ซิกเว่ เบรกเก้ True Corporation พูดคุยกับ First Jobber เรื่อง Human AI, Future of Work และ Human Sustainability ในยุค AI D Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand ซิกเว่ เบรกเก้ True Corporation พูดคุยกับ First Jobber เรื่อง Human AI, Future of Work และ Human Sustainability ในยุค AI D Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

ซิกเว่ เบรกเก้ ชวน First Jobber คุยอนาคต “คน + AI”

ชี้ความยั่งยืนองค์กร ต้องทำให้คนเติบโตไปพร้อมเทคโนโลยี

วงสนทนาระหว่างคนรุ่นใหม่กับผู้นำ ผ่าน 3 คำถามใหญ่ ตั้งแต่ “การศึกษาเตรียมคนพร้อมทำงานหรือยัง” “AI จะเปลี่ยนงานของใคร” จนถึง “Work-Life Balance ยังมีจริงหรือไม่” สะท้อนอีกมิติของ Sustainability ที่ไม่ได้มีเพียงสิ่งแวดล้อม แต่รวมถึงการสร้าง Human Capital ให้คนสามารถเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี

ท่ามกลางความกังวลว่า AI จะเปลี่ยนตลาดแรงงานเร็วเกินกว่าที่คนจะปรับตัวทัน กิจกรรม The First Jobbers Journey ของทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดพื้นที่ให้ First Jobber และคนทำงานรุ่นใหม่จากหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เทคโนโลยี การเงิน ครีเอทีฟ ที่ปรึกษาธุรกิจ ไปจนถึงโทรคมนาคม แลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้นำองค์กรในประเด็นที่กำลังใกล้ตัวคนทำงานมากขึ้นเรื่อย ๆ

เสียงจากคนรุ่นใหม่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตั้งแต่คนทำงานสาย Creative ที่ต้องเรียนรู้เครื่องมือ AI ใหม่อย่างต่อเนื่อง ไปจนถึง Software Engineer ที่เริ่มนำ AI Agent ไปใช้แก้โจทย์ทางธุรกิจจริง ขณะที่โครงการ True Next Gen เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่หมุนเวียนเรียนรู้หลายฟังก์ชันของธุรกิจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นอาชีพ

ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “AI จะมาแทนคนหรือไม่” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าองค์กร ระบบการศึกษา และตัวคนเอง กำลังสร้างความสามารถที่จะอยู่และเติบโตไปกับเทคโนโลยีได้อย่างยั่งยืนเพียงใด

หนึ่งในช่องว่างที่ First Jobber สะท้อน คือโลกการศึกษาและโลกการทำงานใช้โจทย์คนละแบบ ในมหาวิทยาลัย นักศึกษามักได้รับ “ปัญหา” มาให้หาคำตอบ แต่เมื่อเข้าสู่โลกการทำงาน สิ่งที่ยากกว่าคือการค้นหาให้ได้ก่อนว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร Problem Framing ขณะที่ Communication ในที่ทำงานก็ไม่ได้วัดจากการอธิบายได้ละเอียดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสื่อสารเพื่อให้อีกฝ่ายตัดสินใจ เห็นพ้อง หรือสามารถลงมือทำต่อได้

วงสนทนายังชี้ให้เห็นว่า Hard Skills จากมหาวิทยาลัยยังจำเป็น แต่เมื่อคนเติบโตในอาชีพ Soft Skills เช่น Communication, Leadership, Presentation และการบริหารคนกลับยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของซิกเว่ เบรกเก้ ที่มองว่า ในโลกการทำงานที่ AI เข้ามาช่วยงานได้มากขึ้น Human Judgment และ Critical Thinking จะยิ่งมีความสำคัญ เพราะการใช้เครื่องมือเก่งไม่ได้หมายความว่าจะรู้ว่าควรถามอะไร หรือรู้ว่าคำตอบที่ AI ให้มานั้นผิดเมื่อใด

“การเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดด้วยอายุ…มหาวิทยาลัยควรเป็น Incubator ที่ทำให้คนได้ลองทำจริง และรู้ว่าตัวเองยังต้องพัฒนาทักษะอะไร”

