ตุลาคม 17,2026…ESG Symposium 2026 ต่อยอดข้อเสนอสู่การลงมือทำจริง ผ่าน 3 วาระสำคัญ Energy Transition, Just Transition และ Climate Adaptation ตั้งแต่ปลดล็อกการเข้าถึงพลังงานสะอาด เชื่อมความรู้–ตลาด–เงินทุนให้ SMEs ไปจนถึงเปลี่ยนการรับมือน้ำท่วมจากซ่อมแซมความเสียหายสู่ลดความเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมใช้ความร่วมมือ 4P เชื่อมนโยบาย ธุรกิจ และประชาชนในพื้นที่ นำบทเรียนจากไทยขยายผลสู่อาเซียน
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะเกิดขึ้นได้เพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมเป้าหมายระดับนโยบายให้ถึงการตัดสินใจลงทุนของธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ ทั้งเรื่องไฟฟ้าสะอาดที่เข้าถึงได้ ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีทรัพยากรเพียงพอจะปรับตัว และระบบรับมือภัยพิบัติที่ช่วยลดความสูญเสียได้ทันเวลา
นี่คือโจทย์ร่วมจาก ESG Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “ASEAN in Action: Powering Inclusive Green Transition” ซึ่งเอสซีจีจัดร่วมกับ World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) และพันธมิตร โดยการนำเสนอความคืบหน้า สะท้อนทิศทางการต่อยอดข้อเสนอทั้ง 3 วาระ ไปสู่กลไกสนับสนุนและการทดลองดำเนินงานที่ขยายผลได้

Joe Phelan, Executive Director, Asia Pacific, World Business Council for Sustainable Development (WBCSD) ผู้แทนสภาธุรกิจโลกเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านสีเขียวของอาเซียนมีแรงขับสำคัญจากความสามารถในการแข่งขันและความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ ผลสำรวจพบว่า ผู้นำธุรกิจในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก 95% ยังคงหรือเพิ่มการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศในปีที่ผ่านมา แต่ครึ่งหนึ่งกังวลว่าการเปลี่ยนผ่านจะขาดระเบียบและเกิดความผันผวน ธุรกิจจึงต้องการทิศทางนโยบายที่ชัดเจน กติกาที่มั่นคง และความต่อเนื่องระยะยาว เพื่อวางแผนลงทุน โดยอาเซียนมีโอกาสเดินหน้าทั้งความมั่นคงทางพลังงาน การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการกระจายประโยชน์ให้ผู้คนควบคู่กัน
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี อธิบายว่า ความท้าทายด้านพลังงาน ความเปราะบางของ SMEs และผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาที่ประเทศในอาเซียนเผชิญร่วมกัน การเชื่อมบทเรียนและความร่วมมือระดับภูมิภาคจึงช่วยเพิ่มพลังการขับเคลื่อน ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวไม่สามารถผลักดันการเปลี่ยนผ่านทั้งหมดได้ด้วยตนเอง
แนวทางสำคัญคือ Public–Private–People Partnership หรือ 4P ซึ่งเชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยมีภาควิชาการร่วมสนับสนุนข้อมูลและองค์ความรู้ ภาครัฐช่วยสร้างเงื่อนไขและปลดข้อจำกัด เอกชนนำเทคโนโลยีและเงินลงทุนเข้ามาร่วมดำเนินงาน ส่วนประชาชนมีบทบาทกำหนดโจทย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่

“จากบทเรียนที่ จ.สระบุรี เราควรนำโมเดล 4P นี้ ไปขยายผลยังพื้นที่อื่น ๆ โดยเริ่มจากการศึกษาความต้องการและปัญหาในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการหาพันธมิตรที่เหมาะสม” ธรรมศักดิ์กล่าว
Energy Transition ปลดล็อกไฟฟ้าสะอาด
พร้อมยกระดับโครงข่ายให้รองรับการแข่งขัน
วาระแรกคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งต้องรักษาสมดุลระหว่างความมั่นคง ต้นทุนที่แข่งขันได้ และการลดการปล่อยคาร์บอน โดยข้อเสนอขยับจากการเปิดทางให้ธุรกิจเข้าถึงไฟฟ้าหมุนเวียน ไปสู่การเตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และกลไกตลาด
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการอาวุโสนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า แม้ภาคเอกชนต้องการใช้พลังงานสะอาด แต่การกำหนดเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตเพียงอย่างเดียวยังไม่ตอบคำถามว่าผู้ใช้ไฟฟ้าจะเข้าถึงพลังงานนั้นได้อย่างไร และมีต้นทุนเท่าใด
