เมษายน 18,2026…ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าโครงการ JUMP+ ระยะ 3 ปี ชู 3 เสาหลัก “ธุรกิจ–ธรรมาภิบาล–สภาพภูมิอากาศ” มี 143 บริษัทสมัครใจเข้าร่วม ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าองค์กรและฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน ผ่านการเปิดเผยแผนและอัปเดตทุก 6 เดือน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เดินหน้าโครงการ “JUMP+” ในฐานะกลไกสำคัญเพื่อยกระดับศักยภาพและเพิ่มมูลค่าบริษัทจดทะเบียนไทย ภายใต้บริบทที่ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากเงินทุนไหลออก การประเมินมูลค่าที่ลดลง และความต้องการ “Growth Story” ที่ชัดเจนจากนักลงทุน โดยโครงการนี้มีบริษัทเข้าร่วมถึง 143 แห่ง ครอบคลุมทั้ง SET และ mai พร้อมจัดทำแผนระยะยาว 3 ปี (2569–2571) ที่เชื่อมโยงทั้งมิติธุรกิจ ธรรมาภิบาล และการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “JUMP+ เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities โดยมุ่งสร้างตลาดที่น่าเชื่อถือ พร้อมยกระดับศักยภาพบริษัทจดทะเบียนให้สามารถเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว” พร้อมชวนผู้ลงทุนติดตามความคืบหน้าของแผนงานอย่างต่อเนื่องทุก 6 เดือน ซึ่งถือเป็นหัวใจของโมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure-based) ให้ตลาดเป็นผู้ประเมินคุณค่า

สรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด อำนวย จิรมหาโภคา รองผู้จัดการ รองหัวหน้าสายงานการตลาด ดูแลงานด้านผู้ออกหลักทรัพย์ และณัฐพล สุวรรณสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกลยุทธ์ผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้อัพเเดทโครงการ JUMP+
ในเชิงโครงสร้าง JUMP+ ไม่ได้เป็นเพียงโครงการส่งเสริมการเติบโต แต่เป็นการ “รีเซ็ตวิธีคิด” ของบริษัทจดทะเบียน โดยบังคับให้แผนธุรกิจต้องเชื่อมโยงกับ Governance และ ESG อย่างเป็นระบบ สะท้อนผ่านตัวเลขที่กว่า 96% ของบริษัทตั้งเป้าเติบโตด้านรายได้หรือกำไร และกว่า 80% เลือกจัดทำแผน Climate Action แม้ไม่ใช่ข้อบังคับ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ESG กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ ไม่ใช่เพียงภาพลักษณ์
“หลังจากที่ บจ. นำเสนอแผน JUMP+ ต่อผู้ลงทุนครบทุกบริษัทภายใน 17 เม.ย. นี้แล้ว บจ. จะต้องรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผน JUMP+ และสื่อสารให้ผู้ลงทุนทราบ อย่างน้อยทุก 6 เดือน โดยผู้ลงทุนสามารถถามคำถามกับผู้บริหารได้โดยตรงระหว่างการนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงาน รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลที่เกี่ยวกับแผนงาน JUMP+ ของบริษัท ผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้เมนู JUMP+”

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีปัจจัยต่าง ๆ มากระทบการดำเนินงานตามแผน JUMP+ ของบริษัท บจ. สามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมาย แผนงาน หรือข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับแผน JUMP+ ได้ โดยต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท และต้องเปิดเผยและสื่อสารข้อมูลดังกล่าวแก่ผู้ลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำกับดูแลการเปิดเผยข้อมูลและกำกับการซื้อขาย บจ. ในโครงการ JUMP+ ให้เป็นไปตามเกณฑ์เช่นเดียวกับ บจ. ทุกราย
“ต่อจากนี้ บจ. ที่เข้าร่วมโครงการจะไปดำเนินการตามแผนงานที่ได้วางไว้พร้อมกับสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการสนับสนุนผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้บริษัทเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ลงทุน หรือ Corporate Visibility ที่เป็นไฮไลท์คือ JUMP+ Investor Day รวมไปถึงการร่วมใน flagship event อื่น ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการอบรมต่าง ๆ เพื่อเสริมองค์ความรู้ให้บริษัทสามารถดำเนินการตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการสื่อสารกับผู้ลงทุน โดยเป็นการทำงานด้วยความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรในภาคตลาดทุน”
ตัวอย่างบริษัทที่เข้าร่วมโครงการสะท้อนภาพการ “ลงมือทำจริง” อย่างชัดเจน โดย บมจ. เจ้าสัว ฟู้ดส์ อินดัสทรี หรือ CHAO วางโรดแม็ป 3 ปี ปักธงปี 2571 ดันรายได้เติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 10–15% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากตลาดส่งออกเกิน 27% ผ่านยุทธศาสตร์ 360 องศา ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งในประเทศ การขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ ควบคู่กับการยกระดับธรรมาภิบาลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำตามหลัก ESG เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวอย่างสมดุล
ขณะที่ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC เปิด “JUMP+ Plan” ที่ออกแบบให้ 3 แกนหลัก ได้แก่ Business Growth, Corporate Governance และ Climate Action ทำงานเชื่อมโยงกันเป็นระบบ โดยตั้งเป้ารายได้ปี 2571 ที่ 2,240 ล้านบาท เติบโตประมาณ 28.5% จากปี 2568 ผ่านการขยายธุรกิจพลังงานและการพัฒนานวัตกรรม พร้อมจัดตั้งหน่วยงาน UAC SYNOVA เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่ม Biochemicals, Bio-Extraction และ Bio-based Materials จากวัตถุดิบการเกษตรและของเหลือใช้ สะท้อนการสร้าง growth driver ใหม่บนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ

ภาพรวมของ JUMP+ จึงไม่ใช่เพียงโครงการเพิ่มมูลค่าบริษัท แต่เป็นการยกระดับ “โครงสร้างตลาดทุนไทย” ผ่านการเชื่อมโยง Strategy, Transparency และ Capital Access เข้าด้วยกัน ในวันที่นักลงทุนไม่ได้มองแค่ตัวเลขผลประกอบการ แต่ต้องการเห็นทิศทางการเติบโตที่ชัดเจน มีธรรมาภิบาลรองรับ และสอดคล้องกับความยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นและดึงเม็ดเงินลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดทุนไทยในอนาคต




