พฤษภาคม 10,2026…สองนิสิตวิศวะคอมฯ จากเชียงราย พัฒนาแพลตฟอร์ม AI “น้องเฝ้าน้ำ” คาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้า พร้อมระบบ SOS และวิเคราะห์ข้อมูลน้ำแบบเรียลไทม์ หลังเผชิญน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ชี้อนาคต AI ต้องทำงานร่วมมนุษย์อย่างมีจริยธรรม เพื่อยกระดับการจัดการภัยพิบัติของไทย
กิตตินันท์ สงคำ หรือ “ไฟท์” และ ณฐนนท์ เขื่อนทา หรือ “ปราชญ์” สองเยาวชนผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม “น้องเฝ้าน้ำ” เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เชียงรายปี 2567 ที่สร้างความเสียหายมหาศาล ขณะนั้นทั้งคู่ยังเป็นนักเรียนมัธยมปลาย โรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย กำลังมองหาโครงงานเพื่อยื่นเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนจะพบว่าปัญหาน้ำท่วมคือเรื่องใกล้ตัวที่กระทบผู้คนจริง พวกเขาจึงเปลี่ยนจากการทดลองสร้างอุปกรณ์วัดระดับน้ำแบบฮาร์ดแวร์ มาสู่การพัฒนา AI Deep Learning สำหรับคาดการณ์ระดับน้ำล่วงหน้า จนคว้ารางวัลชนะเลิศโครงการ “กล้าใหม่ใฝ่รู้ SCB Challenge” ปีที่ 20
ในปี 2569 กิตตินันท์ เป็นนิสิตวิศวะฯคอมฯ ปี 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณฐนนท์ เป็นนิสิตวิศวะฯคอมฯ ปี 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจกล่าวได้ว่า วันที่ขึ้นเวทีนี้เป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนจากชุดนักเรียนกางเกงขาสั้น เป็นชุดนิสิตของมหาวิทยาลัย

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ สร้างชาติชี้ไทยเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ลดลงต่อเนื่อง ชวนเปลี่ยนมุมมองใหม่ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น “โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ” ถ้าบริหารดีสร้างมูลค่า บริหารพลาด สูญเสียมหาศาล ระดมความร่วมมือ จัดการน้ำเชิงรุก เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย ด้วย 3 ข้อเสนอ
1.ยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำเป็น “วาระแห่งชาติ”: ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.สร้าง “Water Smart Community”: สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหาร จัดการน้ำได้เอง
3.ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform): ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก
ข้อเสนอที่ 3 ทั้งไฟไท์ และปราชญ์ เล่าถึงหัวใจสำคัญของ “น้องเฝ้าน้ำ” คือการเป็นแพลตฟอร์มกลางที่รวมข้อมูลน้ำจากหลายแหล่งไว้ในที่เดียว ทั้งเว็บไซต์และ LINE Chatbot เพื่อช่วยทั้งประชาชนและหน่วยงานรัฐ โดยระบบสามารถแสดงระดับน้ำปัจจุบัน แจ้งพื้นที่เสี่ยง พร้อม AI คาดการณ์น้ำล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เพื่อช่วยตัดสินใจอพยพ รวมถึงมีระบบ SOS ขอความช่วยเหลือด้านอาหาร ยา หรือทีมแพทย์
ขณะที่ฝั่งเจ้าหน้าที่สามารถมองเห็นภาพรวมการร้องขอความช่วยเหลือแบบเรียลไทม์ ลดปัญหาความวุ่นวายจากระบบโทรศัพท์เดิม ไฟท์และปราชญ์อธิบายว่า

“แนวคิดของเราไม่ใช่แค่กันน้ำท่วม แต่ต้องการใช้ข้อมูลพยากรณ์ช่วยบริหารน้ำทั้งระบบ เพราะน้ำที่เคยเป็นวิกฤตในบางพื้นที่ อาจจะกลายเป็นทรัพยากรในพื้นที่แล้งได้ หากสามารถย้ายน้ำไปอยู่ถูกที่”
อย่างไรก็ตาม แม้โมเดล AI จะเริ่มแสดงศักยภาพในการพยากรณ์ แต่ทั้งคู่ยอมรับว่ายังอยู่ในช่วงพัฒนา โดยปัจจุบันระบบมีความน่าเชื่อถือประมาณ 40–50% เพราะข้อจำกัดสำคัญคือข้อมูลจากแต่ละหน่วยงานยังแยกส่วนและมีมาตรฐานต่างกัน ทำให้ AI ยังไม่สามารถเรียนรู้ได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้ง AI แบบ Deep Learning ยังมีลักษณะเป็น “Black Box” หรือไม่สามารถอธิบายเหตุผลการตัดสินใจได้ชัดเจน จึงวางแผนผสานหลักฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เข้าไปในโมเดล เพื่อเพิ่มความสมเหตุสมผลและความแม่นยำในอนาคต
“ตอนนี้ เรากำลังเตรียมทำงานร่วมกับเทศบาลนครเชียงรายและกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อนำระบบไปทดลองใช้จริงในช่วงฤดูฝน พร้อมมอง ต่อยอดสู่พื้นที่เสี่ยงอื่นอย่างหาดใหญ่หรือจังหวัดที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซาก”

สำหรับมุมมองต่อ AI ทั้งไฟท์และปราชญ์มองตรงกันว่า เทคโนโลยีไม่ควรถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนที่มนุษย์ แต่ควรทำงานร่วมกับมนุษย์อย่างมีจริยธรรม ปราชญ์ยอมรับว่าในฐานะคนพัฒนา AI เขาตั้งคำถามกับตัวเองเสมอว่า “เราจะสร้าง AI ให้เก่งกว่ามนุษย์ไปทำไม” เพราะสุดท้าย AI ไม่มีจิตสำนึกเหมือนมนุษย์ และสิ่งสำคัญที่สุดคือคนสร้างต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พัฒนา ขณะที่ไฟท์มองว่า คนรุ่นใหม่ไม่ควรแข่งขันกับ AI แต่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันอย่างเข้าใจ เพื่อใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม
แนวคิดนี้จึงทำให้ “น้องเฝ้าน้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเตือนภัยน้ำท่วม แต่สะท้อนภาพของ AI ที่กำลังถูกออกแบบให้มี “มนุษย์” อยู่ตรงกลางเสมอ




