Super El Niño กำลังซ้ำเติมระบบเกษตรที่เปราะบางจากภัยแล้ง ต้นทุนปุ๋ย และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เทคโนโลยีอาหารในระบบควบคุม เช่น Bioreactor และ Precision Fermentation ถูกมองเป็นอีกทางเลือกในการเสริมความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่ใช่การแทนที่เกษตรแบบดั้งเดิมทั้งหมด SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand Super El Niño กำลังซ้ำเติมระบบเกษตรที่เปราะบางจากภัยแล้ง ต้นทุนปุ๋ย และความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เทคโนโลยีอาหารในระบบควบคุม เช่น Bioreactor และ Precision Fermentation ถูกมองเป็นอีกทางเลือกในการเสริมความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่ใช่การแทนที่เกษตรแบบดั้งเดิมทั้งหมด SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

Super El Niño เขย่าระบบอาหาร

เมื่อ Climate Risk บีบ “การเกษตรดั้งเดิม” ให้เร่งสร้างทางรอดใหม่

เมื่อเอลนีโญรุนแรงถึงระดับนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นตามลำพัง แต่เกิดขึ้นซ้อนทับบนสภาวะโลกร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติ ไม่ใช่แค่ในรอบปี แต่ในรอบหลายทศวรรษ

นี่คือข้อเท็จจริงที่น่าวิตกอยู่แล้ว และจะยิ่งน่าวิตกยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาเรื่องกรอบเวลา เพราะผลกระทบทางการเกษตรจากเอลนีโญมักจะล่าช้ากว่าสัญญาณสภาพภูมิอากาศประมาณ 6 ถึง 12 เดือน นั่นหมายความว่าแรงกดดันที่แท้จริงต่อผลผลิตและราคาอาหารยังอยู่เบื้องหน้า โดยจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

นอกจากนี้ วัฏจักรดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นบนฐานที่มั่นคง แต่เกิดขึ้นท่ามกลางสถิติอุณหภูมิโลกที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันก็เกิดวิกฤตขาดแคลนปุ๋ยอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งดันให้ต้นทุนการเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นี่คือสองเหตุการณ์ระลอกใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน บนระบบที่ตึงเครียดอยู่แล้ว

มีแนวโน้มสูงที่ผู้คนจะมองว่าเอลนีโญเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชั่วคราว เช่น แห้งแล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง และราคาจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อฝนตก แต่นั่นเป็นการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชทดแทนเพื่อแก้ปัญหาฤดูกาลเลวร้ายได้ทันที ดินที่เสื่อมโทรมและฝูงสัตว์ที่ลดจำนวนลงต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี โดยเฉพาะพืชยืนต้นที่จะได้รับผลกระทบยืดเยื้อมากกว่าจะฟื้นตัวได้

เมื่อสภาพอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบซ้อนทับกัน ลำพังเพียงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็รับมือได้ยากแล้ว แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ จึงกลายเป็นความท้าทายอีกระดับ เพราะเกษตรกรสูญเสียความสามารถในการรับมือแบบเดิม ในอดีต หากเจอฤดูกาลที่ไม่ดี เกษตรกรอาจอัดปุ๋ยเพิ่มเพื่อฟื้นฟูดินและเพิ่มผลผลิตในปีถัดไป หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ทนทานกว่า แต่ทั้งสองวิธีกลับทำได้ยากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงอยู่แล้ว ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานของปุ๋ยและพลังงานตกอยู่ในภาวะตึงตัว

การรับมือจึงไม่ควรเป็นเพียงการอดทนรับแรงกระแทกแล้วรอให้ผ่านไป เพราะวิกฤตลูกถัดไปก็เริ่มปรากฏให้เห็นตรงหน้าแล้ว สิ่งจำเป็นในตอนนี้ คือการสร้างระบบการผลิตที่อยู่นอกวงจรความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ แทนที่จะเป็นแค่การบริหารความเสี่ยงไปวันๆ

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “อาหารสะอาด” (Clean Food) เช่น โปรตีน ไขมัน และส่วนผสมสำคัญอื่นๆ ที่เพาะเลี้ยงในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพแทนการปลูกบนแปลงเกษตรกลางแจ้ง จากเดิมที่ต้องรอให้พืชสังเคราะห์แสงตลอดฤดูกาล เปลี่ยนเป็นการใช้จุลินทรีย์หรือเซลล์สัตว์ที่เลี้ยงด้วยสารอาหารในถังควบคุม ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนเป็นวัตถุดิบเป้าหมายได้ภายในไม่กี่วันแทนที่จะเป็นหลายเดือน แนวทางนี้ครอบคลุมหลายเทคโนโลยีที่กำลังก้าวสู่วงการค้าจริง

ตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง (Cultured Meat) ที่ผลิตจากเซลล์สัตว์โดยตรง ซึ่งบริษัท Meatly ในสหราชอาณาจักรได้เริ่มวางจำหน่ายเนื้อไก่เพาะเลี้ยงสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงแล้ว และหน่วยงานมาตรฐานอาหาร (FSA) ก็กำลังพิจารณาอนุมัติผลิตภัณฑ์สำหรับการบริโภคของมนุษย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) ก็สามารถใช้จุลินทรีย์ผลิตไขมันและโปรตีนเฉพาะเจาะจง หรือผู้ผลิตบางรายสามารถหมักสารให้กลิ่นรสโกโก้จากวัตถุดิบอย่างข้าวโอ๊ตและน้ำตาลบีทรูทได้โดยไม่ต้องใช้เมล็ดโกโก้เลย

จุดเด่นที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกันคือ ผลผลิตไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน ราคาปุ๋ย หรือความเสี่ยงในเส้นทางการขนส่งสินค้าที่ไกลหลายพันไมล์ อย่างในสหราชอาณาจักร บริษัท Clean Food Group ได้ขยายการผลิต CleanOil ซึ่งเป็นน้ำมันปาล์มทางเลือกที่ไม่ต้องใช้พื้นที่ป่าเขตร้อนหรือห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องละทิ้งเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เพราะภาคเกษตรของอังกฤษยังคงมีความสำคัญ แต่เป้าหมายคือการเข้ามายกระดับและเสริมความแข็งแกร่ง ช่วยปลดล็อกพื้นที่และเกษตรกรให้มุ่งเน้นแนวทางที่มีมูลค่าสูงและยืดหยุ่นกว่า แทนที่จะต้องแบกรับความผันผวนทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นน้ำ

วัฏจักรเอลนีโญรอบนี้ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ระบบที่พึ่งพาเพียงพื้นที่เพาะปลูกและเส้นทางการค้าที่เปิดกว้าง ไม่พร้อมอีกต่อไปสำหรับโลกที่ความผันผวนทางสภาพอากาศและภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผู้ที่เริ่มสร้างศักยภาพการผลิตนอกวัฏจักรเดิมได้ก่อนในวันนี้ จะเป็นผู้ที่มีความมั่นคงทั้งด้านอุปทานและราคา เมื่อวัฏจักรวิกฤตครั้งต่อไปมาถึง

ที่มา Sustainability Online