NEXT GEN

กลุ่ม Millennial & Gen Z เชื่อว่า บริษัทควรลงทุนเพื่อพัฒนาสังคม

26 พฤศจิกายน 2562… 15 แบรนด์ ทำ CSR ประสบความสำเร็จ ได้ทั้งเงิน&สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค  ซึ่งการทำ CSR ช่วยให้ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดใหญ่หรือขนาดเล็กสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก

เมื่อบริษัทใดก็ตามเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง นอกจากผลประกอบการดีแล้ว ยังได้รับประโยชน์ทางการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วย

ผู้บริโภครู้สึกว่าเมื่อพวกเขาใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ก็เหมือนพวกเขามีส่วนรับผิดชอบอยู่ด้วย ยิ่งบริษัทรับผิดชอบต่อสังคมมากเท่าใด ชุมชนและผู้บริโภคก็จะยิ่งสนับสนุนมากขึ้นเท่านั้น

CSR ช่วยสร้างความเชื่อมั่น สร้างความตระหนัก และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม แม้จะมีบริษัทหลายหมื่นแห่งที่ทำส่วนของพวกเขา ซึ่งความพยายามของบริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกหลายแห่ง มีผลลัพท์ไปไกลเกินกว่าเป้า โดยสามารถส่งผลกระทบต่อปัญหาสำคัญของโลก ตั้งแต่เรื่องความหิวโหยและสุขภาพ ไปจนถึงภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้ โดยพื้นฐาน CSR มีหลายรูปแบบ แม้แต่บริษัทเล็กที่สุดก็ส่งสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้ด้วยการบริจาคเงินง่าย ๆให้กับ Food Bank ในประเทศ ตัวอย่าง CSR ที่พบบ่อยที่สุด เช่น :

– การลด Carbon Footprint
– ปรับปรุงนโยบายการจ้างงาน
– สนับสนุนการค้าที่เป็นธรรม
– ให้เพื่อการกุศล บริจาคเงิน (Philantropy)
– เป็นอาสาสมัครในชุมชน
– มีนโยบายองค์กรที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม
– การลงทุนที่คำนึงถึงและใส่ใจสิ่งแวดล้อม

Millennials ต้องการเห็นการทำ CSR มากขึ้น

สำหรับผู้บริโภคกลุ่ม Millennial และ Generation Z บริษัทที่รับผิดชอบต่อสังคมต้องให้ความสำคัญกับคนกลุ่มนี้ยิ่งกว่า เพราะคนกลุ่มนี้ เชื่อว่า บริษัทควรลงทุนเพื่อพัฒนาสังคม และหาแนวทางที่จะช่วยในการปรับปรุงแก้ไข บริษัทจึงควรแชร์ข้อมูลว่า พวกเขากำลังพยายามสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลก เพื่อให้ประชาชนสามารถเห็นความคิดริเริ่มเชิงสังคมที่พวกเขาทำ

Showcase เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ที่จะเข้าถึงคนกลุ่ม Millennial เพราะความพยายามเหล่านี้จะส่งผลต่อการตัดสินใจในฐานะที่พวกเขาก็เป็นผู้บริโภคด้วยเหมือนกัน

คนกลุ่ม Millennial ต้องการมีส่วนร่วมในการริเริ่มใหม่ๆ เช่น เข้าร่วมในงานอาสาสมัคร หรือบริจาคเพื่อการกุศล ขณะที่บริษัทจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเห็นผลกระทบจากความพยายามด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการรับรู้ของผู้บริโภค ทำให้ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่พวกเขาจะเริ่มโครงการของตนเอง

แนวโน้ม CSR กำลังเปลี่ยนแปลง

การทำกิจกรรมที่มีมากขึ้นของคนกลุ่ม Millennials และทุก Generation มีอิทธิพลต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเรื่อง CSR เช่น คุณคาดเดาได้เลยว่า บริษัทต่าง ๆ จะได้รับการยอมรับจากสาธารณชนในการต่อต้านการคุกคามและการเลือกปฏิบัติด้วยการเคลื่อนไหวประเภท #metoo ความหลากหลายในที่ทำงานจะยังคงขยายครอบคลุมคนทุกเชื้อชาติ, เพศ, วัฒนธรรม, ความพิการ รวมถึงการปฐมนิเทศเรื่องทางเพศ