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่าเรื่อง Skill Mismatch เพราะหากประเทศไทยมีคนเก่ง แต่ไม่มีอุตสาหกรรม บริษัทใหม่ หรือระบบนิเวศที่รองรับความสามารถเหล่านั้น ปัญหาอาจไม่ใช่เพียง “คนมีทักษะไม่ตรงงาน” แต่อาจเป็น “เศรษฐกิจมีงานใหม่ไม่เพียงพอกับคนรุ่นใหม่” ร้าง Connection และพร้อมกลับมาเรียนรู้ใหม่ตลอดเส้นทางอาชีพ

ซิกเว่ฝากถึงคนเริ่มต้นทำงานว่า โลกกำลังเปลี่ยนเร็ว จึงไม่ควรรีบจำกัดตัวเองอยู่กับความเชี่ยวชาญเพียงด้านเดียวเร็วเกินไป แต่ควรเรียนรู้ให้กว้าง ทดลองหลายสิ่ง

รองนายกฯ รมว.อว.ยศชนันกล่าว “ผมเปลี่ยนจากอาจารย์มหาวิทยาลัยสู่นักการเมืองเมื่ออายุ 46 ปี และพร้อมรับความเสี่ยงที่พร้อมจะปะทุขึ้นทุกเมื่อ”

เมื่อเข้าสู่เรื่อง Future of Work ซิกเว่เสนอภาพที่ต่างจากความเชื่อว่า AI จะทำให้องค์กรลดตำแหน่งคนรุ่นใหม่ลงจนฐานขององค์กรหายไป เขามองว่าส่วนที่อาจเผชิญแรงกดดันมากกว่าคือ “ช่วงกลาง” ขององค์กร ซึ่งมีงานจำนวนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งต่อข้อมูล การประสานงาน และ Routine Work ที่ AI สามารถเข้ามาทำแทนได้มากขึ้น

โครงสร้างองค์กรในอนาคตจึงอาจไม่ใช่ Pyramid แบบเดิม แต่มีลักษณะคล้าย “นาฬิกาทราย” ด้านบนยังต้องการผู้นำที่มีประสบการณ์ Judgment และ Strategic Thinking ส่วนตรงกลางแคบลง ขณะที่ฐานด้านล่างยังต้องการคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับ AI เข้าใจพฤติกรรมของคนรุ่นเดียวกัน และมององค์กรผ่านสายตาของลูกค้ารุ่นถัดไปได้

สำหรับซิกเว่ จุดที่ต้องระวังจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “AI จะเอางานเราไปไหม” แต่คือคนทำงานตระหนักหรือไม่ว่าตัวเองจำเป็นต้องเรียนรู้ AI เพราะไม่ใช่ทุกคนต้องเป็น AI Specialist หรือสร้างโมเดล AI ได้ แต่ตั้งแต่ CEO ผู้บริหาร ไปจนถึงพนักงาน จำเป็นต้องเข้าใจว่า AI สามารถเปลี่ยน Business Model, Process, Product และวิธีทำงานของตัวเองอย่างไร

“ผมไม่ได้กังวลว่า AI จะมาแทนงานจำนวนมากเท่ากับกังวลคนที่ไม่เห็นว่าตัวเองต้องเรียนรู้ AI เพราะสุดท้ายพวกเขาอาจกำลังแทนที่ตัวเอง”

อีกหนึ่งภาพเปรียบเทียบจากวงสนทนาคือการมอง AI เป็นเหมือน “Supercar” รถที่เร็วขึ้นสามารถพาคนขับไปได้ไกลกว่าเดิม แต่รถที่ดีไม่ได้ทำให้ทุกคนกลายเป็นคนขับที่ดี สิ่งสำคัญยังอยู่ที่การรู้ว่าจะไปไหน ขับอย่างไร และเมื่อใดต้องหยุดหรือเปลี่ยนเส้นทาง นั่นทำให้ AI Literacy ต้องเดินคู่กับ Human Judgment, Critical Thinking และความสามารถในการตรวจสอบผลลัพธ์ของ AI

ขณะเดียวกัน เสียงจาก First Jobber ให้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า คนทำงานจึงต้อง “เก่ง AI และเก่งความเป็นมนุษย์ไปพร้อมกัน” ตั้งแต่การ Read the Room การสร้างความสัมพันธ์ การพูดคุยกับคนที่เพิ่งรู้จัก ไปจนถึงการโน้มน้าวและเข้าใจบริบท

“ผมไม่ได้กลัว AI แต่ผมกลัวคนที่ใช้ AI ได้ดีกว่าผม”

เพราะคู่แข่งในอนาคตอาจไม่ใช่ Machine vs Human แต่เป็น Human + AI vs Human ที่ไม่ปรับตัว และในอีกด้าน การนำ AI มาใช้ก็ต้องไม่แลกด้วย Trust โดยซิกเว่ย้ำว่า หากองค์กรใช้ AI ติดต่อหรือให้บริการลูกค้า ต้องโปร่งใสว่าลูกค้ากำลังคุยกับ AI หรือมนุษย์ รวมถึงต้องตอบได้ว่าใครดูแลข้อมูล ใครมี Human Oversight และผู้บริโภคสามารถเชื่อถือระบบนั้นได้อย่างไร

ใน Session สุดท้าย ซิกเว่พาคำถามเรื่อง Future of Work ไปไกลกว่า Productivity เพราะในวันที่เทคโนโลยีทำให้คนสามารถเชื่อมต่อกับงานได้แทบตลอดเวลา คำถามอาจไม่ใช่เพียงว่า “ทำงานกี่ชั่วโมงจึงพอดี” แต่คือ งานที่ทำมีความหมายกับชีวิตหรือไม่

เขามองว่า Work-Life Balance เป็นเรื่อง Subjective แต่ละคนมีสิทธิ์กำหนดสมดุลต่างกัน สิ่งสำคัญคือการรู้ว่าตัวเองกำลังใช้พลังงานไปกับอะไร เพราะมนุษย์ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่กับงาน หากทุกเช้าต้องนับเวลารอเลิกงาน หรือทุกวันจันทร์คือวันที่ไม่อยากให้มาถึง ปัญหาอาจไม่ได้อยู่เพียงจำนวนชั่วโมงทำงาน แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่าง “งาน” กับ “ชีวิต”

อย่างไรก็ตาม การรักงานไม่ได้หมายถึงการละเลยร่างกาย ซิกเว่ย้ำถึง 3 พื้นฐานที่ไม่ควรนำไปแลกกับความสำเร็จ คือ การนอนให้เพียงพอ กินอาหารที่ดี และออกกำลังกาย พร้อมชวนคนทำงานถามตัวเองด้วยคำถามที่ลึกกว่าเรื่องตำแหน่งหรือเงินเดือนว่า “Why am I here?” และ “What difference do I make?”

“ลองนึกว่าคุณอายุ 80 ปี และหลานถามว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา คุณทำอะไรกับชีวิตของคุณบ้าง คุณจะตอบว่าอะไร?”

สำหรับซิกเว่ คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นการสร้างบริษัทใหญ่หรือเปลี่ยนโลก อาจเป็นการเป็นพ่อแม่ที่ดี เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี หรือสร้างบางสิ่งที่มีคุณค่า แต่คนควรรู้ว่าตัวเองสร้างความแตกต่างอะไรไว้ เพราะความหมายของงานเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืนของชีวิต ไม่ต่างจากสุขภาพหรือรายได้

เมื่อชีวิตเริ่ม Comfortable เกินไป เขายังแนะนำให้คนลองพาตัวเองออกจาก Comfort Zone เรียนรู้สิ่งที่ไม่รู้ และมองความผิดพลาดเป็น Learning เพราะความไม่แน่นอนไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ต้องหลีกหนี แต่อาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการปรับตัว

ซิกเว่มีคำแนะนำสุดท้ายคือ อย่าหนีความไม่แน่นอน ความรู้สึกไม่สบายใจเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเมื่อเริ่มสิ่งใหม่ มีบทบาทใหม่ ในสภาพแวดล้อมใหม่ ความรู้สึกกังวล ความไม่สบายใจนั้น มันไม่ใช่สัญญาณเตือน แต่หากเป็น “ของขวัญที่ดีที่สุด” เพราะการก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย คือ ต้นกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเราสบายเกินไป ความคิดก็ไม่ถูกลับให้คม มนุษย์เราต้องรู้จักเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เครื่องมือที่เรายังไม่รู้จัก เซย์เยสกับภารกิจมราได้รับมอบหมายแม้เราจะไม่พร้อม เพราะนั่นคืออีกวิธีการเรียนรู้หนึ่ง