มีนาคม 30,2026…คาร์ลสเบิร์กเปิดตัวเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 แบบใหม่ที่สอดคล้องกับโครงการ Science Based Targets initiative (SBTi) พร้อมทั้งยืนยันเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าภายในปี 2040
โครงการ Brewing Tomorrow ฉบับปรับปรุงใหม่ เกิดขึ้นหลังจากคาร์ลสเบิร์กเข้าซื้อกิจการ Britvic ในปี 2025 ซึ่งขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของบริษัท เพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2e) เกือบ 1 ล้านตันในห่วงโซ่คุณค่า หรือเทียบเท่ากับการเพิ่มขึ้น 16 %
กลุ่มบริษัทคาร์ลสเบิร์กเปิดตัวกลยุทธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ระดับโลกฉบับปรับปรุงใหม่ Brewing Tomorrow ซึ่งยกระดับความมุ่งมั่นด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งปรับแผนงานด้านความยั่งยืนให้สะท้อนถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
โปรแกรมปรับใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากบริษัทเข้าซื้อกิจการ Britvic ในปี 2025 ซึ่งเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่เป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของ Carlsberg ข้อตกลงดังกล่าวขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของบริษัทผู้ผลิตเบียร์ และผลักดันให้เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์มีสัดส่วนประมาณ 30 % ของพอร์ตโฟลิโอ ผู้บริหารกล่าวว่ากรอบ ESG ที่ปรับปรุงใหม่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็รักษาความมุ่งมั่นระยะยาวของบริษัทในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าภายในปี 2040
“คาร์ลสเบิร์กกำลังอยู่ในเส้นทางน่าตื่นเต้น Brewing Tomorrow คือแผนงานด้านความยั่งยืน ซึ่งสร้างขึ้นจากผลการดำเนินงานแข็งแกร่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีเป้าหมายชัดเจน คือ เพื่อสร้างผลกระทบ และทำให้มั่นใจว่าคาร์ลสเบิร์กเป็นธุรกิจที่พร้อมสำหรับอนาคต” Jacob Aarup-Andersen ซีอีโอของ Carlsberg Group กล่าว

การเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง คือ มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริงในขอบเขตที่ 1 ขอบเขตที่ 2 และขอบเขตที่ 3 คาร์ลสเบิร์กได้ปรับเป้าหมายใหม่ให้สอดคล้องกับโครงการเป้าหมายตามหลักวิทยาศาสตร์ (Science Based Targets initiative) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับเส้นทางการลดคาร์บอนขององค์กร และเปลี่ยนช่วงเวลาจากเดิมที่ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ตลอดห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมดจากปี 2032 เป็นปี 2040
นอกเหนือจากการลดคาร์บอนแล้ว โครงการนี้ยังนำเสนอความมุ่งมั่นที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นต่อการเกษตรแบบยั่งยืน การใช้ทรัพยากรรีไซเคิลที่ขยายวงกว้างขึ้น และเป้าหมายการลดน้ำตาลใหม่ที่สะท้อนถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำอัดลมที่กำลังเติบโตของบริษัท
ความคืบหน้าในการดำเนินงานด้านพลังงาน บรรจุภัณฑ์ และน้ำ
แผนงาน ESG ที่ปรับปรุงใหม่สร้างขึ้นจากความสำเร็จในการดำเนินงานล่าสุดหลายประการ
ตั้งแต่ปี 2024 ผู้ผลิตเบียร์รายนี้ประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมลง 12 % ในโรงงานผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่าระยะสั้นลง 8 % ปัจจุบันไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนคิดเป็น 90 %ของการใช้พลังงานของบริษัท และสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนใหม่ๆ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปี 2025 คาร์ลสเบิร์กได้ลงนามในข้อตกลงซื้อไฟฟ้าในนอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน และเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนใหม่เป็น 19 % จากเพียง 6 %ในปีก่อนหน้า
การลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงาน ยังขยายไปยังตลาดเกิดใหม่ด้วย โรงงานผลิตพลังงานชีวมวลแห่งใหม่ในลาว ได้จัดหาไอน้ำมากกว่า 80 %ที่ใช้ในโรงเบียร์เวียงจันทน์ แทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประจำปีได้ประมาณ 15,000 ตัน CO2e

บรรจุภัณฑ์หมุนเวียนก็ก้าวหน้าเร็วกว่าที่คาดไว้ วัสดุรีไซเคิลคิดเป็น 51 % ของขวดและกระป๋อง ทำให้บริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายใช้วัสดุรีไซเคิล 50 % ในปี 2030 เร็วกว่าเป้าที่กำหนดไว้ถึง 5 ปี
การบริหารจัดการน้ำกลายเป็นอีกด้านหนึ่งที่ให้ความสำคัญ คาร์ลสเบิร์กได้เติมน้ำที่ใช้ไปในโรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูงถึง 32 % เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจาก 16 %ที่ทำได้ในปีก่อนหน้า
ภายใต้เสาหลัก Inspiring Choice Carlsberg วางแผนที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่ำและไม่มีแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งปรับปรุงความโปร่งใสของผลิตภัณฑ์และข้อมูลสำหรับผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์เหล่านี้คิดเป็น 31 %ของเบียร์ที่จำหน่ายทั่วโลก

“ด้วยโครงการ Brewing Tomorrow เราได้ต่อยอดจากบทเรียนในอดีต พร้อมทั้งปรับปรุงจุดเน้นสำหรับอนาคต โครงการนี้ถูกฝังในทุกส่วนของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิธีดำเนินงาน การมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่า วิธีพัฒนาบุคลากร และวิธีสร้างทางเลือกที่มากขึ้นในผลิตภัณฑ์ที่กำลังขยายตัวของเรา โครงการนี้ต่อยอดจากความพยายามหลายทศวรรษในการลดผลกระทบ พร้อมทั้งสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ผมภูมิใจในเส้นทางที่เรากำลังเดินอยู่ และรอคอยที่จะนำโครงการนี้ไปสู่ความเป็นจริงร่วมกับเพื่อนร่วมงานและพันธมิตรทั่วโลก” ไซมอน โบอาส ฮอฟฟ์ไมเยอร์ รองประธานฝ่ายความยั่งยืนและ ESG กลุ่มบริษัทคาร์ลสเบิร์ก กล่าว
สำหรับผู้บริหารและนักลงทุนทั่วโลกที่ติดตามภาคอุตสาหกรรมนี้ สารที่เกิดขึ้นสื่อออกมาชัดเจน คำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบรองของกลยุทธ์องค์กรอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของวิธีการที่แบรนด์สินค้าอุปโภคบริโภคข้ามชาติจัดการการเติบโต ความเสี่ยง และความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ที่มา esgnews