บริษัทต่างๆจะต้องพยายามสื่อสารเรื่องของตัวเองออกไป เพื่อต่อต้านความอยุติธรรมทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่จะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม แม้แต่นโยบายในการปกป้องความเป็นส่วนตัวก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มด้าน CSR ที่เราจะเห็นการละเมิดข้อมูล และการคุกคามข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นเรื่อย ๆ  โดยแบรนด์ซึ่งทำได้สมบูรณ์แบบในมุมมองของ DMI Daily Digest  เช่น

 

1.Johnson & Johnson

ตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของ CSR คือ Johnson & Johnson ยักษ์ใหญ่ระดับโลก พวกเขามุ่งเน้นไปที่การลดผลกระทบต่อโลกเป็นเวลา 3 ทศวรรษ ความคิดริเริ่มของพวกเขามีตั้งแต่การใช้ประโยชน์จากพลังของลมไปจนถึงการจัดหาน้ำปลอดสารพิษให้กับชุมชนทั่วโลก  การเข้าซื้อกิจการผู้จัดหาพลังงานเอกชนใน Texas Panhandle ช่วยให้บริษัทสามารถลดมลพิษ ขณะเดียวกันก็สามารถจัดหาพลังงานทดแทนทางเลือกที่ประหยัดกว่าเมื่อเทียบกับไฟฟ้า บริษัทยังคงแสวงหาทางเลือก โดยมีเป้าหมายใช้พลังงานทดแทนเป็นสัดส่วน 35% ของความต้องการพลังงานทั้งหมด

2. Google

Google ได้รับความไว้วางใจ ไม่เพียงเพราะความคิดริเริ่มเรื่องโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นเพราะ Sundar Pichai CEO ของพวกเขาตอกย้ำเรื่องนี้เป็นประจำด้วย Google ยังได้รับคะแนนความรับผิดชอบต่อสังคมสูงสุดของ RI จากการที่ศูนย์ข้อมูลของพวกเขาใช้พลังงานน้อยกว่าคนอื่น ๆ ในโลกถึง 50% นอกจากนั้น Google ยังให้คำมั่นว่า พร้อมลงทุนกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐในโครงการพลังงานหมุนเวียนและช่วยให้ธุรกิจอื่น ๆ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านบริการต่างๆเช่น Gmail

3. Coca-Cola

ที่ผ่านมา Fleet รถบรรทุกขนาดใหญ่ของ Coca-Cola ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในโลกถึง 3.7 ล้านตัน พวกเขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติด้านซัพพลายเชนของพวกเขา รวมถึงการลงทุนในรถบรรทุกที่เป็นเชื้อเพลิงใหม่ โดยความคิดริเริ่มของพวกเขามีวัตถุประสงค์เพื่อลด Carbon Footprint 25% ภายในปี 2020

4. Ford Motor Company

ฟอร์ดวางแผนที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้เครื่องยนต์ EcoBoost เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 40 คัน (ไฟฟ้าและไฮบริด) ภายในปี 2022 ด้วยการลงทุน 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากข้อมูลของฟอร์ด:“ เราทุกคนเข้าร่วมในเรื่องนี้ และกำลังนำยานพาหนะหลัก รวมถึงยานพาหนะที่เป็นสัญลักษณ์ของเรามาใช้ และเรากำลังใช้ไฟฟ้ากับทั้งหมด ถ้าเราต้องการที่จะประสบความสำเร็จกับการใช้พลังงานไฟฟ้า เราต้องทำกับยานพาหนะซึ่งเป็นที่นิยมอยู่แล้ว”

