มิถุนายน 15,2026…เวที Bangkok Pride Forum 2026 เปิดบทสนทนา “Beyond Gender Beyond Waste: Fashion for an Inclusive Future” ชวนภาคการศึกษา ดีไซเนอร์ นักเคลื่อนไหว และผู้ประกอบการ ร่วมออกแบบอนาคตแฟชั่นไทยที่โอบรับความหลากหลายทางเพศ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสู่ความยั่งยืน
อุตสาหกรรมแฟชั่นในโลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อบทสนทนาบนรันเวย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของแพตเทิร์นที่คมกริบหรือความสวยงามตามค่านิยมเดิม ๆ แต่กำลังถูกตั้งคำถามถึง “ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” และ “การโอบรับความหลากหลายทางเพศ”
ภายในงาน Bangkok Pride Forum 2026 ณ NEXTOPIA สยามพารากอน ได้มีการเปิดพื้นที่เสวนาครั้งสำคัญในหัวข้อ “Beyond Gender Beyond Waste: Fashion for an inclusive Future” เพื่อระดมสมองและจุดประกายความคิดจากผู้ขับเคลื่อนวงการแฟชั่นไทย ทั้งในภาคการศึกษา ดีไซเนอร์อิสระ แฟชั่นไอคอนระดับประเทศ และตัวแทนจากชุมชนท้องถิ่น มาร่วมกันขยายความคิดว่า แฟชั่นจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมและเยียวยาโลกไปพร้อมกันได้อย่างไร
“เราคงจะไม่ได้แบบปลูกฝังแค่ดีไซเนอร์ แต่เราปลูกฝังจริยธรรม แล้วก็จิตวิญญาณให้เด็กเติบโตเป็นดีไซเนอร์ที่ดี แล้วก็คำนึงถึง การรักษ์โลก รักตัวเองและเพื่อนร่วมโลกด้วย”
ในฐานะฟันเฟืองต้นน้ำที่ทำหน้าที่หล่อหลอมดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผศ.นัดดาวดี บุญญะเดโช รักษาการแทนหัวหน้าภาควิชาแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดมุมมองถึงการศึกษาแฟชั่นในปัจจุบันว่าต้องเดินหน้าด้วยแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) และภูมิปัญญาไทย โดยไม่ได้มองแค่การออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลึกไปถึงคุณธรรมในการเลือกใช้วัสดุและการคำนึงถึงเพื่อนร่วมโลก

นอกจากนี้ ผศ.นัดดาวดี ยังเน้นย้ำถึงพลังของการขับเคลื่อนร่วมกันในสังคม เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างยั่งยืนจากจุดเล็ก ๆ ไปสู่ภาพรวมที่ยิ่งใหญ่
“คนละไม้คนละมือ คนละนิดคนละหน่อยก็พอรวมๆให้เป็นเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ ในฐานะผู้สอนก็จะพยายามปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ที่ดีต่อไปเรื่อยๆ”
จรัญ คงมั่น แฟชั่นดีไซเนอร์นอนไบนารีและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายคือสัญลักษณ์ของ Gender ที่สังคมสร้างขึ้นมาเนิ่นนาน การลุกขึ้นมาแต่งตัวเพื่อแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นการใช้แฟชั่นเป็นแพลตฟอร์มในการทำงานทางอุดมการณ์เพื่อสลายกรอบคิดแบบเพศทวิลักษณ์ (Gender Binary)
“การที่เราลุกขึ้นมาใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือ มันเป็นลักษณะของการโต้กลับเพื่อปั่นป่วนและท้าทายความเชื่อของสังคม ว่าสิ่งที่พวกเขาเคยกรอบไว้ เช่น เสื้อผ้าเด็กผู้ชายต้องสีฟ้า เด็กผู้หญิงต้องสีชมพู แท้จริงแล้วมันไม่ได้เกิดมาเป็นแบบนั้นเลย”