ประเด็นที่ต้องเร่งสร้างความชัดเจนคือการเปิดใช้โครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม หรือ Third Party Access (TPA) การซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตกับผู้ใช้ หรือ Direct PPA และค่าบริการใช้โครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการประเมินความคุ้มค่าของโครงการ
หากเงื่อนไขและต้นทุนยังไม่ชัดเจน ผู้ประกอบการย่อมวางแผนลงทุนได้ยาก ขณะเดียวกัน โครงสร้างค่าไฟและค่าบริการต้องโปร่งใสและเป็นธรรมต่อทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า
อีกโจทย์คือการลงทุนยกระดับโครงข่ายให้รองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ทั้งระบบคาดการณ์กำลังผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้า การบริหารสมดุลแบบเรียลไทม์ ระบบกักเก็บพลังงาน และการปรับการใช้ไฟฟ้าตามความพร้อมของระบบ หรือ Demand Response เพราะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลาและจำเป็นต้องเริ่มเตรียมความพร้อมล่วงหน้า

ดร.อารีพรเสนอให้พิจารณาความมั่นคงทางพลังงานร่วมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป พลังงานหมุนเวียนสามารถทำงานร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายอัจฉริยะเพื่อเพิ่มความต่อเนื่องของการจ่ายไฟ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นและแหล่งพลังงานที่หลากหลายเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
“ความมั่นคงทางด้านพลังงานต้องมาควบคู่กับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ดร.อารีพรกล่าวบนเวที
ในระดับภูมิภาค ASEAN Power Grid เป็นโอกาสเชื่อมโยงทรัพยากรพลังงานของประเทศต่าง ๆ นายธรรมศักดิ์ยกประเด็นว่า หลายประเทศต้องการเพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และเผชิญข้อจำกัดเรื่องสายส่งคล้ายกัน การเชื่อมโครงข่ายจึงเป็นโจทย์ที่ต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อให้ศักยภาพการผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้าในอาเซียนเชื่อมถึงกันได้มากขึ้น
Just Transition เชื่อมความรู้–ตลาด–เงินทุน
ให้ SMEs เปลี่ยนผ่านแล้วเติบโตได้
การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรมมีโจทย์สำคัญอยู่ที่ SMEs แรงงาน และชุมชน ซึ่งต้องปรับตัวตามข้อกำหนดทางการค้า เทคโนโลยี และความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ แต่มีทรัพยากรและความพร้อมแตกต่างกัน
วีรชัย มั่นสินธร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต อธิบายว่า การสนับสนุน SMEs ต้องพิจารณาทั้งขนาดกิจการและความสามารถในการปรับตัว เพราะธุรกิจขนาดเล็กบางแห่งอาจมีความคล่องตัวสูง ขณะที่ผู้ประกอบการแต่ละรายมีข้อจำกัดด้านความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และเงินทุนต่างกัน
แนวทางจึงเริ่มจากการประเมินสถานะและความต้องการของกิจการ ก่อนออกแบบการช่วยเหลือให้ตรงจุด ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต พัฒนาทักษะ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ยกระดับมาตรฐาน ไปจนถึงสร้างโอกาสทางการตลาดและเข้าถึงแหล่งเงินทุน
อุปสรรคด้านการเงินที่สะท้อนบนเวทีคือ SMEs เข้าถึงเงินทุนได้ยาก ขณะที่สถาบันการเงินอาจเข้าไม่ถึงผู้ประกอบการที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือมีผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ตรงกับความต้องการของกิจการ
Funding Connect จึงถูกเสนอเป็นกลไกเชื่อมทั้งสองฝั่ง โดยประเมินว่าผู้ประกอบการขาดเงินทุน บริการ หรือองค์ความรู้ด้านใด แล้วส่งต่อข้อมูลให้พันธมิตรและสถาบันการเงิน เพื่อช่วยลดเวลาค้นหาและทำให้การสนับสนุนตรงกับปัญหามากขึ้น
การดำเนินงานปีนี้ยังต่อยอดจากเครื่องมือเดิม เช่น NZAP และ Go Together สู่แนวทาง SME Green Transition Plus สำหรับ SMEs ภาคอุตสาหกรรม พร้อมเสนอให้คัดเลือกกลุ่มนำร่องเพื่อสร้างต้นแบบการสนับสนุนครบวงจร ก่อนถอดบทเรียนและขยายผล
“Just Transition ก็คือว่าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จับต้องได้ มีเงินเข้ากระเป๋า SMEs จริง” เป้าหมายต้องครอบคลุมความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืนของผู้ประกอบการด้วย

ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย เสนอให้ใช้ Green Transition เป็นโอกาสยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุน โดยธุรกิจรายใหญ่มีบทบาทช่วยให้ SMEs ในห่วงโซ่อุปทานปรับตัวไปด้วยกัน
“หัวใจสำคัญคือ การขับเคลื่อนแบบ End-to-End พร้อมสร้างการเปลี่ยนผ่านที่ทั่วถึง โดยธุรกิจรายใหญ่ร่วมยกระดับ SMEs ใน Supply Chain ให้ปรับตัวและเติบโตไปด้วยกัน” ดร.พชรพจน์กล่าว
ความเป็นธรรมของการเปลี่ยนผ่านจึงเชื่อมกับผลลัพธ์ทางธุรกิจโดยตรง ทั้งการเข้าถึงคำสั่งซื้อ ตลาด และเงินทุน ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการมีทรัพยากรพอจะรักษาการจ้างงานและลงทุนปรับตัวต่อไป
Climate Adaptation เปลี่ยนจากซ่อมหลังน้ำท่วม
สู่ลงทุนลดความเสี่ยงล่วงหน้า
วาระการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชี้ให้เห็นว่า ความมั่นคงด้านน้ำกำลังมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น ทั้งความเสี่ยงน้ำท่วม การขาดแคลนน้ำ และความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนความมั่นคงของอาชีพและรายได้ในชุมชน
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายว่า การบริหารจัดการน้ำที่ดีช่วยสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่การจัดการที่ไม่เพียงพอสร้างความสูญเสียต่อธุรกิจ สังคม และชีวิตผู้คน จึงควรมองเรื่องน้ำผ่านกรอบ Water Economy ที่เชื่อมการจัดการทรัพยากรเข้ากับผลกระทบต่อเศรษฐกิจและพื้นที่
แนวทางสำคัญคือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาหลังเกิดความเสียหาย สู่การคาดการณ์และลดความเสี่ยงล่วงหน้า โดยเชื่อมข้อมูลน้ำ ระบบพยากรณ์ และการแจ้งเตือนผ่านข้อเสนอ One Water Data Center พร้อมสนับสนุนให้ท้องถิ่นนำข้อมูลไปใช้ตัดสินใจได้ทันเวลา
ข้อเสนอในปีนี้ยังต่อยอดสู่การใช้ AI Simulation Platform ประเมินความเสี่ยงน้ำท่วมและความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแผนเปิดให้สาธารณะเข้าถึง และมองต่อถึงการทำแผนที่ความเสี่ยงและแบบจำลองในระดับอาเซียน อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของเทคโนโลยีขึ้นอยู่กับคุณภาพข้อมูล ความแม่นยำ และการแปลงผลคาดการณ์ให้เป็นการปฏิบัติในพื้นที่
“เราไม่ได้อยากรู้แค่ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เราอยากรู้ว่าเราต้องทำอะไร” ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์กล่าวถึงหัวใจของการสื่อสารเตือนภัย
การแจ้งเตือนจึงต้องช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการตัดสินใจได้ว่าจะเตรียมตัวอย่างไร ขณะที่ท้องถิ่นซึ่งรู้เส้นทาง จุดเปราะบาง และข้อจำกัดของพื้นที่ ต้องได้รับข้อมูลและการสนับสนุนจากส่วนกลางอย่างเพียงพอ
ในด้านการลงทุน ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์เสนอให้มองการจัดการน้ำในระดับลุ่มน้ำ เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานสีเทา โครงสร้างสีเขียว และมาตรการที่ไม่ใช่โครงสร้าง รวมถึงเครื่องมือทางการเงินและประกันภัย พร้อมพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานแบบ Dual-use ที่ใช้ประโยชน์ได้ทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤต
ทั้งนี้เรื่องของน้ำ ให้ยกระดับการปรับตัวเป็นวาระแห่งชาติ และพิจารณาการลงทุนป้องกันควบคู่กับงบประมาณซ่อมแซมความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำ เพราะผลกระทบต่อผู้ประสบภัยครอบคลุมทั้งทรัพย์สินที่สูญเสีย ค่าใช้จ่ายในการฟื้นตัว และรายได้ที่หยุดชะงัก
สำหรับการขับเคลื่อนทั้ง 3 วาระ ผลการหารือเตรียมนำไปสรุปเป็น White Paper เสนอต่อภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณานโยบายและกลไกสนับสนุน Inclusive Green Transition พร้อมเชื่อมเครือข่ายภาคธุรกิจและความร่วมมือระดับภูมิภาค
“บทเรียนจากสระบุรีจึงเป็นจุดตั้งต้นของการถอดวิธีทำงานร่วมกัน ทั้งการกำหนดปัญหาจากพื้นที่ การหาพันธมิตร และการปลดข้อจำกัด ก่อนนำไปปรับใช้กับจังหวัดหรืออุตสาหกรรมอื่นตามบริบท เป้าหมายต่อจากเวทีคือทำให้ข้อเสนอเหล่านี้นำไปสู่การเข้าถึงพลังงานสะอาด โอกาสของผู้ประกอบการรายเล็ก และความพร้อมรับมือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่” ธรรมศักดิ์กล่าวในท้ายที่สุด
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม




