ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญร่วมงานศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ พร้อมข้อความเตือนว่าความรู้เดิมไม่พอรับมือน้ำครั้งใหม่ เSD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญร่วมงานศูนย์กันก่อนท่วม จุฬาฯ พร้อมข้อความเตือนว่าความรู้เดิมไม่พอรับมือน้ำครั้งใหม่ เSD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

เปิด 4 ภารกิจเตรียมคน–ธุรกิจให้พร้อมก่อนวิกฤต “น้ำท่วม” อีกครั้ง!

‘กันก่อนท่วม’ เมื่อความรู้เดิมไม่พอรับมือน้ำครั้งใหม่ !

ตุลาคม 18,2026…พื้นที่ที่ไม่เคยท่วมอาจไม่ปลอดภัยเหมือนเดิม สถิติฝนในอดีตอาจไม่เพียงพอสำหรับออกแบบการป้องกันครั้งต่อไป “ศูนย์กันก่อนท่วม” จุฬาฯ ชวนเปลี่ยนวิธีมองความเสี่ยงน้ำ ผ่าน 4 ภารกิจ ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ ชุมชนเข้มแข็ง ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้ ไปจนถึงวาระแห่งชาติที่มีผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาชัดเจน พร้อมคำถามที่มาจากประชาชนและภาคธุรกิจว่า หากน้ำมาอีกครั้ง จะเตรียมชีวิต เงิน และการดำเนินงานไว้อย่างไร

ความมั่นใจว่า “บ้านนี้ไม่เคยท่วม” หรือ “โรงงานอยู่รอดมาตั้งแต่ปี 2554” อาจไม่เพียงพอสำหรับประเมินความเสี่ยงน้ำในวันนี้ เมื่อฝนเปลี่ยนรูปแบบ เมืองขยายตัว และเส้นทางน้ำเปลี่ยนไปพร้อมกับถนน อาคาร และการถมที่ดิน

ประเด็นจากเวที “WAKE UP TO WATER ประเทศไทยต้องตื่นตัวเรื่องน้ำอย่างไร?” ในงาน Exclusive Media Briefing & Water Lab Visit “THE WATER WAKE-UP CALL” คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงมุ่งไปไกลกว่าคำถามว่าน้ำจะท่วมหรือไม่ แต่ถามถึงความสามารถในการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุ และลดผลกระทบเมื่อปริมาณน้ำเกินกว่าระบบที่มีอยู่จะรองรับ

ผู้บริหาร “ศูนย์กันก่อนท่วม” ร่วมพูดคุยคือ รศ.ดร. วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และประธานศูนย์กันก่อนท่วม รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์และรองประธานศูนย์กันก่อนท่วม รศ.ดร.เสวกชัย ตังอร่ามวงศ์ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และ ผศ.ดร. พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำและกรรมการศูนย์กันก่อนท่วม ในงานนี้ รศ.ดร.ปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมด้วย

สำหรับภาคธุรกิจ ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่ที่เครื่องจักรหรืออาคารเสียหาย แต่รวมถึงรายได้ที่หายไป พนักงานที่เดินทางมาทำงานไม่ได้ และความเชื่อมั่นต่อพื้นที่ลงทุน ส่วนประชาชนอาจเผชิญความเสี่ยงแม้ตัวบ้านไม่ท่วม หากถนนถูกตัดขาด เข้าถึงอาหาร ยา หรือบริการจำเป็นไม่ได้

ศูนย์กันก่อนท่วม ตั้งปี 2568 เสนอการขับเคลื่อนผ่าน 4 ภารกิจที่เชื่อมความรู้เรื่องน้ำเข้ากับการตัดสินใจของประเทศ ชุมชน และแต่ละองค์กร

รศ.ดร.วิทยา อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้พฤติกรรมฝนเปลี่ยนไป ขณะที่ระบบรองรับน้ำจำนวนหนึ่งถูกออกแบบภายใต้เงื่อนไขในอดีต การประเมินอนาคตจึงต้องปรับทั้งข้อมูล แบบจำลอง และวิธีคิด

การใช้ข้อมูลย้อนหลังยังมีความสำคัญ แต่ความเสี่ยงเกิดขึ้นเมื่อถือว่าค่าสูงสุดที่เคยพบคือขอบเขตสูงสุดที่จะเกิดขึ้นอีก หรือเชื่อว่าพื้นที่ที่เคยปลอดภัยจะปลอดภัยต่อไปโดยไม่ต้องประเมินใหม่

รุ่งโรจน์ยกกรณีจากการหารือกับภาคธุรกิจรายหนึ่ง ซึ่งตรวจสอบสถิติฝนย้อนหลังและเตรียมรับฝนสูงกว่าเหตุการณ์ที่เคยพบในกรุงเทพฯวันประวัติศาสตร์ 25-28 ก.ย.69 ปริมาณฝนจริงกลับเกินแผนที่เตรียมไว้

