Sustainability Valuation การตีมูลค่าความยั่งยืนผ่านผลตอบแทน ความเสี่ยง และการเติบโตของธุรกิจ SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand Sustainability Valuation การตีมูลค่าความยั่งยืนผ่านผลตอบแทน ความเสี่ยง และการเติบโตของธุรกิจ SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

ความยั่งยืนก้าวเข้าสู่ยุคต่อไป

การประเมินมูลค่าทางธุรกิจ

โครงการที่เคยได้รับการอนุมัติเพียงเพราะสอดคล้องกับพันธสัญญา ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเหตุผลด้านภาพลักษณ์แบรนด์ บัดนี้กำลังถูกประเมินด้วยมาตรฐานทางการเงินที่เข้มงวดกว่าเดิม

คำถามสำคัญคือ ผลตอบแทนคืออะไร? มูลค่าซ่อนอยู่ที่ไหน? และสิ่งนี้ส่งผลกระทบอย่างไรต่ออัตรากำไร กระแสเงินสด ความเสี่ยง ความยืดหยุ่น หรือการเติบโตของธุรกิจ?

แรงกดดันดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าความยั่งยืนหมดความสำคัญ แต่หมายความว่าความยั่งยืนกำลังถูกจัดเกรดและปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกับการลงทุนทางธุรกิจอื่นๆ จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงงบประมาณ ความสนใจจากฝ่ายบริหาร และทรัพยากรในการดำเนินงาน ซึ่งต้องใช้หลักฐานยืนยันทางการเงินที่จับต้องได้มากกว่าที่เคย

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทต่างๆ ได้ทุ่มเทลงทุนในกลยุทธ์ การรายงาน การกำหนดเป้าหมาย และการปรับปรุงการดำเนินงาน ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำแผนที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเปิดเผยข้อมูล การสร้างระบบกำกับดูแล การประเมินประเด็นสำคัญ การทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ หรือการวางแผนการเปลี่ยนผ่าน ทั้งหมดนี้คือรากฐานที่สำคัญอย่างยิ่ง

แต่ยังมีช่องว่างใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเต็มที่ นั่นคือ ความสามารถในการวัดปริมาณว่า ความยั่งยืน เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของธุรกิจอย่างไร

รายงานของ KPMG เรื่อง การปิดช่องว่างการประเมินมูลค่าความยั่งยืน ได้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างดังกล่าวอย่างชัดเจน

นี่คือภาวะความตึงเครียดที่องค์กรกำลังเผชิญ แม้การรับรู้ การรายงาน และกลยุทธ์จะชัดเจนขึ้นมาก แต่การแปลงคุณค่าเหล่านั้นให้ออกมาเป็นตัวเลขทางการเงินยังคงอ่อนแอ

การอ้างถึง กรณีศึกษาทางธุรกิจ เป็นภาษาที่เคยมีประโยชน์ในระยะแรกเพื่อเปลี่ยนบทสนทนาจากเรื่องค่านิยมและชื่อเสียงไปสู่กลยุทธ์และความเสี่ยง แต่ในปัจจุบัน กรอบดังกล่าวอาจกว้างเกินไป ความแตกต่างสำคัญคือ

กรณีศึกษาทางธุรกิจบอกว่าทำไมการกระทำนั้นจึงสมเหตุสมผล แต่การประเมินมูลค่า (Valuation) แสดงให้เห็นว่าการกระทำนั้นเปลี่ยนแปลงผลการดำเนินงานทางการเงินอย่างไร

เมื่อความยั่งยืนเข้ามาอยู่ในเวทีเดียวกับฝ่ายการเงินและกลยุทธ์ การกล่าวอ้างลอยๆ ย่อมไร้น้ำหนัก ตัวเลขสมมติฐานเชิงปริมาณ การวิเคราะห์สถานการณ์ และเส้นทางทางการเงินต่างหากคือสิ่งที่มีน้ำหนักแท้จริง ซึ่งสิ่งที่บอร์ดและฝ่ายการเงินต้องการคือภาษาอย่าง EBITDA, กระแสเงินสด (Cash Flow), งบลงทุน (CapEx), และงบดุล

ปัจจุบันบริษัทต่างๆ ติดตามตัวชี้วัดความยั่งยืนได้ละเอียดขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณคาร์บอน การใช้น้ำ ขยะ ความปลอดภัย หรือซัพพลายเออร์ ตัวชี้วัดเหล่านี้บอกว่า เกิดอะไรขึ้น แต่ไม่ได้แปลงเป็นผลกระทบทางการเงินโดยอัตโนมัติ

ตัวชี้วัดความยั่งยืนบอกว่าอะไรเปลี่ยนแปลงไป แต่ตัวชี้วัดการประเมินมูลค่าจะบอกว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นมีมูลค่าเท่าใด นี่คือจุดที่เครื่องมือ ESG แบบเดิมเริ่มหมดพลัง และต้องถูกแทนที่ด้วยการประเมินที่เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของบริษัทโดยตรง

ข้ออ้างที่ว่าข้อมูลความยั่งยืนไม่สมบูรณ์ สภาพภูมิอากาศผันผวน หรือผลกระทบทางสังคมตีเป็นตัวเงินยาก ไม่ใช่อุปสรรคในการประเมินมูลค่า เพราะในการทำงานจริง ฝ่ายการเงินไม่เคยทำงานบนความแน่นอน 100% อยู่แล้ว พวกเขาต้องตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ อุปสงค์ ตลาด และพฤติกรรมคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา

ความยั่งยืนควรถูกนำมาบริหารจัดการด้วยระเบียบวินัยเดียวกัน คำตอบไม่ใช่การรอให้ตัวเลขสมบูรณ์แบบ แต่คือการสร้างช่วงความเสี่ยง (Ranges) การทดสอบสมมติฐาน และการวิเคราะห์สถานการณ์จำลอง (Scenario Analysis) โดยใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น Risk-adjusted ROI, Monte Carlo Simulation, หรือ Marginal Abatement Cost Curves แบบจำลองทางการเงินที่มีสมมติฐานโปร่งใส ย่อมดีกว่าคำอธิบายเชิงคุณภาพที่ไม่สามารถนำไปสู่การจัดสรรงบประมาณได้

จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในการตัดสินใจลงทุนด้านความยั่งยืน คือการมองว่า การไม่ดำเนินการ (Inaction) เป็นสถานะปกติที่ไม่มีต้นทุน ซึ่งในความเป็นจริงไม่เคยเป็นเช่นนั้น

การไม่ทำอะไรเลยอาจซ่อนต้นทุนค่าพลังงานที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านกฎหมาย เบี้ยประกันที่แพงขึ้น การสูญเสียลูกค้า และการด้อยค่าของสินทรัพย์ เมื่อองค์กรเริ่มคำนวณราคาของ การไม่ทำอะไรเลย เข้าไปในแบบจำลอง ผลตอบแทนของโครงการความยั่งยืนและการปรับตัวจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โครงการที่เคยดูแพงเมื่อมองแค่เงินลงทุนก้อนแรก (CapEx) อาจกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาลทันที เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจที่สามารถหลีกเลี่ยงได้

ที่มา : Sustainable Brands