มิถุนายน 27,2026…นับเป็นการประกาศวิสัยทัศน์ ครั้งสำคัญของกระทรวง อว.ว่า Nature Positive ไม่ใช่เพียงวาระด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมผลักดัน Nature Tech, AI และ Biodiversity ให้เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ผ่านการเปลี่ยนทั้งประเทศสู่ Living Lab ด้านนวัตกรรมธรรมชาติ ในขณะที่ Net Zero มิติของ Climate Transition ยังคงเดิหน้าสู่เป้าหมาย 2050 เช่นเดิม
จาก Net Zero สู่อีกขา
Nature Transition
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยในการสัมมนาวิชาการ Nature Positive Thailand ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเติบโตที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อธรรมชาติ โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยมีความตระหนักและเร่งรีบในการขับเคลื่อนเรื่อง Net Zero เป็นการแก้ปัญหาในมิติของ Climate Transition เท่านั้น

“เปรียบเหมือนเวลาเราป่วยไข้แล้วกินยา แต่ร่างกายไม่ได้รับการดูแล สุดท้ายก็กลับมาป่วยเหมือนเดิม การทำ Net Zero อย่างเดียวจึงยังไม่สุด จิ๊กซอว์สำคัญอีกตัวที่เราต้องทำควบคู่กันไปคือ Nature Transition หรือ Nature Positive เพราะธรรมชาติคือศูนย์กลางของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางอาหาร หรือสุขภาวะที่ดีของมนุษย์ ”
ศ.ดร.ยศชนัน เน้นย้ำแนวคิดที่ว่า “GDP ต้องเพิ่มขึ้น โดยที่ธรรมชาติจะต้องไม่ถูกทำลาย” และเส้นทางการลงทุนยุคใหม่จะไม่ได้มองแค่เรื่อง Carbon Credit เพียงอย่างเดียว แต่จะมุ่งไปที่การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่และยั่งยืนอย่างแท้จริง
ปลดล็อกขุมทรัพย์ Mega Biodiversity
ด้วย ‘Nature Tech’ 7 ด้าน

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบสูงมากเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพระดับมหาศาล (Mega Biodiversity) ซึ่งเปรียบเสมือนฐานข้อมูลธรรมชาติที่พร้อมจะนำมาต่อยอดด้วยนวัตกรรม ทางกระทรวง อว. และ NIA จึงได้ปักหมุด 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายด้าน Nature Tech เพื่อเร่งอัตราการเติบโต ดังนี้
1.Satellite & Remote Sensing การใช้ดาวเทียมเพื่อวัดปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพ
2.Precision Preservation & Digital Provisions การใช้ AI ในการออกแบบและฟื้นฟูป่าอย่างแม่นยำ
3.Marine Tech เทคโนโลยีและหุ่นยนต์เพื่อการดูแลฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง (รวมถึง Blue Carbon)
4.Soil Tech & Microbiome เทคโนโลยีการจัดการดินและจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศเกษตรกรรม
5.Water Tech ระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและถูกต้อง
6.Biodiversity Informatics การสร้างฐานข้อมูลระดับชาติเพื่อระบุพิกัดและปริมาณความหลากหลายทางชีวภาพ
7.Bio-based Materials การพัฒนาวัสดุฐานชีวภาพเพื่อทดแทนการใช้ทรัพยากรแบบเดิม

เปลี่ยนประเทศไทย
ให้เป็น ‘Living Lab’ ระดับโลก
ศ. ดร.ยศชนัน ได้เสนอวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนพื้นที่ทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ผืนป่า ชุมชน เมือง ไปจนถึงท้องทะเล ให้กลายเป็น Living Lab หรือ ‘ห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต’ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และนักอนุรักษ์จากทั่วโลกให้เข้ามาทำโครงการ Nature Positive ในไทย โดยมีสถาบันอุดมศึกษาและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศทำหน้าที่เป็นคลังสมองและแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ เจ้าภาพหลักด้านนโยบายยังเป็นกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ อว. จะทำหน้าที่เป็นแกนหลัง ในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็น Nature Solution พร้อมสร้างบุคลากรยุคใหม่ที่มีทักษะผสมผสานระหว่าง AI และความเข้าใจด้านธรรมชาติ (Nature-AI Tech Talent) เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่ม Deep Tech และ Nature Startup

“ในศตวรรษก่อน ประเทศที่มีน้ำมันคือประเทศที่มั่งคั่ง ศตวรรษต่อมาคือยุคของเทคโนโลยีและ AI แต่สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะหมุนกลับมาที่ธรรมชาติ ประเทศไหนที่มีธรรมชาติ มีความหลากหลายทางชีวภาพ และรู้จักใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาจัดการ จะเป็นประเทศที่ยั่งยืนและได้เปรียบที่สุด วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนความโชคดีทางธรรมชาติให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวในท้ายที่สุด

SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม




