มิถุนายน 25,2026… AIS เปิดผลวิจัยผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ปี 2569 จากโครงการ Green Energy Green Network for THAIs สร้างมูลค่าผลกระทบทางสังคมรวม 33.88 ล้านบาท จากมูลค่าการลงทุน 24.89 ล้านบาท หรือคิดเป็นผลตอบแทนทางสังคม 1.36 เท่า ปลดล็อกข้อจำกัดสู่โอกาสทางการศึกษา การแพทย์ และการท่องเที่ยวชุมชน พร้อมเปลี่ยนวิธีคิดเด็กไทยให้กล้าฝันไกลในโลกกว้าง
“แล้วหนูเป็นอะไรได้เหรอ!?”
เป็นคำถามที่สะท้อนว่า เด็กบนพื้นที่สูงจำนวนมากยังไม่รู้ว่าตัวเองมีทางเลือกอะไรในชีวิตได้บ้าง เพราะในอดีตพวกเขาไม่เคยเห็นโลกภายนอกและไม่เคยรับรู้ถึงโอกาสที่มีอยู่เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่ห่างไกล ขาดแคลนทั้งไฟฟ้าและสัญญาณการสื่อสาร การใช้ชีวิตจึงวนเวียนอยู่กับอาชีพเกษตรกรรมดั้งเดิมตามที่ครอบครัวเคยทำมา
แต่หลังจากที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ร่วมมือกับ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) (สวพส.) ดำเนินโครงการ “Green Energy Green Network for THAIs” นำสถานีฐานโทรคมนาคมพลังงานสะอาด (โซลาร์เซลล์) เข้าไปติดตั้งในพื้นที่ห่างไกล ที่เป็นพื้นที่สูง ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง สิ่งที่เกิดขึ้นคือโลกทัศน์ของเด็ก ๆ และคนในชุมชนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และพลังงานสะอาดไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่กำลังทำหน้าที่เชื่อมต่อชีวิต ความหวัง และอนาคตของคนไทยในพื้นที่สูงให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ สู่โอกาสที่เท่าเทียม

สายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กร AIS เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ AIS ดำเนินโครงการ Green Energy Green Network for THAIs ร่วมกับพันธมิตร ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในหลายชุมชน จากพื้นที่ที่ขาดทั้งไฟฟ้าและสัญญาณสื่อสาร สู่พื้นที่ที่ผู้คนสามารถเข้าถึงการศึกษา การรักษาพยาบาล และสร้างรายได้ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้
“วันนี้ผลการวิจัยได้เข้ามาช่วยยืนยันสิ่งที่เราเชื่อมาตลอดว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดไม่ได้สร้างเพียงการเชื่อมต่อ แต่สามารถสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง ความสำเร็จของการพัฒนาไม่ได้วัดจากการเข้าถึงสัญญาณเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากจำนวนโอกาสที่ถูกสร้างขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอนาคตที่กว้างขึ้นของผู้คน เพราะเมื่อคนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสได้อย่างเท่าเทียม นั่นคือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยแท้จริง”
สายชล กล่าวต่อเนื่อง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน คือ ชุมชนบ้านแม่โขง จังหวัดเชียงใหม่ ที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประชาสัมพันธ์ “น้ำตกห้วยน้ำเย็น” จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้กับชุมชนกว่า 2.5 ล้านบาทในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสามารถเปลี่ยนการเชื่อมต่อให้กลายเป็นโอกาสได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ชุมชนมอโก้โพคี จังหวัดตาก สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาต่อยอดการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างโอกาสทางรายได้และลดข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ที่เคยเป็นอุปสรรคของชุมชนบนพื้นที่สูง ชุมชนยังสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ผ่านระบบ E-Learning และห้องสมุดดิจิทัล การใช้ Telemedicine และการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน ตลอดจนการสนับสนุนการเฝ้าระวังไฟป่า การแจ้งเตือนภัย และการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งล้วนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจากการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการสื่อสาร
ปัจจุบันโครงการนี้ได้ขยายการดูแลครอบคลุมแล้วถึง 8 ชุมชน ใน 5 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ลำพูน และตาก เข้าถึงประชากรกว่า 3,520 คน จาก 918 ครัวเรือน
พร้อมกันนี้ AIS ใช้เสาสัญญาณโทรศัพท์เป็นฐานสำคัญในการติดตั้งระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับไฟป่าอัจฉริยะ ระบบแจ้งเตือนเหตุผิดปกติแบบเรียลไทม์ และการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดข้อมูลอุตุนิยมวิทยา เพื่อสนับสนุนการติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ ฝุ่น PM2.5 และภัยแล้ง อันจะนำไปสู่การยกระดับบทบาทของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ที่จับต้องได้ AIS ได้จับมือกับนักวิจัยและคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ เปิดผลการศึกษาวิจัย “การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI)” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) โดยตัวเลขเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า โครงการดังกล่าวสามารถสร้างมูลค่าผลกระทบทางสังคมรวมได้สูงถึง 33.88 ล้านบาท จากมูลค่าการลงทุน 24.89 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนทางสังคมสูงถึง 1.36 เท่า นั่นหมายความว่าทุก ๆ 1 บาทที่ลงทุนไป สามารถเปลี่ยนเป็นคุณค่าคืนกลับสู่สังคมและชุมชนได้มากกว่าเดิม
“สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างทีมงาน นักวิจัย และที่สำคัญที่สุดคือผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ในการใช้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลดพื้นที่การเผาป่า ลดการปลูกข้าวโพด หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และทำให้ชาวบ้านเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว”

ในเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่าง AIS อาจารย์ นักวิจัย และตัวแทนชุมชนบ้านแม่โขง ได้ระบุถึงมิติความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดที่สุดคือด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวชุมชน ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านไม่มีรายได้เสริมเลย ทว่าเมื่อมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยในการสื่อสารและการโปรโมทผ่านโซเชียลมีเดีย จึงเกิดการยกระดับเปิดบ้านพักรับนักท่องเที่ยวในรูปแบบที่พักบ้านชุมชน มีการกำหนดมาตรฐานราคาเดียวกัน เช่น 350 บาทต่อหัวรวมอาหาร 3 มื้อ ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาชมธรรมชาติและน้ำตก ส่งผลให้ชาวบ้านบางครัวเรือนสามารถสร้างรายได้สูงถึง 2,000 – 3,000 บาทต่อคืน
อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนธุรกิจท่องเที่ยวชุมชนบนพื้นที่สูงยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะข้อจำกัดเรื่องการคมนาคมที่ยากลำบาก เส้นทางขึ้นลงภูเขาที่สูงชันและอันตราย ความพร้อมในการรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติไม่ให้ถูกทำลายจากการท่องเที่ยว ซึ่งชุมชนต้องอาศัยอินเทอร์เน็ตในการบริหารจัดการคิว จองที่พัก และประสานงาน เพื่อให้การท่องเที่ยวเติบโตได้อย่างเป็นระบบและไม่สูญเสียอัตลักษณ์ดั้งเดิม

จากการเปิดประตูสู่โลกกว้างทางดิจิทัลนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุปสรรคในการดำรงชีวิตและการทำมาหากินของชาวบ้านเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเชิงบวกที่ลึกซึ้งไปถึงระดับจิตใจและกรอบความคิดของเยาวชนรุ่นใหม่ในพื้นที่ห่างไกล ปิดท้ายด้วยประโยคแสนประทับใจตอบคำถามตอนต้นว่า
“หนูอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์”
เป็นคำตอบที่เกิดขึ้น หลังจากเด็ก ๆ บนดอยเริ่มเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ได้เรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ และมองเห็นโลกภายนอกที่กว้างใหญ่มากขึ้น จนทำให้พวกเขากล้าที่จะคิดออกนอกกรอบจากอาชีพเดิม ๆ ที่เคยคุ้นเคยในอดีต
จากเด็กที่ไม่เคยรู้ว่าตนเองสามารถเป็นอะไรได้บ้างในสังคม วันนี้แสงสว่างจากพลังงานสะอาดและสัญญาณดิจิทัลอัจฉริยะของ AIS ได้ช่วยจุดประกายความฝันอันยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นจริง ยืนยันว่าศักยภาพของคนบนพื้นที่สูงนั้นมีไม่ต่างจากคนในเมืองใหญ่ เพียงแค่ได้รับ “เครื่องมือ” และ “โอกาส” ที่เพียบพร้อมและเท่าเทียมกันเท่านั้น
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



