ่งดำเนินงานมากว่า 7 ปี เข้ากับความรอบรู้ทางการเงิน ผ่านนิทาน บอร์ดเกม และกิจกรรมในโรงเรียน เพื่อให้เด็กไม่ได้เพียง “รู้เรื่องเงิน” แต่สามารถกำกับตนเอง แยกความจำเป็นออกจากความอยาก และตัดสินใจทางการเงินได้ พร้อมวาง “ครู” เป็นนักพัฒนาสมองและกลไกขยายผลสู่ครอบครัวและชุมชน
EF คือทักษะชีวิต
ไม่ใช่เรื่องของเด็กเท่านั้น
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยสนับสนุนการพัฒนาทักษะ Executive Functions หรือ EF ต่อเนื่องมากว่า 7 ปี เริ่มจากจังหวัดเชียงรายและขยายครอบคลุมทุกอำเภอ ก่อนต่อยอดไปยังจังหวัดน่าน รวมถึงมองหาแนวทางร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เด็ก ครู และครอบครัวเข้าถึงกระบวนการเรียนรู้ในวงกว้างขึ้น

EF ครอบคลุมความสามารถในการวางแผน ยับยั้งชั่งใจ ทำงานร่วมกับผู้อื่น แก้ปัญหา และกำกับพฤติกรรมเพื่อไปสู่เป้าหมาย จึงไม่ได้เป็นเพียงทักษะสำหรับวัยเด็ก แต่เป็นรากฐานที่ใช้ได้ตลอดชีวิต ทั้งในครอบครัว สังคม และโลกการทำงาน
“Executive Function เป็นทักษะพื้นฐานของการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน การทำงานเป็นทีม หรือการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข และเป็นทักษะที่ใช้ไปได้ตลอดชีวิต”
โครงการได้ต่อยอด EF เข้ากับ Financial Literacy ผ่านหนังสือการ์ตูน นิทาน และบอร์ดเกมจำลองสถานการณ์ทางการเงิน ตั้งแต่การออม การลงทุน ภาษี การกู้ยืม ดอกเบี้ย ไปจนถึงภัยจาก Scammer เพื่อให้เด็กเข้าใจว่า เงินทุกก้อนมีต้นทุน และทุกการตัดสินใจมีผลตามมา

เมื่อ EF ทำหน้าที่เป็น “ระบบคิด” และ Financial Literacy ทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือ” เด็กจึงมีโอกาสพัฒนาจากผู้รับข้อมูลทางการเงิน ไปสู่ผู้ที่สามารถประเมินทางเลือกและตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล
“ทุกวันนี้โซเชียลมีเดียและการสื่อสารสร้างความอยากขึ้นมาค่อนข้างมาก สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้เด็กแยกแยะได้ตั้งแต่ต้นว่า อะไรคือความจำเป็น และอะไรคือความอยาก รวมถึงคิดได้ว่า ควรเก็บเงินไว้เพื่อเป้าหมายที่สำคัญกว่าในอนาคตหรือไม่”
อัสสเดชระบุว่า ท่ามกลางโซเชียลมีเดียที่กระตุ้นความอยากอยู่ตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือทำให้เด็กหยุดคิดและแยกแยะได้ว่า
“อะไรจำเป็น อะไรคือความอยาก และควรเก็บเงินไว้เพื่อเป้าหมายที่สำคัญกว่าในอนาคตหรือไม่”
ก่อนบริหารเงิน
ต้องบริหารตัวเองให้ได้
สุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป มองว่า EF ควรถูกยกระดับจากเครื่องมือพัฒนาเด็กไปสู่ “โครงสร้างพื้นฐานทุนมนุษย์” หรือ Human Capital Infrastructure เพราะศักยภาพของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับถนน อาคาร หรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนว่าสามารถคิด ตัดสินใจ แก้ปัญหา และกำกับชีวิตของตนเองได้มากเพียงใด
“ประเทศไทยสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพจำนวนมาก แต่ยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นทุนมนุษย์น้อยเกินไป และ EF คือหนึ่งในฐานสำคัญของเรื่องนี้”

