Eiko Sherba, Sustainability Marketing Director of UNIQLO Japan and Fast Retailing อธิบายกลยุทธ์ LifeWear, Circular Economy และเป้าหมายลดคาร์บอน Scope 3 ในห่วงโซ่อุปทานปี 2030 Eiko Sherba, Sustainability Marketing Director of UNIQLO Japan and Fast Retailing อธิบายกลยุทธ์ LifeWear, Circular Economy และเป้าหมายลดคาร์บอน Scope 3 ในห่วงโซ่อุปทานปี 2030

ยูนิโคล่ ชี้ Scope 3 คือโจทย์ใหญ่ของธุรกิจแฟชั่นโลก

เดินหน้าลดคาร์บอน 30% ผ่านซัพพลายเออร์หลายร้อยแห่งภายในปี 2030

มิถุนายน 23,2026…ยูนิโคล่เปิดยุทธศาสตร์ความยั่งยืนระดับโลกภายใต้แนวคิด “LifeWear = A New Industry” โดยยอมรับว่าโจทย์ที่ยากที่สุดไม่ใช่การลดคาร์บอนภายในองค์กร แต่คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 หรือห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเออร์หลายร้อยแห่งทั่วโลก พร้อมใช้ Circular Economy และ Education for Sustainable Development (ESD) เป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจและสังคมในระยะยาว

SD Perspectives สัมภาษณ์พิเศษ เอโกะ เชอร์บะ (Eiko Sherba) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดด้านความยั่งยืนของ ยูนิโคล่ Japan และ Fast Retailing เปิดเผยว่า การเดินทางด้านความยั่งยืนของบริษัทเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2001 ในฐานะแผนก CSR ที่มีพนักงานเพียง 2 คนและขึ้นตรงต่อ CEO ก่อนที่ในปี 2010 บริษัทจะยกระดับเรื่องความยั่งยืนให้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ผ่านแนวคิด “LifeWear = A New Industry” ซึ่งถือเป็นปรัชญาหลักขององค์กร พร้อมบูรณาการงานด้านการตลาดเข้ามาอยู่ในกลยุทธ์ความยั่งยืน เพื่อทำให้สาธารณชนเข้าใจว่า

“ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือ เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 หรือการปล่อยคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งยูนิโคล่ ตั้งเป้าลดลง 30% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปี 2019 โดยเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 20% ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นหลังประเมินว่ามีความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน แต่ก็ถือเป็นความท้าทายสูง เนื่องจากเป็นการปล่อยคาร์บอนที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานของบริษัทโดยตรง หากเกิดจากเครือข่ายซัพพลายเออร์หลายร้อยแห่งในหลายประเทศ เช่น ไทย จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย”

เอโกะ อธิบายต่อว่า บทบาทของบริษัทคือการทำงานร่วมกับพันธมิตรเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนการลงทุนในเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้พลังงาน และเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน แม้ว่าการตัดสินใจลงทุนจะยังขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการแต่ละรายก็ตาม พร้อมกันนี้บริษัทยังขับเคลื่อนระบบ Supply Chain Transparency และ Traceability ตั้งแต่ระดับวัตถุดิบไปจนถึงโรงงานตัดเย็บ เพื่อสร้างความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน

“ในประเทศไทยได้เลือกจังหวัดระนองเป็นพื้นที่ดำเนินงาน เนื่องจากเป็นพื้นที่ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงซึ่งก็คือจังหวัดระนอง และมีบริบทที่แตกต่างจากเวียดนามและอินโดนีเซีย”

แม้ยูนิโคล่จะยอมรับว่าวงจรความยั่งยืนในปัจจุบันยังไม่สมบูรณ์แบบและต้องเผชิญกับโจทย์ที่ยากลำบาก แต่บริษัทยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนกลยุทธ์สีเขียวนี้อย่างดีที่สุด เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับอุตสาหกรรมแฟชั่นและระบบนิเวศโลกในระยะยาวอย่างแท้จริง