ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวถึง Carbon Neutrality และ Inclusive Green Growth บนเวที Nikkei Asia Forum APAC 2026 SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวถึง Carbon Neutrality และ Inclusive Green Growth บนเวที Nikkei Asia Forum APAC 2026 SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

เอสซีจีชี้ Carbon Neutrality ต้องแข่งขันได้

เปลี่ยน Sustainability ให้สร้าง Business Impact

สิงหาคม 14,2026…เอสซีจีเสนอภาพการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำบนเวที Nikkei Asia Forum APAC 2026 ว่า Net Zero 2050 จะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อ ESG เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ สินค้าสีเขียวเข้าถึงได้ และDecarbonization สร้างทั้งคุณค่าต่อลูกค้า ธุรกิจ และสังคม

ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน และการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมที่รุนแรงขึ้น การมุ่งสู่ Carbon Neutrality ไม่อาจแยกออกจากโจทย์เศรษฐกิจได้อีกต่อไป เพราะการลดคาร์บอนที่เดินหน้าได้จริง ต้องไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศและภูมิภาคด้วย

แนวคิดนี้ถูกสะท้อนผ่านมุมมองของ ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ในเวที Nikkei Asia Forum APAC 2026 ภายใต้หัวข้อ “Future of Mobility and Pathway to Carbon Neutrality” ซึ่งชี้ว่า การเติบโตในยุคเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำต้องวาง Economic Competitiveness, Energy Security และ Sustainability ไว้ในสมการเดียวกัน ไม่ใช่มองความยั่งยืนเป็นภาระหรือโครงการที่แยกออกจากธุรกิจหลัก

“สำหรับเอสซีจี ESG จึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านภาพลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Business Strategy ที่ต้องสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง ตั้งแต่การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน การใช้เชื้อเพลิงทางเลือก การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ โดยมีเป้าหมายให้การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเดินไปพร้อมกับการลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ และสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่”

ธรรมศักดิ์ กล่าวต่อเนื่องขณะเดียวกัน อาเซียนมีศักยภาพจากทรัพยากรพลังงานที่หลากหลาย ทั้งไบโอเอทานอล พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม แต่ศักยภาพจะเปลี่ยนเป็นความได้เปรียบได้ ก็ต่อเมื่อภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันเร่งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน วางนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน และสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านได้โดยไม่สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน

เทคโนโลยีจึงเป็นอีกกลไกสำคัญ ทั้งระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ซึ่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงาน และลดต้นทุนระยะยาว พร้อมยกระดับฐานการผลิตเพื่อรองรับตลาดอาเซียนในภาพรวม

“การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะเกิดขึ้นได้จริง เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือกของคนบางกลุ่ม แต่เป็นโอกาสที่ทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์ร่วมกัน”

อย่างไรก็ตาม ต่อให้องค์กรพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียวได้ดีเพียงใด การเปลี่ยนผ่านก็อาจไปไม่ถึงตลาด หากผู้บริโภคยังเชื่อว่า “สินค้าสีเขียวต้องแพงกว่า” หรือไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ทั่วไปกับผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจน

“กรณีปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำของเอสซีจีจึงเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยน Sustainability ให้เกิด Business Impact ผ่านแนวคิด “Green Parity” หรือการทำให้ผลิตภัณฑ์สีเขียวมีราคาแข่งขันได้ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์มาตรฐาน โดยยังคงคุณภาพเทียบเท่าหรือแข็งแรงกว่าปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ทั่วไป พร้อมใช้ฉลากเขียวและการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคมองเห็นประโยชน์และตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น”

เมื่อราคากลายเป็นอุปสรรคน้อยลง ตลาดก็ตอบรับมากขึ้น โดยเอสซีจีสามารถเปลี่ยนยอดขายปูนซีเมนต์กว่า 60% ให้เป็นปูนซีเมนต์สีเขียวได้สำเร็จ ตัวเลขนี้สะท้อนว่า Decarbonization ไม่จำเป็นต้องแลกกับความสามารถในการแข่งขัน หากธุรกิจออกแบบทั้งผลิตภัณฑ์ ราคา และการสื่อสารให้ตอบโจทย์ลูกค้าไปพร้อมกัน

บทเรียนจาก Green Parity ยังชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะเร่งตัวได้เมื่อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะผู้บริโภคที่พร้อมจ่าย Green Premium แต่กลายเป็นตัวเลือกที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ และสามารถตอบโจทย์ทั้งคุณภาพ ราคา และผลกระทบต่อโลก

“ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับ Business Purpose ของเอสซีจี “Inclusive Green Growth” ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการยกระดับคุณภาพชีวิต เพราะ Net Zero 2050 จะมีความหมายก็ต่อเมื่อการลงทุนด้านความยั่งยืนสร้างคุณค่าทางธุรกิจควบคู่กับคุณค่าต่อสังคม และเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในผลประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่าน”

ธรรมศักดิ์กล่าวในท้ายที่สุด Carbon Neutrality จึงไม่ใช่เส้นทางที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะเดินได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ ภาคธุรกิจ ผู้บริโภค และพันธมิตรตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อทำให้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ และผลิตภัณฑ์สีเขียวขยายตัวได้ในระดับตลาด เมื่อความยั่งยืนแข่งขันได้ การลดคาร์บอนก็จะไม่ใช่เพียง Commitment ระยะยาว แต่กลายเป็นกลไกสร้างการเติบโตใหม่ให้กับธุรกิจ เศรษฐกิจ และอาเซียนอย่างแท้จริง