GC ผู้สร้างนวัตกรรมภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand GC ผู้สร้างนวัตกรรมภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

GC ดัน “คน” สู่หัวใจนวัตกรรม

เปิด 5 ไอเดียหน้างาน ขับเคลื่อนการเติบโตบทใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโลก บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กำลังวาง “คน” ไว้หน้าสุดของการเปลี่ยนผ่านองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะสร้างผลลัพธ์ไม่ได้ หากขาดคนที่มองเห็นปัญหา กล้าคิดต่าง และสามารถเปลี่ยนไอเดียจากหน้างานให้กลายเป็นนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง

แนวคิดนี้สะท้อนผ่าน “GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง” ซึ่งขยายนิยามของนวัตกรรมให้กว้างกว่างานวิจัยและพัฒนา โดยเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับและทุกสายงาน ไม่ว่าจะอยู่ในกระบวนการผลิต วิศวกรรม งานสนับสนุน หรือการพัฒนาธุรกิจ สามารถเสนอแนวคิดเพื่อทำให้งานดีขึ้น เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC กล่าวว่า

“การเติบโตบทใหม่ของ GC จะไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่เกิดจากการนำจุดแข็งที่เรามีมาประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ธุรกิจที่มีอยู่ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ความสามารถของบุคลากร เครือข่ายระดับโลก ไปจนถึงพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อให้องค์กรมีทั้งความแข็งแกร่งในวันนี้ และพร้อมเติบโตยิ่งขึ้นสำหรับอนาคต”

ณะรงค์ศักดิ์ กล่าวต่อเนื่อง 1 ในกลไกสำคัญของกลยุทธ์ GC คือ “คน” ซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด GC StandOut Through INnovation องค์กรนวัตกรรมทำจริง ที่ส่งเสริมวัฒนธรรมที่เปิดกว้าง กล้าคิด กล้าลงมือทำ จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

จุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนเกิดจาก Project Max ซึ่งมุ่งลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง แต่ GC มองว่า การลดต้นทุนเพียงอย่างเดียวมีข้อจำกัด และไม่เพียงพอสำหรับการแข่งขันในระยะยาว องค์กรจึงขยายเป้าหมายไปสู่การค้นหากระบวนการ ผลิตภัณฑ์ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ พร้อมส่งเสริมการทำงานร่วมกันข้ามหน่วยงาน รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร

GC จัดทำแพลตฟอร์มรับไอเดียที่พนักงานเข้าถึงได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยโครงการขนาดใหญ่หรือรายละเอียดที่สมบูรณ์ ขอเพียงเป็นแนวคิดที่มีเหตุผลและมีโอกาสพัฒนาต่อ พร้อมสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีไอเดียที่ไม่ดี” แม้ไม่ใช่ทุกแนวคิดจะนำไปปฏิบัติได้ทันที นอกจากนี้ ยังนำเรื่องราวของไอเดียที่ประสบความสำเร็จมาถ่ายทอดผ่านพอดแคสต์ภายใน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการคิดและลงมือทำอย่างต่อเนื่อง

“ผลลัพธ์คือ ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี พนักงาน GC ทุกระดับเสนอแนวคิดเข้าสู่ระบบมากกว่า 1,000 ไอเดีย และหลายแนวคิดได้พัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สร้างผลลัพธ์ทั้งในมิติธุรกิจ สิ่งแวดล้อม และการเติบโตในอนาคตอย่างจับต้องได้”

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ Advance PDH Optimization Model ผลงานของ ทรงพล ฉัตรธรรมนารถ เริ่มจากปัญหาการปรับสภาวะในถังปฏิกรณ์ของกระบวนการผลิตโพรพิลีนดีไฮโดรจิเนชัน หรือ PDH ที่แต่เดิมใช้เวลาประมาณ 3 วันต่อครั้ง และอาจทำให้สูญเสียโอกาสในการผลิต ทีมงานจึงพัฒนาโปรแกรมอัจฉริยะจากเครื่องมือที่คุ้นเคยอย่าง Excel ผสานเทคโนโลยีการทำนายและโมเดลพยากรณ์ ช่วยลดเวลาการปรับสภาวะเหลือเพียง 3 ชั่วโมง ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 26.2 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1,700 ตันต่อปี

ผลงานดังกล่าวยังได้รับรางวัล Thailand Technology Excellence Award สาขา Digital–Chemical และ Asian Technology Excellence Awards 2023 พร้อมได้รับการจดสิทธิบัตรใน 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ จีน และไทย สะท้อนว่าไอเดียจากหน้างานสามารถพัฒนาสู่ทรัพย์สินทางปัญญาที่แข่งขันได้ในระดับสากล

ด้าน นิธิพงษ์ ช่างหล่อ พัฒนา Fouling Predictive Model เพื่อตอบโจทย์การสะสมของสิ่งสกปรกในเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพลดลงและสิ้นเปลืองพลังงาน โดยนำ AI และ Machine Learning มาวิเคราะห์ข้อมูล ทำนายแนวโน้มการสะสมของสิ่งสกปรก และค้นหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการบำรุงรักษา สามารถลดการใช้พลังงานของเครื่องจักร คิดเป็นมูลค่าประมาณ 4 ล้านบาทต่อปี พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และยังสามารถขยายผลไปยังเครื่องจักรอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันได้

ขณะที่ นันทวัฒน์ แต่งจันทรา มองเห็นข้อจำกัดของซองขนมและถุงบรรจุผลิตภัณฑ์ที่มักประกอบด้วยพลาสติกหลายชนิดซ้อนกัน จนแยกและรีไซเคิลได้ยาก จึงพัฒนา Mono-material PE Packaging ซึ่งใช้พลาสติก PE ชนิดเดียว โดยยังคงรูปลักษณ์และคุณสมบัติการใช้งานของบรรจุภัณฑ์ไว้ แต่ช่วยให้นำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์หลังการใช้งานจาก “ขยะ” ให้มีโอกาสกลับมาเป็นทรัพยากรตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน

สำหรับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ อภิชาติ ตันน้ำนิ่งใหญ่ พัฒนาโครงการ Smart Mangrove Growth Surveillance ร่วมกับไทยคม เพื่อติดตามพื้นที่ปลูกป่าของ GC ซึ่งมีมากกว่า 20,000 ไร่ รวมถึงป่าชายเลนกว่า 3,000 ไร่ ด้วยโดรนติดกล้อง Multispectral และ AI ช่วยวิเคราะห์การเจริญเติบโต อัตราการรอด และสุขภาพของต้นไม้ ลดข้อจำกัดของการสำรวจภาคพื้นดิน ลดต้นทุนการดำเนินงานได้ 37% หรือประมาณ 7.7 ล้านบาท พร้อมยกระดับข้อมูลสำหรับติดตามการกักเก็บคาร์บอนและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero

นวัตกรรมลำดับที่ 5 เชื่อมโยงจากความสามารถของคนไปสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ โดย ทวีศักดิ์ เกาสน นำเสนอ Sag Control Agent หรือ SCA เรซินชนิดพิเศษของ allnex ที่ช่วยควบคุมการไหลย้อยของสี ทำให้ชั้นสีเรียบและช่วยคงลักษณะของเม็ดสีมุกหรือเมทัลลิก ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์

เมื่อเอเชียมีสัดส่วนการผลิตรถยนต์ประมาณ 60% ของตลาดโลก และตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ความต้องการ SCA จึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น GC และ allnex จึงต่อยอดองค์ความรู้ดังกล่าวสู่การลงทุนขยายกำลังการผลิตที่มาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งจะเป็นฐานผลิต SCA แห่งแรกนอกยุโรป โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในช่วงต้นปี 2028 ช่วยนำเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงเข้าสู่ประเทศไทย ลดความเสี่ยงของซัพพลายเชน และทำให้ฐานการผลิตอยู่ใกล้ลูกค้าในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น

นวัตกรรมทั้ง 5 เรื่องสะท้อนภาพเดียวกันว่า “คน” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่เป็นผู้ตั้งคำถามกับวิธีทำงานเดิม เลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม และเปลี่ยนความรู้จากหน้างานให้กลายเป็นมูลค่าใหม่ ทั้งต่อองค์กร สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม

ผลจากการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการยกระดับประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร เริ่มสะท้อนเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยในปี 2568 GC สามารถเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 7,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 5,500 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าสร้างผลลัพธ์เพิ่มอีก 4,000 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มี Adjusted EBITDA 26,932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 81% จากไตรมาสก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 12,208 ล้านบาท

สำหรับช่วงปี 2569–2573 GC ตั้งเป้าปรับสมดุลพอร์ตธุรกิจ Commodity และ Specialty จากสัดส่วนประมาณ 80:20 เป็น 70:30 ภายในปี 2573 พร้อมขยาย Holistic Optimization ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร ตั้งเป้าสร้าง EBITDA Uplift เพิ่มอีก 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี โดยเดินหน้าควบคู่กันทั้งการเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจปิโตรเคมี การปลดล็อกศักยภาพของ allnex ในธุรกิจ Specialty และการต่อยอดธุรกิจ Green & Bio สู่ผลิตภัณฑ์ Bio Specialty

มาบตาพุดจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงฐานการผลิตเดิม แต่กำลังถูกวางให้เป็นฐานเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร และพันธมิตรระดับโลก ภายใต้กลยุทธ์ MTP Transformation เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเคมีมูลค่าสูงและคาร์บอนต่ำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก