PARTNERSHIPS

ธุรกิจกับการแก้ปัญหาโลกร้อน (ตอนที่ 10)

10 กันยายน 2564…ดร.กฤษฎา เสกตระกูล, CFP® รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานพัฒนาความยั่งยืนตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวถึง บทสรุปสาระสำคัญของแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2561-2580 ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งกล่าวถึงแนวทางการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมต่อประเทศชาติในหลายมิติ

1. การผลิตไฟฟ้า
จากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก

เมื่อมีการผลิตพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้นในอนาคต ก็จะต้องมีการเตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่จะต้องรองรับ ซึ่งมีปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความต้องการใช้ไฟฟ้ารายสถานีไฟฟ้า ความสามารถของสายส่งในการรองรับไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนรายสถานีไฟฟ้า การจัดลำดับการรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนตามนโยบายรัฐบาล

จากข้อมูลเป้าหมายในระยะใกล้ (2563-2564) สรุปเป้าหมายกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าชุมชนที่จะรับซื้อสะสมรวม 1,933 เมกะวัตต์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ในขณะที่ เมื่อมองตั้งแต่ปี 2561-2580 กระทรวงพลังงานได้กำหนดเป้าหมายใหม่ของกำลังการผลิตพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกจากโรงงานทุกประเภท ให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังข้อมูลสรุปไว้ดังนี้

จะเห็นได้ว่า มีการกำหนดเป้าหมายว่า กำลังการผลิตพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกที่จะนำไปผลิตไฟฟ้าของประเทศจะมีขนาดเพิ่มขึ้นมากในอนาคต และมีความคาดหวังว่า สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศในปี 2579 จะมีระดับถึง 20.11% ซึ่งการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกในระยะต่อไปนั้น ต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานทั้งในรูปแบบที่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง และแบบที่ไม่เชื่อมต่อกับระบบสายส่ง เนื่องจากบางพื้นที่อาจอยู่ห่างไกลจากระบบสายส่ง จึงควรพัฒนาระบบที่เหมาะสม เช่น ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์เพื่อจัดทำระบบประจุแบตเตอรี่ ระบบสูบน้ำ ระบบมินิกริด (Mini Grid) ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดเล็กมาก เป็นต้น

2. การผลิตความร้อน

จากข้อมูลในปี 2561 ชีวมวลถูกนำมาใช้ผลิตความร้อนมากที่สุดถึง 90% ของการผลิตพลังงานความร้อนจากพลังงานทดแทนทั้งหมด ทั้งนี้ 50% ของชีวมวลจากชานอ้อยในอุตสาหกรรมน้ำตาล ส่วนที่เหลือเป็นพลังงานความร้อนจากก๊าซชีวภาพ ขยะ และพลังงานแสงอาทิตย์ โดยในปี 2579 เดิมคาดการณ์ว่าปริมาณความร้อนจากชีวมวลต่างๆ ดังกล่าว มีขนาด 25,088 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ในขณะที่พลังงานความร้อนที่ต้องการประมาณการณ์ไว้ว่ามีระดับ 68,414 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบหรือคิดเป็น 36.67% สำหรับในอนาคตจนถึงปี 2579 (ใหม่) ควรส่งเสริมการผลิตความร้อนรองรับความต้องการใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทนเพื่อผลิตความร้อนซึ่งเพิ่มขึ้นด้วยในระหว่างทางและควรเพิ่มให้อัตราส่วนความร้อนจากพลังงานทดแทนต่อพลังงานความร้อนที่ต้องการเพิ่มขึ้น 41.61% โดยการส่งสริมการผลิตการใช้พลังงานความร้อนจากพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมีแนวทางดังต่อไปนี้

-การส่งเสริมและพัฒนาเทคโนโลยีระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจกให้กับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อบแห้งทั้งในระดับอุตสาหกรรมขนาดกลาง ขนาดเล็กและครัวเรือน
-การพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับเชื้อเพลิงชีวมวล
-การส่งเสริมระบบบ่อเลี้ยงปลาพลังงานแสงอาทิตย์
-การส่งเสริมการผลิตชีวมวลจากไม้โตเร็วเพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานให้กับอุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล
-การส่งเสริม การผลิตการใช้ก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียและของเสียในโรงงานอุตสาหกรรมและฟาร์มปศุสัตว์ขนาดกลางและขนาดเล็ก

3. การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ

การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับการขนส่งนั้น ในอดีตถูกมองว่ามีประโยชน์เนื่องจากน้ำมันปิโตรเลียมมีจำนวนจำกัด การหันมาใช้เชื้อเพลิงจากพืชน้ำมันไปผลิตเป็นเอทานอลแอลกอฮอร์และเป็นส่วนผสมในน้ำมันเชื้อเพลิงขนส่ง จะเป็นทางออกหนึ่งแก้ไขความมีจำกัดของเชื้อเพลิงปิโตรเลียมได้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มในอนาคตที่จะเกิดนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะมีความก้าวหน้ามากขึ้น อีกทั้งการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นส่วนผสมก็มีความแพร่หลาย จนมีพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2562 กำหนดไม่ให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันที่มีเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นส่วนผสม จากปัจจัยดังกล่าวจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในภาคขนส่งลดลง การกำหนดเป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจึงมีระดับลดลง โดยมีการปรับเป้าหมายดังนี้

-ปรับลดเป้าหมายการใช้เอทานอลจากเดิม 11.30 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 7.50 ล้านลิตรต่อวันในปี 2580
-ปรับลดเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซลจาก 14.00 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 8.00 ล้านลิตรต่อวันในปี 2580
-ยกเลิกเป้าหมายการผลิตไบโอมีเทนอัดในภาคขนส่ง

You Might Also Like