Bangkok Pride Forum 2026 เวทีเสวนา Fashion for an Inclusive Future ที่เชื่อมโยงแฟชั่น ความหลากหลายทางเพศ และความยั่งยืน Bangkok Pride Forum 2026 เวทีเสวนา Fashion for an Inclusive Future ที่เชื่อมโยงแฟชั่น ความหลากหลายทางเพศ และความยั่งยืน

Bangkok Pride Forum 2026 ชี้อนาคตอุตสาหกรรมแฟชั่นไทย

ต้องก้าวข้ามกรอบเพศ ลดขยะ และสร้างความยั่งยืน

อุตสาหกรรมแฟชั่นในโลกยุคปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อบทสนทนาบนรันเวย์ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของแพตเทิร์นที่คมกริบหรือความสวยงามตามค่านิยมเดิม ๆ แต่กำลังถูกตั้งคำถามถึง “ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” และ “การโอบรับความหลากหลายทางเพศ”

ภายในงาน Bangkok Pride Forum 2026 ณ NEXTOPIA สยามพารากอน ได้มีการเปิดพื้นที่เสวนาครั้งสำคัญในหัวข้อ “Beyond Gender Beyond Waste: Fashion for an inclusive Future” เพื่อระดมสมองและจุดประกายความคิดจากผู้ขับเคลื่อนวงการแฟชั่นไทย ทั้งในภาคการศึกษา ดีไซเนอร์อิสระ แฟชั่นไอคอนระดับประเทศ และตัวแทนจากชุมชนท้องถิ่น มาร่วมกันขยายความคิดว่า แฟชั่นจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมและเยียวยาโลกไปพร้อมกันได้อย่างไร

“เราคงจะไม่ได้แบบปลูกฝังแค่ดีไซเนอร์ แต่เราปลูกฝังจริยธรรม แล้วก็จิตวิญญาณให้เด็กเติบโตเป็นดีไซเนอร์ที่ดี แล้วก็คำนึงถึง การรักษ์โลก รักตัวเองและเพื่อนร่วมโลกด้วย”

ในฐานะฟันเฟืองต้นน้ำที่ทำหน้าที่หล่อหลอมดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ผศ.นัดดาวดี บุญญะเดโช รักษาการแทนหัวหน้าภาควิชาแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดมุมมองถึงการศึกษาแฟชั่นในปัจจุบันว่าต้องเดินหน้าด้วยแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) และภูมิปัญญาไทย โดยไม่ได้มองแค่การออกแบบเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองลึกไปถึงคุณธรรมในการเลือกใช้วัสดุและการคำนึงถึงเพื่อนร่วมโลก

นอกจากนี้ ผศ.นัดดาวดี ยังเน้นย้ำถึงพลังของการขับเคลื่อนร่วมกันในสังคม เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตอย่างยั่งยืนจากจุดเล็ก ๆ ไปสู่ภาพรวมที่ยิ่งใหญ่

“คนละไม้คนละมือ คนละนิดคนละหน่อยก็พอรวมๆให้เป็นเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้ ในฐานะผู้สอนก็จะพยายามปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ที่ดีต่อไปเรื่อยๆ”

จรัญ คงมั่น แฟชั่นดีไซเนอร์นอนไบนารีและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ LGBTQ+ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจว่า เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายคือสัญลักษณ์ของ Gender ที่สังคมสร้างขึ้นมาเนิ่นนาน การลุกขึ้นมาแต่งตัวเพื่อแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริง จึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นการใช้แฟชั่นเป็นแพลตฟอร์มในการทำงานทางอุดมการณ์เพื่อสลายกรอบคิดแบบเพศทวิลักษณ์ (Gender Binary)

“การที่เราลุกขึ้นมาใช้แฟชั่นเป็นเครื่องมือ มันเป็นลักษณะของการโต้กลับเพื่อปั่นป่วนและท้าทายความเชื่อของสังคม ว่าสิ่งที่พวกเขาเคยกรอบไว้ เช่น เสื้อผ้าเด็กผู้ชายต้องสีฟ้า เด็กผู้หญิงต้องสีชมพู แท้จริงแล้วมันไม่ได้เกิดมาเป็นแบบนั้นเลย”

เขายังระบุด้วยว่า ตราบใดที่กฎหมายหรือระบบในสังคมยังคงติดอยู่ในกรอบเดิม ๆ การแสดงออกผ่านแฟชั่นและการส่งเสียงในขบวนไพรด์ทั่วโลก ก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อกระตุ้นให้สังคมเกิดการตั้งคำถาม

“เครื่องมือเหล่านี้ที่เรากำลังขับเคลื่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกถึงตัวตนผ่านเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย มันยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำรงไว้ เพื่อกระตุ้นให้สังคมเกิดการตั้งคำถามกับกรอบเกณฑ์เดิม ๆ”

อาร์ต-อารยา อินทรา สไตลิสต์, แฟชั่นไอคอน และ Host of Drag Race Thailand / Main Judge of Drag Arena ได้ส่งเสียงเตือนสติคนรุ่นใหม่และผู้บริโภคในยุคโซเชียลมีเดียอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับพฤติกรรมการซื้อเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่นราคาถูกมาใส่เพียงครั้งเดียวเพื่อถ่ายคอนเทนต์แล้วทิ้ง ซึ่งถือเป็นวงจรที่ทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง พร้อมทั้งให้คำนิยามใหม่ของความยั่งยืนว่าไม่ใช่ความประหยัด แต่คือความคุ้มค่า

อาร์ตย้ำว่าอยากจะท้าชนกับค่านิยม ‘ชุดไม่ซ้ำ’ บนโลกออนไลน์ โดยหวังกระตุ้นให้เยาวชนเปลี่ยน Mindset หันมาสร้างสไตล์จากการประยุกต์สิ่งที่มี และหันกลับมาลงทุนอุดมการณ์กับการสนับสนุนแบรนด์ไทยดีไซเนอร์

“การที่คุณเล่นติ๊กต็อก เล่นโซเชียลแล้วก็เสพชุดไม่ซ้ำ แล้วก็ไม่แคร์กับสิ่งที่ซื้อ นั่นคือความไม่ยั่งยืนที่สุด การใช้แฟชั่นเพื่อสร้างบุคลิกภาพให้ตัวเองดูดีโอเคเข้าใจได้ แต่ถ้าซื้อมาแล้วใช้เพียง 1 ครั้งแล้วเปลี่ยน นั่นเป็นความคิดที่สั้นและเห็นแก่ตัวมาก”

ปิดท้ายด้วยมุมมองจากคนทำงานพื้นที่จริง อิสซู อิสระ ทูตนฤมิต ประจำปี 2569 และผู้ก่อตั้งแบรนด์หัตถกรรมร่วมสมัยที่หยิบเอาเสื่อกกจากจันทบุรีมาต่อยอดสู่งานแฟชั่น โดยระบุว่า หัวใจสำคัญของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนคือการให้คุณค่ากับมนุษย์และชุมชนผู้ผลิตเป็นอันดับแรก ไม่ใช่การผลิตเกินกำลังเพื่อตอบสนองกระแสทุนนิยม

“สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องมองเห็นคุณค่าในชิ้นงานทุกชิ้น และการจะไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องให้คุณค่ากับบุคลากรหรือคนทำก่อนเป็นอันดับแรก เพราะพลังใจและความตั้งใจของพวกเขาจะส่งต่อมาถึงชิ้นงาน ซึ่งนี่คือความใส่ใจตั้งแต่กระบวนการแรกสุดของการสร้างสรรค์”

อิสซู ยังได้ส่งต่อแรงบันดาลใจเพื่อปลุกพลังในตัวตนของทุกคน โดยย้ำว่าแม้จะเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งเล็ก ๆ ในท้องถิ่น แต่ก็สามารถสร้างแรงกระเพื่อมที่เปลี่ยนโลกได้เช่นกัน

“จงเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเราก็มีดีพอ มีทุกสิ่งทุกอย่างที่คนอื่นอาจจะทำไม่ได้ดีเท่ากับเรา แล้วก็ก้าวแล้วก็ลุกขึ้นมาสร้างบางสิ่งบางอย่างแล้วจงเชื่อนะครับ… เสียงเล็กๆ พลังเล็กๆ ตัวเล็กๆ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ”

ความยั่งยืนและโอบรับความหลากหลายในอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนมาใช้เศษผ้าเรซินหรือวัสดุรีไซเคิลแบบฉาบฉวย และไม่ใช่แค่การทำเสื้อผ้าหลากสีสันเพื่อเกาะกระแสเจนเดอร์ ทว่ามันคือการรื้อถอนโครงสร้างวิธีคิดเดิมทั้งหมด