5 & 6. Netflix & Spotify

จากมุมมองทางสังคม บริษัท เช่น Netflix และ Spotify เสนอสวัสดิการเพื่อสนับสนุนพนักงานและครอบครัว ที่มีเพิ่งมีบุตร Netflix เสนอการลาหยุดได้ตลอดทั้ง 52 สัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นสัปดาห์ใดก็ได้ และยังจ่ายเงินเดือนให้อยู่ ซึ่งใช้ได้ทุกเวลาไม่ว่าเด็กจะอายุขวบเดียวหรือเวลาอื่นที่เหมาะสมกับความต้องการของพวกเขา สวัสดิการนี้เปรียบเทียบกับ 18 สัปดาห์ที่ Tech Company อื่นๆให้กันอยู่ Spotify เสนอโปรแกรมที่คล้ายกัน แต่ให้เวลาน้อยกว่า คือ 24 สัปดาห์สำหรับการลาที่ได้รับค่าจ้าง

7. Pfizer

Pfizer ใช้คำว่า Corporate Citizenship เพื่อนำเสนอความคิดริเริ่มจากโครงการ CSR และเชื่อว่าเป็นส่วนสำคัญของบริษัท และ ‘พวกเขาทำธุรกิจง่ายเพียงไร’ บริษัทผลักดันความคิดริเริ่มของพวกเขาไปทั่วโลก จากการสร้างความตระหนักเรื่องโรคไม่ติดเชื้อ รวมถึงดูแลสุขภาพผู้หญิงและเด็ก ๆ ที่ควรได้รับการดูแล ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้คือการลดราคาของวัคซีน 13 โรค (ตัวอย่างเช่น โรคปอดบวม โรคหู และการติดเชื้อในเลือด) สำหรับผู้ที่ต้องการในสถานการณ์ เช่น ผู้ลี้ภัย และสถานการณ์ฉุกเฉิน

8. Wells Fargo

แต่ละปี Wells Fargo บริจาคเงิน 1.5% ของรายได้เพื่อการกุศล ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 286.5 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2017 เพียงปีเดียว ผ่านการบริจาคเงิน ให้แก่องค์กรไม่แสวงหากำไร 14,500 แห่ง เช่น Food Banks และ Incubator เพื่อเร่งความเร็วในการทำตลาดสำหรับกิจการ Start-up นอกจากนั้น พวกเขายังให้พนักงานหยุดได้ 2 วันต่อปี โดยยังจ่ายเงินเดือน เพื่อเป็นอาสาสมัคร และมอบเงินแก่องค์กรการกุศลที่พวกเขาเลือก

9. TOMS

ภารกิจของ TOMS คือ การบริจาครองเท้าหนึ่งคู่สำหรับทุกคู่ที่ขาย ส่งผลให้มีการบริจาครองเท้ามากกว่า 60 ล้านคู่ให้กับเด็ก ๆ ที่ต้องการ กำไรถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา โดยจัดหาแว่นตา ยารักษาโรค มอบน้ำดื่มสะอาด และสร้างธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาเพื่อสร้างงาน
พวกเขายังเป็นผู้สนับสนุนการต่อต้านการกลั่นแกล้งอย่างจริงจัง ทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่ง และองค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อเป็นตัวอย่างของพฤติกรรมเชิงจริยธรรม

10. Bosch

ครึ่งหนึ่งของงบประมาณการวิจัยและพัฒนาของ Bosch เป็นการลงทุนในการสร้างเทคโนโลยีการปกป้องสิ่งแวดล้อม ภายในปี 2021 บริษัทจะลงทุน 50 ล้านยูโรเพื่อสนับสนุนมหาวิทยาลัย และโครงการวิจัยที่มุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อมพลังงาน และเรื่อง Mobility ในเยอรมนี อินเดีย สหรัฐอเมริกาและจีน ผ่านทาง Bosch Energy Research Network หรือที่รู้จักกันในชื่อ BERN

11. GE

เป็นเวลากว่าทศวรรษแล้วที่ General Electric เปิดตัว Ecomagination ซึ่งเป็นกลยุทธ์ธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานทดแทน ด้วยพันธกิจในการเพิ่มเทคโนโลยีสะอาด และเพิ่มรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ช่วงสิบปีที่ผ่านมาได้ผลิตรถจักร Evolution Series Tier 4 ซึ่งช่วยลดการปล่อยมลพิษได้มากกว่า 70% และเปิดตัว Digital Wind Farm ซึ่งสามารถเพิ่มการผลิตพลังงานของฟาร์มกังหันลมได้ 20%

12. Starbucks

Starbucks มองหาโอกาสในการจ้างงานที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ ภายในปี 2025 ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะจ้างทหารผ่านศึก 25,000 คนภายในปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบต่อสังคม ความคิดริเริ่มในการจ้างงานนี้ยังมีเป้าหมายที่จะจ้างคนรุ่นใหม่ให้มากขึ้นโดยมีจุดประสงค์ในการ “ช่วยให้ผู้เริ่มต้นอาชีพเริ่มต้นด้วยการให้งานแรกของพวกเขา”ในขณะที่ทั่วโลก บริษัท ได้เข้าร่วมกับสำนักงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ผู้สมัครผู้ลี้ภัยที่จะจ้างผู้ลี้ภัย 10,000 คนภายในปี 2565

13. New Belgium Brewing Company

บริษัท ผลิตเบียร์แห่งนี้ พนักงานเป็นเจ้าของทั้งหมด ผ่านแผนความเป็นเจ้าของหุ้น มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โรงเบียร์ Fort Collins ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 18% จากแผงโซลาร์เซลล์ และน้ำเสีย นอกจากนี้ยังสนับสนุนการให้จักรยาน และองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วย Katie Wallace ผู้อำนวยการฝ่าย CSR ของ New Belgium Brewing Company กล่าวว่า“ เราคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและสิ่งแวดล้อม ที่จะเชื่อมโยงเข้าด้วยกันอย่างพิถีพิถัน”

14. The Walt Disney Company

ดิสนีย์มุ่งมั่นที่จะลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของพวกเขา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ไม่มีของเสีย และความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์น้ำ รวมทั้งมั่นใจว่าพวกเขากำหนดนโยบายแรงงานระหว่างประเทศที่เข้มงวดเพื่อปกป้องความปลอดภัยและสิทธิของพนักงาน  ยิ่งกว่านั้น พวกเขายังทำงานกับชุมชน และกระตุ้นให้พนักงานทำเช่นเดียวกัน พวกเขายังมีความคิดริเริ่มเรื่องการมีสุขภาพที่ดี โดยส่งเสริมพฤติกรรมการกินเพื่อสุขภาพในหมู่พนักงานด้วย

15. Lego

เลโก้จะลงทุน 150 ล้านเหรียญสหรัฐในอีก 15 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นที่การแก้ไขปัญหา Climate Change และการลดของเสีย พวกเขามุ่งมั่นลดบรรจุภัณฑ์รวมถึงการลงทุนในแหล่งพลังงานทางเลือกและวางแผนที่จะจัดหาพลังงานทดแทน 100% ภายในปี 2020 เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ บริษัทจะว่าจ้างทีมงานเพื่อสนับสนุนความมุ่งมั่นในการใช้วัสดุที่ยั่งยืน และแผนการรีไซเคิลให้ได้ในระดับ 90%

ข้อมูลข้างต้นนี้ เป็นเพียงภาพประกอบเล็ก ๆ ของวิธีการที่บริษัทหลายแห่งกำลังใช้ CSR เพื่อปกป้องโลก และให้คำมั่นสัญญาที่จะปรับปรุงคุณภาพชีวิตสำหรับชุมชน ที่สินค้าและบริการของพวกเขาส่งผลกระทบทุกวัน

สำหรับแบรนด์ ไม่ว่าจะขนาดใด ใหญ่หรือเล็ก เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องใส่ใจกับปัญหาที่ลูกค้าสนใจ และผลกระทบที่ บริษัทของคุณสามารถทำได้ทั้งในระดับชุมชน และระดับโลก

 ที่มา

 

 

You Might Also Like

Pin It on Pinterest