ความรอบรู้ทางการเงินจึงไม่ใช่เพียง Financial Knowledge หรือการรู้จักเงินฝาก ดอกเบี้ย หนี้สิน และการลงทุน เพราะมนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจจากข้อมูลและเหตุผลเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากอารมณ์ ความเคยชิน แรงกระตุ้น และสภาพแวดล้อม หลายคนรู้ว่าการออมเป็นเรื่องดี แต่ยังทำไม่ได้ เพราะความพึงพอใจตรงหน้ามีพลังมากกว่าเป้าหมายระยะยาว
“ก่อนบริหารการเงิน ทุกคนต้องบริหารตัวเอง บริหารใจ บริหารอารมณ์ บริหารความอยาก และบริหารแรงกระตุ้นให้ได้ก่อน”
กรอบการพัฒนาความรอบรู้ทางการเงินจึงต้องประกอบด้วย 4 ฐาน ได้แก่ Self หรือการเห็นคุณค่าในตนเอง, EF หรือการกำกับตนเอง, Financial Cognitive Development หรือพัฒนาการทางความคิดด้านการเงินตามวัย และ Experience หรือประสบการณ์จากการลงมือทำจริง เป้าหมายไม่ใช่สร้างเด็กที่ตอบข้อสอบเรื่องเงินได้ แต่คือสร้างพลเมืองที่ตัดสินใจเป็นและมีวินัยทางการเงิน
สุภาวดีสรุปเป็นสมการว่า Self × EF × Financial Cognitive Development × Experience = โครงสร้างพื้นฐานทุนมนุษย์ด้านความรอบรู้ทางการเงิน
“เราไม่ได้ต้องการสร้างเด็กที่ตอบได้ว่าการเงินประกอบด้วยอะไร หรือการลงทุนมีกี่ประเภท สิ่งที่ต้องการคือพลเมืองที่ตัดสินใจได้ มีพฤติกรรมและมีวินัยทางการเงิน เพราะนั่นคือความรอบรู้ที่นำไปใช้ในชีวิตจริง”
วาง “ครู” เป็นนักพัฒนาสมอง
เชื่อมนโยบายสู่ห้องเรียน

ผศ.ดร.ดวงใจ ชนะสิทธิ์ ประธานหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม กล่าวว่า ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการทำให้เด็กมีความรู้ทางการเงิน แต่อยู่ที่การทำให้ EF และ Financial Literacy อยู่ในระบบการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สิ้นสุดพร้อมกิจกรรมหรือโครงการใดโครงการหนึ่ง การขับเคลื่อนจึงต้องเชื่อมตั้งแต่นโยบาย สถาบันผลิตครู โรงเรียน ครอบครัว ชุมชน ตลอดจนภาครัฐและภาคธุรกิจ
EF และความรอบรู้ทางการเงินถูกสอดแทรกในหลักสูตรผลิตครูฐานสมรรถนะ โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏใช้ PTRU Model พัฒนาสมรรถนะนักศึกษาครูในทุกชั้นปี ไม่ใช่เรียนเป็นรายวิชาแล้วจบ นักศึกษาต้องลงพื้นที่โรงเรียนและฝึกออกแบบประสบการณ์ เช่น ตลาดจำลอง ธนาคารจำลอง นิทาน และเกมซื้อขาย พร้อมชวนเด็กสะท้อนคิดหลังทำกิจกรรม เพื่อให้เด็กมองเห็นกระบวนการตัดสินใจของตนเอง
มหาวิทยาลัยจึงมีสถานะเป็น “ครูของครู” ซึ่งต้องสร้างทั้งความรู้ สมรรถนะ และจิตวิญญาณความเป็นครู ก่อนส่งต่อไปยังผู้เรียน ขณะเดียวกันต้องให้บริการวิชาการแก่ครูประจำการ ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อขยายผลไปทั้งระบบ
“การสร้างวินัยทางการเงินก็คือการสร้างความสามารถในการตัดสินใจด้วย EF และคนที่จะทำให้ทั้งสองเรื่องเกิดขึ้นจริงมีคำสำคัญเพียงคำเดียวคือ ‘ครู’ เมื่อครูทำให้เด็กกำกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมได้ ครูก็คือนักพัฒนาสมองอย่างแท้จริง”
ประสบการณ์ EF จริงของคุณครู
จากนิทาน–บอร์ดเกม สู่ตัวสะกิดในครอบครัว
เวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของครูและผู้เชี่ยวชาญสะท้อนว่า ปัญหาหนี้จากการบริโภคส่วนหนึ่งเกิดจากกลไกการตัดสินใจที่อารมณ์และแรงอยากทำงานเร็วกว่าสมองส่วนคิดวิเคราะห์ ยิ่งการชำระเงินผ่านบัตรหรือระบบดิจิทัลลดความรู้สึก “เจ็บปวดจากการจ่าย” ผู้บริโภคยิ่งตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น อาจารย์จิตติพัฒน์ แสนทวีสุข อธิบายว่า “เวลาเห็นของที่อยากได้ อารมณ์มักขึ้นมาก่อน ส่วน EF หรือสมองส่วนหน้าที่จะบอกว่าควรซื้อหรือไม่ซื้อมักตามมาไม่ทัน เราจึงอยู่ในภาวะรู้หมด แต่ยังอดไม่ได้”

แนวทางสร้างวินัยทางการเงินจึงต้องมี “ตัวสะกิด” ตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย จดรายรับรายจ่าย กำหนดกรอบการใช้เงิน ติดตามแผน และทบทวนเป้าหมายระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องสอนให้เด็กประหยัดจนไม่กล้าใช้เงิน แต่ต้องฝึกให้ใช้เงินอย่างมีเหตุผล
โรงเรียนในเชียงรายนำแนวคิดดังกล่าวไปประยุกต์ผ่านนิทาน “เงินมาจากไหน” เด็กนำไปใช้ถามพ่อแม่ พ่อแม่หลายคน พาลูกออกไปให้เห็นการทำงานพ่อแม่ เพื่อให้เด็กเห็นว่า “เงินเกิดจากการทำงาน” พร้อมทั้งช่วยสอนให้เด็กรู้ว่า “กว่าจะได้เงินมานั้น ไม่ง่าย การใช้จ่ายต้องมีเหตุผล” ชวนเด็กนำของเล่นชำรุดกลับมาซ่อมแทนการซื้อใหม่ “ไม่ทิ้งง่าย ๆ”
ครูยังต่อยอดสู่กิจกรรม “ตลาดนัดรวมใจ” ให้เด็กนำของมือสองหรือสินค้าที่ช่วยกันทำมาขาย ฝึกตั้งราคา ซื้อขาย แบ่งรายได้ และออมเงิน ขณะที่เด็กประถมเรียนรู้ผ่านเรื่องราวเกี่ยวกับการแยกความจำเป็นออกจากความอยาก การตั้งเป้าหมายหารายได้ การต้านสิ่งล่อใจ การรู้ทันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการแบ่งปัน ก่อนนำสถานการณ์เหล่านี้ไปทดลองในบอร์ดเกม ซึ่งเด็กต้องตัดสินใจเรื่องการใช้จ่าย ลงทุน กู้ยืม ดอกเบี้ย และรับมือเหตุฉุกเฉิน โดยสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดในพื้นที่ปลอดภัย
ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดกับเด็กเท่านั้น แต่ย้อนกลับไปสะกิดพ่อแม่ ครู และผู้บริหารโรงเรียนให้ทบทวนพฤติกรรมทางการเงินของตนเอง
เด็กบางคนเริ่มถามก่อนซื้อว่า “เป็นความจำเป็น หรือ ความอยาก” ขณะที่ครอบครัวเริ่มพูดคุยเรื่องรายรับ รายจ่าย และข้อจำกัดทางการเงินอย่างเปิดเผยมากขึ้น

วงเสวนายกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่เริ่มจดรายรับรายจ่ายร่วมกัน โดยให้ลูกช่วยสัมภาษณ์พ่อแม่ว่าในแต่ละวันใช้จ่ายอะไรบ้าง การสนทนาเรื่องเงินทำให้สมาชิกในครอบครัวเห็นเป้าหมายเดียวกัน และลูกยังเสนอช่วยพ่อนำต้นไม้ไปขายในหมู่บ้าน เพื่อเพิ่มรายได้สำหรับการศึกษาในอนาคต
ตัวอย่างนี้ชี้ว่า การวางแผนการเงินจะเกิดผลได้ยากหากมีเพียงสมาชิกคนเดียวลงมือทำ แต่จะมีพลังมากขึ้นเมื่อทั้งครอบครัวเข้าใจข้อจำกัดและร่วมกันออกแบบทางเลือก
กรณีหนึ่งซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เกิดขึ้นเมื่อโทรทัศน์ของครอบครัวหนึ่งเสีย และพ่อแม่กำลังวางแผนซื้อเครื่องใหม่ แต่ลูกซึ่งผ่านกิจกรรมเรื่องการเห็นคุณค่าของสิ่งของ เสนอให้ลองนำโทรทัศน์ไปซ่อมกับเพื่อนบ้านก่อน สุดท้ายครอบครัวจ่ายค่าซ่อมเพียง 250 บาท โดยไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่ตัวอย่างนี้สะท้อนว่า ความรู้ไม่ได้หยุดอยู่ในห้องเรียนหรือบนหน้าหนังสือ แต่เข้าไปอยู่ในกระบวนการคิดของเด็ก และย้อนกลับมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในครอบครัวด้วย
“แม่ของเด็กเล่าด้วยความตื้นตันว่า เห็นชัดว่าสิ่งที่เรียนรู้อยู่ในใจของลูกแล้ว และลูกสามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงได้ เมื่อเราสร้างสำนึกบางอย่างให้เกิดขึ้นกับเด็ก ผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็กก็มีโอกาสได้รับประโยชน์และปรับพฤติกรรมไปพร้อมกัน”

บทเรียนจากเชียงรายจึงชี้ว่า การขยายผลต้องมี 3 เสาหลัก ได้แก่ นโยบาย องค์ความรู้ และการมีส่วนร่วมในวงกว้าง พร้อมแรงสนับสนุนจากภาคีภายนอก เพื่อเปลี่ยนการลงทุนใน EF และ Financial Literacy ให้เป็นการป้องกันปัญหาหนี้ตั้งแต่ก่อนเด็กเติบโตเข้าสู่โลกการเงินเต็มตัว
“เมื่อประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย คนรุ่นใหม่ในอนาคตจะมีจำนวนลดลง หากเราไม่เตรียมให้พวกเขามีความพร้อมและสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศก็อาจถดถอยได้ นี่จึงเป็นพื้นฐานที่ต้องวางไว้ในระยะยาว” อัสสเดชกล่าวในท้ายที่สุด
สาระสำคัญของโครงการจึงไม่ใช่การผลิตเด็กที่เก่งเรื่องเงินเพียงมิติเดียว แต่คือการสร้างพลเมืองที่เข้าใจตนเอง รู้เท่าทันแรงกระตุ้น มองเห็นผลของการตัดสินใจ และสามารถรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองและสังคมได้
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม




