“กันก่อนท่วม” ดัน “น้ำ” เป็นวาระแห่งชาติ

เสนอ 4 แนวทาง “เปลี่ยนวิกฤตน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง”

รศ. ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานศูนย์กันก่อนท่วม (Water Resilience Center) เสนอให้ประเทศไทยปรับกรอบความคิดจากการมองน้ำเป็นเพียง “ปัญหาที่ต้องแก้” ไปสู่การมองน้ำเป็น “สินทรัพย์ของประเทศ” เพราะน้ำหนึ่งลูกบาศก์เมตรสามารถสร้างมูลค่าแตกต่างกันอย่างมาก โดยภาคเกษตรสร้างมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 2.4 บาท ภาคอุตสาหกรรมประมาณ 600 บาท และภาคบริการประมาณ 1,300 บาท ขณะที่ค่าเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ราว 48 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขนี้สะท้อนช่องว่างของโอกาสในการยกระดับ Water Productivity หรือการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากน้ำทุกหน่วยให้สูงขึ้น

“น้ำไม่ใช่แค่ทรัพยากร แต่คือสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย หากเราสร้างความมั่นคงด้านน้ำได้ น้ำก็จะเป็นเม็ดเงิน GDP ในอนาคต เป็นฐานของเกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมใหม่ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของประชาชน”

รศ.ดร.วิทยา กล่าว พร้อมชี้ว่า แม้ภาคเกษตรจะสร้าง GDP ประมาณ 10% แต่ใช้ทรัพยากรน้ำถึงประมาณ 80% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและบริการซึ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าใช้น้ำในสัดส่วนที่เหลือ จึงต้องออกแบบการจัดสรรน้ำอย่างสมดุล ไม่ใช่ลดความสำคัญของเกษตรกรรม แต่ยกระดับไปสู่เกษตรมูลค่าสูง ใช้ระบบชลประทานอัจฉริยะ เลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับน้ำต้นทุน และสร้างรายได้ต่อหน่วยน้ำให้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ความมั่นคงด้านน้ำยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมสีเขียว อาหารมูลค่าสูง และบริการสุขภาพ

แนวทางขับเคลื่อน “เศรษฐกิจน้ำ” ต้องอาศัยการจัดการทั้งจากระดับนโยบายและระดับพื้นที่ โดย รศ.ดร.วิทยาเสนอ 4 แนวทาง “เปลี่ยนวิกฤตน้ำ สู่เศรษฐกิจมั่นคง” ได้แก่

การยกระดับการบริหารจัดการน้ำเป็นวาระแห่งชาติ เชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกภาคส่วนให้เป็นระบบเดียวกัน ลดการทำงานแบบแยกส่วน และสร้างกลไกบูรณาการทั้งแนวตั้ง ตั้งแต่นโยบายภาครัฐแบบ Top-Down ถึงพลังชุมชนแบบ Bottom-Up รวมถึงความร่วมมือในแนวนอนระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เทคโนโลยี และภาคประชาชน

ทั้ง 4 แนวทางสะท้อนว่า การบริหารจัดการน้ำไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภารกิจแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้ง แต่ต้องได้รับการออกแบบเป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ข้อมูลที่แม่นยำ ชุมชนที่เข้มแข็ง และระบบบริหารที่เป็นเอกภาพ ล้วนมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ความเชื่อมั่นในการลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ศูนย์กันก่อนท่วมจึงวางบทบาทเป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิทยาศาสตร์และ “Community for Change” เชื่อมงานวิจัย ข้อมูล เทคโนโลยี เครือข่ายต่างประเทศ ชุมชน และคนรุ่นใหม่ เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นระบบจัดการน้ำที่ใช้ได้จริงในแต่ละพื้นที่ เป้าหมายปลายทางไม่ใช่เพียงทำให้ประเทศไทยป้องกันน้ำท่วมและรับมือภัยแล้งได้ดีขึ้น แต่คือการ Reposition ประเทศ จากประเทศที่ต้องคอยรับมือความเสียหายจากน้ำ ไปสู่ประเทศที่ใช้ทรัพยากรน้ำสร้างเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต เพราะความยั่งยืนในอนาคตจะเกิดขึ้นได้เมื่อชุมชนแข็งแรง และทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยไม่เพียง “อยู่กับน้ำ” แต่สามารถ “เติบโตไปกับน้ำ” ได้อย่างรุ่งเรือง