เขายังระบุด้วยว่า ตราบใดที่กฎหมายหรือระบบในสังคมยังคงติดอยู่ในกรอบเดิม ๆ การแสดงออกผ่านแฟชั่นและการส่งเสียงในขบวนไพรด์ทั่วโลก ก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อกระตุ้นให้สังคมเกิดการตั้งคำถาม
“เครื่องมือเหล่านี้ที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกถึงตัวตนผ่านเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย มันยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำรงไว้ เพื่อกระตุ้นให้สังคมเกิดการตั้งคำถามกับกรอบเกณฑ์เดิม ๆ”
อาร์ต-อารยา อินทรา สไตลิสต์, แฟชั่นไอคอน และ Host of Drag Race Thailand / Main Judge of Drag Arena ได้ส่งเสียงเตือนสติคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคในยุคโซเชียลมีเดียอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่นราคาถูกมาใส่เพียงครั้งเดียวเพื่อถ่ายคอนเทนต์แล้วทิ้ง ซึ่งถือเป็นวงจรที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง พร้อมทั้งให้คำนิยามใหม่ของความยั่งยืนว่าไม่ใช่ความประหยัด แต่คือความคุ้มค่า
“คำว่ายั่งยืนไม่ได้แปลว่าประหยัด แต่แปลว่าคุ้มค่ายาวนาน เพราะถ้าไม่ยั่งก็จะไม่ยืน มันก็จะล้ม”
อาร์ตย้ำว่าอยากจะท้าชนกับค่านิยม ‘ชุดไม่ซ้ำ’ บนโลกออนไลน์ โดยหวังกระตุ้นให้เยาวชนเปลี่ยน Mindset หันมาสร้างสไตล์จากการประยุกต์สิ่งที่มี และหันกลับมาลงทุนอุดมการณ์กับการสนับสนุนแบรนด์ไทยดีไซเนอร์
“การที่คุณเล่นติ๊กต็อก เล่นโซเชียลแล้วก็เสพชุดไม่ซ้ำ แล้วก็ไม่แคร์กับสิ่งที่ซื้อ นั่นคือความไม่ยั่งยืนที่สุด การใช้แฟชั่นเพื่อสร้างบุคลิกภาพให้ตัวเองดูดีโอเคเข้าใจได้ แต่ถ้าซื้อมาแล้วใช้เพียง 1 ครั้งแล้วเปลี่ยน นั่นเป็นความคิดที่สั้นและเห็นแก่ตัวมาก”
ปิดท้ายด้วยมุมมองจากคนทำงานพื้นที่จริง อิสซู อิสระ ทูตนฤมิต ประจำปี 2569 และผู้ก่อตั้งแบรนด์หัตถกรรมร่วมสมัยที่หยิบเอาเสื่อกกจากจันทบุรีมาต่อยอดสู่งานแฟชั่น โดยระบุว่า หัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนคือการให้คุณค่ากับมนุษย์และชุมชนผู้ผลิตเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การผลิตเกินกำลังเพื่อตอบสนองกระแสทุนนิยม

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องมองเห็นคุณค่าในชิ้นงานทุกชิ้น และการจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องให้คุณค่ากับบุคลากรหรือคนทำก่อนเป็นอันดับแรก เพราะพลังใจและความตั้งใจของพวกเขาจะส่งต่อมาถึงชิ้นงาน ซึ่งนี่คือความใส่ใจตั้งแต่กระบวนการแรกสุดของการสร้างสรรค์”
อิสซู ยังได้ส่งต่อแรงบันดาลใจเพื่อปลุกพลังในตัวตนของทุกคน โดยย้ำว่าแม้จะเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งเล็ก ๆ ในท้องถิ่น แต่ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนโลกได้เช่นกัน
“จงเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเราก็มีดีพอ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นอาจจะทำไม่ได้ดีเท่ากับเรา แล้วก็ก้าวแล้วก็ลุกขึ้นมาสร้างบางสิ่งบางอย่างแล้วจงเชื่อนะครับ… เสียงเล็กๆ พลังเล็กๆ ตัวเล็กๆ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ”
ความยั่งยืนและโอบรับความหลากหลายในอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนมาใช้เศษผ้าเรซินหรือวัสดุรีไซเคิลแบบฉาบฉวย และไม่ใช่แค่การทำเสื้อผ้าหลากสีสันเพื่อเกาะกระแสเจนเดอร์ ทว่ามันคือการรื้อถอนโครงสร้างวิธีคิดเดิมทั้งหมด
แฟชั่นที่แท้จริงนับจากนี้ คือการหลอมรวมอัตลักษณ์ทางเพศ วัฒนธรรมชุมชน และความรับผิดชอบต่อโลกเข้าด้วยกัน ผ่านการส่งต่อคุณค่าของผลิตภัณฑ์จากคนทำสู่คนใส่ การลดขยะให้เป็นศูนย์ตั้งแต่ขั้นตอนการตัดเย็บ ไปจนถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้หันมา ‘เสพสไตล์มากกว่าเสพกระแส’ เพื่อหมุนเวียนเม็ดเงินและทรัพยากรให้อยู่ในระบบนิเวศอย่างคุ้มค่าที่สุด ซึ่งนี่คือคำตอบของอนาคตที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน



