NIA พลิกบทบาทถือหุ้น – ร่วมทุน เติมเต็มช่องว่างทางการเงิน

ผ่าน 3 กลไกหลัก มุ่งเป้า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรม

กรกฎาคม 13,2026…แบ่งปันความเสี่ยงกับผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้งานวิจัยและนวัตกรรมออกสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น สตาร์ตอัปและเอสเอ็มอีไทยมีศักยภาพมากขึ้น ฝั่งของ VC ,CVC กล้าลงทุนมากขึ้น โดยมีภาครัฐร่วมรับความเสี่ยง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมของระบบนิเวศการลงทุนของไทยให้เข้มแข็งขึ้น

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่าสำนักงานเพื่อการพัฒนาระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ประกาศทรานส์ฟอร์มบทบาทใหม่ จากผู้ให้ทุนสู่การเป็นหุ้นส่วนและถือหุ้นในธุรกิจสตาร์ทอัพ ผ่าน 3 กลไกหลัก PE Trust, Holding Company และ Corporate Co-funding มุ่งเป้า 5 กลุ่มอุตสาหกรรมนวัตกรรม เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติและสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีให้ประเทศไทย

NIA ได้รับสิทธิอย่างเป็นทางการตามกฎหมายที่ได้รับการแก้ไขและประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้สามารถเข้าถือหุ้นและร่วมลงทุนในทรัสต์ (Trust) ได้ ซึ่งนับเป็นหน่วยงานรัฐแห่งแรกของไทยที่มีบทบาทในลักษณะนี้ เพื่อสร้าง “กลไกที่เป็นมาตรฐานสากล (International Standard)” ในการผสานพลังเงินทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน

“มิติของการให้ทุน (Grant) ยังคงอยู่ แต่เรามีมิติใหม่ที่เสริมเข้ามาคือการลงทุน หรือเป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจร่วมกัน (Venture) การมีภาครัฐเข้าไปถือหุ้นด้วย จะเท่ากับเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับตัวสตาร์ทอัพเอง สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักธุรกิจ และสร้างความไว้วางใจให้กับนักลงทุนรายต่อ ๆ ไปที่จะเข้ามาลงทุน”

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสตาร์ทอัพในแต่ละระยะการเติบโตที่แตกต่างกัน NIA ได้ออกแบบกลไกการร่วมลงทุนผ่าน 3 โมเดลหลัก โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพสูง 5 ด้านให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Deep Tech เป็นอันดับแรก เรียงลำดับได้แก่

อันดับ 1 Health & Wellness
อันดับ 2 Food & Agriculture
อันดับ 3 AI & Semiconductor Chips
อันดับ 4 Climate Tech
อันดับ 5 Creative Innovation

สำหรับโมเดลการลงทุนทั้ง 3 รูปแบบ ประกอบด้วย

-PE Trust (Private Equity Trust): มุ่งเน้นกลุ่มสตาร์ทอัพและ SME นวัตกรรมขนาดใหญ่ในระยะ Series A ถึง Pre-IPO ที่มีรายได้ตั้งแต่ 20 – 100 ล้านบาทขึ้นไป โดยตั้งเป้าขนาดกองทุนไว้ที่ 1,000 – 3,000 ล้านบาท ผ่านการร่วมทุนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และดึงดูดกองทุนเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยมี Fund Manager มืออาชีพเข้ามาบริหารจัดการ

-NIA Holding Company: เน้นสนับสนุนสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น (Early-stage) และ Deep Tech วงเงินลงทุน 1 – 5 ล้านบาทต่อราย โดย NIA จะเข้าถือหุ้นในสัดส่วนที่เหมาะสม กลไกนี้จะช่วยทลายกำแพงการลงทุนข้ามรั้วมหาวิทยาลัย และรวมกระสุลเงินทุนให้ใหญ่ขึ้นเพื่อดัน Deep Tech ให้เกิดได้จริง

-Corporate Co-funding: สำหรับสตาร์ทอัพที่จับมือมากับ Venture Capital (VC) หรือ Corporate Venture Capital (CVC) ที่ขึ้นทะเบียนกับ NIA วงเงินลงทุนไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยได้ปรับปรุงกลไกจากเดิมที่เป็น “เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขให้คืน (Recoverable Grant)” ให้กลายเป็น “Convertible Note (หุ้นกู้แปลงสภาพ)” เพื่อลดภาระและสร้างความยืดหยุ่นในการเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน

ทั้งนี้ แหล่งเงินทุนหลักจะมาจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ซึ่ง NIA ได้ทำคำของบประมาณลงทุนจำนวน 500 ล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2570 และอีก 500 ล้านบาทสำหรับปีงบประมาณ 2571 โดยหากได้รับการจัดสรรตามแผน จะแบ่งสัดส่วนการลงทุนเป็น PE Trust 40%, NIA Holding Company 30% และ Corporate Co-funding 30%

การก้าวข้ามขีดจำกัดครั้งนี้อยู่ภายใต้ปรัชญา “ไม่แสวงหากำไร” โดยผลตอบแทนและกำไรทั้งหมดจากการลงทุนจะถูกโอนกลับคืนสู่กองทุนเพื่อนำไปหมุนเวียนสนับสนุนสตาร์ทอัพและ SME รายใหม่ ๆ ต่อไป นอกจากนี้ NIA ยังคำนึงถึงการลดผลกระทบการถูกลดสัดส่วนหุ้นของ Founder (Dilution Effect) ให้น้อยที่สุด พร้อมเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพสามารถซื้อหุ้นคืนได้ในราคาพิเศษเมื่อถึงเวลา Exit ควบคู่ไปกับการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ความโปร่งใส และการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด

ในแง่ของระบบนิเวศนวัตกรรม ร่าง พ.ร.บ. สตาร์ทอัพ ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการหุ้น เช่น การอนุญาตให้บริษัทถือหุ้นตัวเองเพื่อทำ ESOP ได้ ขณะเดียวกัน NIA ยังได้เตรียมปรับปรุงระบบบัญชีนวัตกรรมไทยสู่ระบบออนไลน์ 100% ที่โปร่งใส ตรวจสอบสถานะได้ และดึงผู้เชี่ยวชาญภายนอก เช่น อย. เข้ามาร่วมประเมินเพื่อลดคอขวด รวมถึงการเดินหน้าแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Law Tech) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนเทียบเคียงประเทศชั้นนำอย่างสิงคโปร์