มิถุนายน 11,2026…เวที Earth Jump 2026 “Thailand’s Economic Crossroads: Where Do We Go Next?” ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ฉายภาพเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญจากภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันทางการค้า และกฎระเบียบใหม่ด้านความยั่งยืน พร้อมชี้ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโต หากสามารถยกระดับ Local Content สนับสนุน SMEs และใช้ Sustainability เป็นกลไกสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นระบบ
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยปัจจุบัน
ศุภจีเริ่มต้นถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีมุมมองที่หลากหลายและกำลังอยู่ในช่วง “เปลี่ยนผ่านและปรับตัวจริงจัง” จากตัวเลขล่าสุดพบสัญญาณการเติบโตเชิงบวกในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ที่ขยายตัวถึง 2.8% (จากไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 2.5%) เกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยมี “พระเอก” ขับเคลื่อนหลัก 2 ส่วนคือ การลงทุนและการส่งออก
ด้านการลงทุน ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ในปีที่ผ่านมาพุ่งสูงเกือบ 1.9 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ถึงประมาณ 1.36 – 1.37 ล้านล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายรัฐบาล ขณะที่ไตรมาส 1 ของปีนี้ ยอด BOI ยังคงเติบโตดีทะลุ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็น FDI ถึงประมาณ 95%
ด้านการส่งออก ยอดการส่งออกในปีที่ผ่านมาสร้างมูลค่าได้สูงถึง 11.14 ล้านล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นคิดเป็น 22.9%

ข้อควรระวังและประเด็นท้าทาย
แม้ตัวเลขภายนอกจะดูเติบโตอย่างน่าประทับใจ แต่หากเจาะลึกเข้าไปดูในโครงสร้างไส้ใน จะพบความท้าทายและข้อควรระวังสำคัญที่อธิบายว่าเหตุใดเงินในกระเป๋าของประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่ได้โตตาม GDP
-การลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มเทคโนโลยี เม็ดเงินส่วนใหญ่ลงไปที่ Data Center และ Cloud Services ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเป็นหลัก จึงยังไม่เกิดการกระจายตัวไปสู่การจ้างงานแรงงานจำนวนมากหรือกลุ่ม SMEs เท่าที่ควร
-การส่งออกพึ่งพาตลาดใหญ่และเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยอดส่งออกกว่า 1 ใน 3 กระจุกตัวอยู่แค่ 2 ประเทศขั้วอำนาจขัดแย้ง คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงท่ามกลางสภาวะโลกแบบหลายขั้วอำนาจ
-ผลประโยชน์ตกแก่ทุนใหญ่เป็นหลัก ประเทศไทยมีผู้ลงทะเบียนส่งออก 30,000 กว่าราย แต่มีรายใหญ่เพียง 7,000 กว่ารายที่กวาดสัดส่วนรายได้ไปถึง 88% ขณะที่กลุ่ม SME ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่สร้างมูลค่าได้เพียง 12% เท่านั้น
Local Content ต่ำ สินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทเดียวกับที่นำเข้า คือนำเข้ามาเพื่อประกอบแล้วส่งออกต่อ ทำให้เนื้อในที่เป็นวัตถุดิบในประเทศ มีน้อยมาก ส่งผลให้ปีที่ผ่านมายอดนำเข้าอยู่ที่ 11.4 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่ายอดส่งออก แนวทางแก้ไขและกลยุทธ์การคว้าโอกาส

“ภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบนโยบายแบบ พุ่งเป้า ที่ดูแลทั้งระยะสั้น กลาง และยาวไปพร้อมกัน โดยการจ่ายยาแก้ปวด 3 ตัวหลัก ได้แก่ ลดค่าครองชีพ, เสริมรายได้คนตัวเล็ก ผ่าน 3 ปัจจัย: แหล่งทุน/Soft Loan, เทคโนโลยีเพิ่ม Productivity การหาตลาดใหม่ และ ปรับแก้กฎระเบียบสร้างความโปร่งใส เพื่อสร้าง Trust Currency หรือความเชื่อมั่นในการค้าขาย”
ศุภจีขยายความต่อเนื่อง Sustainability คือ ทางรอดและจุดขายใหม่ ที่ภาครัฐและเอกชนต้องพลิกเกณฑ์อันเข้มงวดให้เป็นโอกาสในการก้าวกระโดด เข้าสู่ตลาดใหม่ เช่น
-มาตรการเชิงรุกด้านเกษตรกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา กรมการค้าต่างประเทศห้ามนำเข้าสินค้าเกษตรที่มีกระบวนการเผา เพื่อบังคับให้ห่วงโซ่อุปทาน (เช่น อุตสาหกรรมอาหารสัตว์) ปรับตัวสู่มาตรฐานรักษ์โลก
-โมเดลความร่วมมือระหว่างประเทศ ปรับวิธีคิดจากการมองเรื่อง “ดุลการค้า” มาเป็นการมอง “Total Supply Chain” เช่น การจับมือกับอินเดียที่มีกลุ่มชนชั้นกลางขยายตัวสูง โดยไทยสามารถนำสินค้านวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรักษ์โลก เช่น อิฐบล็อกกันความร้อน เข้าไปตั้งฐานผลิตร่วมกัน ดึงจุดแข็งด้านดีไซน์และแบรนดิ้งของไทย ผสมกับแรงงานและวัตถุดิบของคู่ค้า เพื่อส่งออกไปยังประเทศที่ 3, 4, 5 ร่วมกัน

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ
เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้วิ่งได้เต็มสูบเหมือนติดเทอร์โบ ผู้ประกอบการทุกขนาดต้องเปลี่ยนทัศนคติ เปิดใจให้กว้าง เรียนรู้บริบทโลกและกฎเกณฑ์ใหม่ๆ โดยนำ 3 กลยุทธ์ ปรับใช้
T – Think Big (คิดให้ใหญ่/คิดให้ครบ) คิดและวางกลยุทธ์ให้รอบด้าน ทั้งระยะสั้นระยะยาว รู้เขา รู้เรา รู้ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก มองภาพเป้า
A – Act Small (ทำจากจุดเล็กๆ) การเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะเรื่องความยั่งยืน หากหักดิบเกินไปอาจทำธุรกิจพังได้ ควรเริ่มตั้งทีมเล็กๆ ทำโครงการนำร่อง ค่อยๆ เดินทีละสเต็ป โดยมีที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ เช่น คลินิกของธนาคารกสิกรไทย หรือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ DITP เป็นพี่เลี้ยง
M – Move Right (หาจังหวะเวลาที่ใช่) หาจังหวะเข้าสู่ตลาดให้ถูกต้อง เหมาะเจาะ ไม่เข้าเร็วเกินไปจนตลาดไม่เข้าใจ และไม่เข้าช้าเกินไปจนเกิดสงครามราคา ที่ตัดงบกำไรบรรทัดสุดท้าย (Bottom Line) ของตัวเอง เพราะ “ยอดขายดีแต่ขาดทุน…ก็ไม่ได้ช่วยอะไร”
ศุภจีเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวทั้งในด้านทักษะ เทคโนโลยี และมาตรฐานการดำเนินธุรกิจ หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
“โลกไม่ได้หมุนกลับไปที่เดิม เราจึงต้องเปลี่ยนตามโลกให้ทัน และใช้ความเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน”