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ อธิบายต่อเนื่องถึงความเสี่ยงหรือกองทัพนน้ำของกรุงเทพฯ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา 3 ทัพได้แก่

ส่วนคำถามว่าเหตุใดจึงยังอ้างอิงน้ำท่วมปี 2554 ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ชี้ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนสำคัญจากความเสียหายมหาศาล แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นเพดานความเสี่ยงในอนาคต

ศูนย์ฯ ระบุว่ากำลังพัฒนาแบบจำลองร่วมกับ MIT เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบฝนและความเสี่ยงในอนาคต โดย ณ วันเสวนา มีแผนนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นในเวทีเดือนพฤศจิกายน ขณะเดียวกัน งานในห้องปฏิบัติการยังครอบคลุมการศึกษาคลื่นและโกงกางเทียมเพื่อลดพลังคลื่น การไหลและตะกอนด้วยเทคนิค PIV และการใช้ไอโซโทปสืบค้นแหล่งกำเนิดของน้ำ เพื่อเพิ่มเครื่องมือในการวางแผนจัดการน้ำให้เหมาะกับปัญหาแต่ละประเภท

ภารกิจสร้างชุมชนเข้มแข็งเริ่มจากการทำให้ประชาชนรู้ความเสี่ยงของพื้นที่ตนเอง และเปลี่ยนข้อมูลเตือนภัยเป็นการเตรียมพร้อมได้ทันเวลา

ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์เสนอว่า เมื่อมีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ประชาชนควรเริ่มย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง และเตรียมสิ่งจำเป็นเพื่อให้สามารถดูแลตัวเองในช่วงแรกของเหตุการณ์ โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีผู้ป่วยหรือผู้ที่ต้องใช้ยาประจำ

“เราจะต้องอยู่ได้ด้วยตัวเองก่อน ผมใช้คำว่า 3 วัน อาหาร น้ำ และยาที่จำเป็นจึงควรเตรียมก่อนเกิดภาวะฉุกเฉิน การรู้ล่วงหน้าจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อครัวเรือนมีเวลาลงมือ และรู้ว่าต้องทำอะไรเมื่อได้รับคำเตือน”

สำหรับชุมชน การเตรียมพร้อมต้องเชื่อมกับข้อมูลในพื้นที่จริง ทั้งจุดต่ำ จุดที่น้ำมักไปรวม เส้นทางสัญจร และข้อจำกัดในการระบาย การมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ช่วยให้การวางแผนตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ศูนย์ฯ ยังกล่าวถึงการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชน และมหาวิทยาลัยในพื้นที่นครปฐม เพื่อเรียนรู้แนวทางก่อนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น

ในภาคเอกชน รุ่งโรจน์เสนอให้นำความเสี่ยงน้ำเข้าไปอยู่ในการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Management: BCM โดยประเมินทั้งความเสียหายทางกายภาพและความสามารถในการดำเนินงานระหว่างเกิดเหตุ

คำถามจึงครอบคลุมถึงพนักงานเดินทางมาทำงานได้หรือไม่ ธุรกิจต้องหยุดนานเท่าใด และมีเงินรองรับค่าใช้จ่ายระหว่างที่รายได้หยุดลงเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะกิจการบริการและร้านอาหารที่อาจมีเงินทุนสำรองจำกัด

“ภาคธุรกิจเองต้องเตรียมเงินเอาไว้…3สัปดาห์ มีเงินจ่ายพนักงานหรือเปล่า ถ้าต้องหยุด แต่ละองค์กรจำเป็นต้องกำหนดระยะเวลารองรับให้เหมาะกับความเสี่ยงของตนเอง”

การทบทวนแผนยังควรทดสอบสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าเหตุการณ์ล่าสุด เพื่อค้นหาว่าต้องปรับการป้องกัน อาคาร หรือวิธีดำเนินงานอย่างไร ตัวเลขฝนที่เพิ่มขึ้นในการสนทนาบนเวทีเป็นตัวอย่างสำหรับทดสอบความทนทานของแผน มิใช่คำพยากรณ์ฝนครั้งต่อไป

“สำหรับธุรกิจ บทเรียนจากน้ำท่วมจึงต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงก่อนฤดูฝนรอบใหม่ ทั้งการลงทุนป้องกันและการเตรียมสภาพคล่องให้กิจการกับพนักงานผ่านช่วงหยุดชะงักไปได้” รุ่งโรจน์กล่าว

การมีข้อมูลจำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าประชาชนหรือธุรกิจจะตัดสินใจได้ หากข้อมูลอยู่คนละหน่วยงาน ใช้รายละเอียดต่างกัน หรือสื่อสารด้วยภาษาที่เชื่อมโยงกับพื้นที่ของผู้รับสารไม่ได้

ศูนย์กันก่อนท่วมจึงวางบทบาทเป็นตัวกลางเชื่อมโยงข้อมูลและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน เพื่อให้ข้อมูลสอดคล้องกันและนำไปสู่การปฏิบัติ
รุ่งโรจน์ชี้ว่า แผนที่ทั่วไปที่บอกเพียงตำแหน่งยังไม่เพียงพอสำหรับบริหารความเสี่ยงน้ำ โดยเฉพาะในเมืองซึ่งความแตกต่างของระดับพื้นที่มีผลต่อจุดที่น้ำไปรวมและระยะเวลาที่น้ำท่วมขัง

นัยต่อภาคธุรกิจคือ การประเมินความเสี่ยงต้องขยายจากภายในรั้วโรงงาน อาคาร หรือโครงการ ไปสู่ถนน คลอง และระบบระบายน้ำที่เชื่อมต่อกัน ส่วนประชาชนต้องสามารถเชื่อมข้อมูลสถานการณ์กับตำแหน่งบ้านและเส้นทางที่ใช้จริงได้ เพราะ “แผนที่เดิมที่มีอยู่ในมือนั้น ใช้ได้ไม่ได้อีกต่อไปในการตัดสินใจ”

พร้อมกันนี้อีกเรื่องที่มีความสำคัญมากคือ การสื่อสารของการเชื่อมข้อมูล รศ.ดร.ปรีดา ตั้งข้อสังเกตถึงความแตกต่างของผู้รับสาร ทั้งกลุ่มที่ยังเชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่เกิดขึ้นกับตนเอง และกลุ่มที่ตื่นตระหนกง่าย การสื่อสารต้องช่วยให้ทั้งสองกลุ่มเข้าใจสถานการณ์และเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสม

โจทย์ของข้อมูลเรื่องน้ำจึงต้องไปถึงคำถามที่ผู้รับสารใช้ตัดสินใจได้ว่า พื้นที่ใดเสี่ยง เสี่ยงจากอะไร มีเวลาเตรียมตัวเพียงใด และควรเริ่มดำเนินการเมื่อใด

การเตรียมพร้อมระดับบ้าน ชุมชน และกิจการต้องเดินควบคู่กับระบบจัดการน้ำระดับประเทศ ซึ่งต้องใช้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน งบประมาณ กติกา และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

รุ่งโรจน์เสนอว่า การผลักดันเรื่องน้ำเป็นวาระแห่งชาติต้องแสดงให้เห็นการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม มีผู้รับผิดชอบ เป้าหมาย และระยะเวลาที่ตรวจสอบความคืบหน้าได้

“การวางแผนต้องเป็นแผนที่มีการตอบว่า ใครรับผิดชอบ ใครรับผิดชอบอะไร แล้วจะทำให้เสร็จเมื่อไหร่ หากมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย ขั้นตอนราชการ หรืออำนาจดำเนินงาน ก็ต้องกำหนดวิธีแก้ให้สัมพันธ์กับกรอบเวลาของแผน พร้อมทบทวนและปรับวิธีทำเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย”

ในมุมนี้ การจัดการน้ำยังเกี่ยวข้องกับวิธีมองคุณค่าทางเศรษฐกิจ รศ.ดร.วิทยาอธิบายแนวคิด Water Economy ว่า น้ำสามารถสร้างประโยชน์ได้หากจัดเก็บและบริหารอย่างเหมาะสม แต่กลายเป็นความเสียหายหากจัดการไม่ได้ จึงต้องพิจารณาทั้งการเก็บ หน่วง กระจาย ใช้ สำรอง และระบาย ให้เหมาะกับเวลาและพื้นที่

หัวใจของแผน “กันก่อนท่วม” จึงอยู่ที่การลดความสูญเสียต่อชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมเพิ่มความสามารถในการรับมือเมื่อเหตุการณ์เกินกว่าระบบป้องกันจะรองรับ

“เราไม่ได้ต้องการบอกว่าปีหน้าไม่ให้ท่วมเลย…แต่ต้องการว่ามีแผนที่เป็น Action Plan ชัดเจน และมีการเริ่มต้นงาน” รุ่งโรจน์กล่าว

การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความต่อเนื่องของเศรษฐกิจกับสังคม องค์กรที่กำลังเดินหน้าแผน Net Zero จึงต้องประเมินควบคู่กันว่า ความเสี่ยงทางกายภาพจากน้ำถูกนำเข้าไปอยู่ในแผนธุรกิจแล้วเพียงใด