กรกฎาคม 2 ,2026… เอสซีจี เผยแผนรับมือโลกผันผวนที่คาดรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งสภาวะเงินเฟ้อเร่งตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ลุกลาม การแข่งขันรุนแรงในระดับภูมิภาคจากการขยายตัวเข้ามาของผู้ผลิตจีน เทคโนโลยีการผลิตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลักดันธุรกิจต่าง ๆ สู่ “กติกาการแข่งขันใหม่”
โลกธุรกิจกำลัง “ปรับ”
กลยุทธ์รับมือจึงต้อง “เปลี่ยน”
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า ใน 3 ปีข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนจะเผชิญความท้าทายสำคัญจากความผันผวนของราคาพลังงาน การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการเข้ามาของผู้ผลิตจีนที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนจากการมีฐานตลาดขนาดใหญ่ในประเทศจีน ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอาเซียน อัตราเงินเฟ้อในระดับสูง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนกติกาการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาเซียน
“วันนี้ภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะในกลุ่มอาเซียนเสมือนกำลังเข้าสู่ทางแยก หากเราไม่ทำอะไร เราอาจเห็นปรากฏการณ์การถดถอยของอุตสาหกรรมพื้นฐานที่สำคัญ ไม่ใช่แค่กับประเทศไทย แต่อาจเกิดขึ้นกับทั้งภูมิภาคอาเซียน โดยหนึ่งในความเสี่ยงที่เอสซีจีเห็นชัด คือการเข้ามาแข่งขันของสินค้าจากประเทศต่าง ๆ อาทิ จีน ที่มีราคาถูกกว่า เราจึงต้องมาคุยกันว่าภายใต้บริบทอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลง ภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในประเทศและในภูมิภาคอาเซียนจะปรับตัวกันอย่างไร เพื่อให้คงขีดความสามารถการแข่งขันในระดับอาเซียนไว้ได้”
อาเซียน ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่
จับตามอง เคียงคู่ตลาดจีน

เอสซีจีมองว่า หนึ่งในโอกาสสำคัญของโลกยุคใหม่อยู่ที่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเชิงยุทธศาสตร์ของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของโลก จากศักยภาพด้านจำนวนประชากร มูลค่าการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ล่าสุดตามรายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดขยายตัวเฉลี่ยที่ระดับ 4.7%* โดยแต่ละประเทศในอาเซียนล้วนแต่มีจุดแข็งที่แตกต่างแต่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งนวัตกรรม ฐานการผลิตและส่งออกที่ได้เปรียบด้านต้นทุน กฎหมาย รวมทั้งแรงงานที่มีศักยภาพ
“ในเวทีนานาชาติที่มีตัวแทนประเทศต่าง ๆ เข้าประชุม มักบอกว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ไม่แพ้อินเดียและแอฟริกา และยังเป็นภูมิภาคที่มีความเป็นกลาง คือเจรจาพูดคุยกับภูมิภาคใดก็ได้ ที่สำคัญคือการค้าขายภายในประเทศในอาเซียนเองก็กำลังมีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น นี่คือโอกาสที่หากเอสซีจีสนับสนุนให้อาเซียนมีความร่วมมือกันได้เป็นอย่างดี เราจะเป็นภูมิภาคที่สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเองเช่นกัน”

นอกจากนี้ จีนยังเป็นอีกประเทศเศรษฐกิจสำคัญซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งคู่แข่งและหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ที่เอสซีจีเล็งเห็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) เพื่อเติบโตร่วมกันด้วย
“การเข้ามาของจีนในอาเซียนนับเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส เอสซีจีจึงต้องทำตัวเองให้เข้มแข็ง ด้วยการเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขัน ควบคู่การเปิดรับพันธมิตรใหม่จากจีนที่เป็นคู่ค้าทางธุรกิจที่ดีได้ ก็จะทำให้เราได้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น การสร้างฐานการผลิตสินค้าขายให้ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน ขณะที่สินค้าบางส่วนขายกลับเข้าจีน และต่อยอดไปยังการขายสู่ตลาดอื่น ๆ ได้”
กลยุทธ์ระยะเร่งด่วน – กลาง – ยาว หัวใจเสริมแกร่ง
คว้าโอกาสโตแรงทันท่วงที
เพื่อรับมือกับกติกาการแข่งขันใหม่ เอสซีจีให้ความสำคัญกับการเร่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แข็งแกร่งในหลายมิติ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด “Inclusive Green Growth”
ธรรมศักดิ์กล่าวต่อถึงกลยุทธ์สู้ความผันผวนและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของเอสซีจีว่า
“สำหรับระยะเร่งด่วนนั้น การดำเนินกลยุทธ์จริง ๆ ของเอสซีจี คือต้องทันเหตุการณ์หรือเรียลไทม์ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนรายวัน และอีกเรื่องที่สำคัญคือการสร้างความเข้มแข็งทางการเงิน เพราะหลายธุรกิจไม่ได้ล้มจากการขาดทุน แต่ล้มจากการไม่มีเงินสด ส่วนในระยะ 2 ปี เราต้องปรับเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อขยายกรอบที่ปิดกั้นเราไว้ให้ได้ เพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสและความเข้มแข็งมากขึ้น ขณะที่ระยะ 3 ถึง 5 ปี เราต้องสร้างกรอบใหม่ให้ได้ เช่น การเข้าสู่ธุรกิจพลังงานสะอาด และ New S-curve ใหม่ ๆเพื่อให้เอสซีจีมีทางเลือกในการเติบโตมากขึ้น”
เทคโนโลยีพร้อม คนพร้อม
ตัวแปรสำคัญของการพลิกโฉมธุรกิจทั่วทั้งองค์กร
เอสซีจีมองว่า เทคโนโลยีอย่าง Robotics & AI เป็นตัวแปรสำคัญที่มาเปลี่ยนทุกกระบวนการทางธุรกิจ ตั้งแต่การผลิต การตลาด การบริหารห่วงโซ่อุปทาน การวิจัยและพัฒนา อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของความสำเร็จในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ธุรกิจ แต่คือคนที่ใช้เทคโนโลยีด้วย
“ลำพังแค่เทคโนโลยี เช่น AI ไม่ได้ช่วยให้เกิดผลทางธุรกิจ เอสซีจีมองว่าเทคโนโลยี AI ต้องอาศัยการขับเคลื่อนผ่านคน แต่จุดที่ยากที่สุด คือ การทำให้พนักงานเห็นโอกาสจากสิ่งนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น การที่เอสซีจีเป็น ‘องค์กรแห่งโอกาส’ ก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้เร็วที่สุด”
กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ทิ้งท้ายว่า การสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันไม่ใช่ภารกิจขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในระบบนิเวศธุรกิจ (Business Ecosystem) ในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศและภูมิภาคให้เติบโตไปด้วยกัน
“เอสซีจี เดินไปข้างหน้าคนเดียวไม่ได้ แต่ต้องไปด้วยกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และไม่ได้ไปเฉพาะในประเทศไทย แต่ต้องไปด้วยกันทั้งอาเซียน ประเทศไทยเราโชคดีที่อยู่ในอาเซียนซึ่งเป็นภูมิภาคที่กำลังเติบโต และเป็นพื้นที่ที่ประเทศหรือภูมิภาคอื่น ๆ อยากเข้ามา แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันรีบปรับตัว เราอาจตกเข้าไปอยู่ในหลุมของการถดถอยทางอุตสาหกรรม ซึ่งจะฟื้นตัวกลับคืนมายากมาก”
*ข้อมูลจากรายงาน Asian Development Outlook (April 2026) จัดทำโดย Asian Development Bank (ADB)
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม




