มิถุนายน 10,2026…WHA Group เดินหน้าฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม WHA Eastern Seaboard Industrial Estate 2 (WHA ESIE 2) จังหวัดชลบุรี ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พัฒนาโมเดล Nature-based Solutions เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ควบคู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้า No Net Loss ภายในปี 2030 และ Nature Positive ภายในปี 2050
WHA Group เดินหน้าขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจสีเขียวภายใต้ยุทธศาสตร์ “กรีนต้องกินได้” ของจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการลดคาร์บอนและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 2030 ในการเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 1,222 เมกะวัตต์ เพิ่มปริมาณจัดการน้ำระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร และเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คัน
นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนในการจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการศึกษาเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคต อาทิ โรงไฟฟ้า SMR กรีนไฮโดรเจน และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) เพื่อมุ่งสู่พันธกิจการสร้างผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact) ภายในปี 2050

ด้านการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า
“WHA เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายแรกของไทยที่นำแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) มาดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งเป้าหมายไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวมภายในปี 2573 และบรรลุผลกระทบเชิงบวกสุทธิทางชีวภาพภายในปี 2593 ผ่านการร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในโครงการนำร่องประยุกต์ใช้ Nature-based Solutions สำรวจและฟื้นฟูระบบนิเวศรวมถึงความสมบูรณ์ของดิน ซึ่งตั้งเป้าขยายพื้นที่ดำเนินงานจาก 150 ไร่ใน 3 นิคมฯ ในปี 2568 เพิ่มเป็น 233 ไร่ ครอบคลุม 8 นิคมอุตสาหกรรมภายในปี 2569 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน”

Biodiversity ไม่ใช่ CSR
แต่คือความเสี่ยงทางธุรกิจแห่งอนาคต
ณัฐพรรษ ตันบุญเอก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) กลุ่ม WHA กล่าวว่า ปัจจุบันความหลากหลายทางชีวภาพกำลังกลายเป็นประเด็นเชิงกลยุทธ์ที่ภาคธุรกิจไม่สามารถมองข้ามได้ เพราะธรรมชาติเป็นรากฐานของห่วงโซ่อุปทาน และความเสี่ยงด้านธรรมชาติ (Nature Risk) ก็กำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจไม่ต่างจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ

WHA จึงกำหนดเป้าหมายด้าน Biodiversity ไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่นโยบาย No Gross Deforestation การมุ่งสู่ No Net Loss ภายในปี 2030 และ Nature Positive ภายในปี 2050 โดยมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
“หลายคนอาจมองว่าโลจิสติกส์หรือการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอยู่ห่างจากเรื่องป่าไม้ แต่จริง ๆ แล้วธรรมชาติคือฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด และความเสี่ยงของธรรมชาติก็คือความเสี่ยงของธุรกิจเช่นกัน”

พื้นที่ฟื้นฟูใน WHA ESIE 2 เริ่มแสดงสัญญาณเชิงบวกหลังการฟื้นฟูเพียงไม่กี่ปี โดยพบการกลับมาของนกกว่า 37 ชนิด รวมถึงสัตว์ป่าบางชนิด เช่น กวางและหมูป่า สะท้อนให้เห็นว่าระบบนิเวศสามารถฟื้นตัวได้เมื่อได้รับการออกแบบและดูแลอย่างเหมาะสม
จากการปลูกต้นไม้
สู่การฟื้นฟูระบบนิเวศทั้งผืน
สมิทธิ หาเรือนพืชน์ Chief Nature-Based Solutions Officer มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ อธิบายว่า การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพไม่ใช่การปลูกต้นไม้ให้ครบจำนวนตามข้อกำหนด แต่คือการฟื้นคืน “ระบบนิเวศ” ให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

พื้นที่ WHA ESIE 2 เดิมเป็นพื้นที่เกษตรกรรมเสื่อมโทรม ไม่ใช่ป่าธรรมชาติสมบูรณ์ การฟื้นฟูจึงเริ่มตั้งแต่การสำรวจคุณภาพดิน การเลือกใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่น การลดการใช้สารเคมี และการเก็บข้อมูลฐาน (Baseline Data) ทั้งด้านพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ในดิน เพื่อใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
ในอนาคตยังมีแผนนำเทคโนโลยีอย่าง Acoustic Monitoring, Camera Trap และ eDNA เข้ามาใช้ติดตามความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ

“เราไม่ได้ต้องการแค่พื้นที่สีเขียว แต่ต้องการระบบนิเวศที่มีชีวิต มีแมลง มีนก มีสัตว์ป่า มีจุลินทรีย์ในดิน และมีความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตกลับคืนมา นั่นคือความหมายของ Biodiversity ที่แท้จริง”
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด OECM (Other Effective Area-Based Conservation Measures) หรือพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการฟื้นฟูธรรมชาติและช่วยเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศนอกเหนือจากอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

เส้นทางศึกษาธรรมชาติในนิคมอุตสาหกรรม
บทเรียนที่มากกว่าการปลูกต้นไม้
หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการลงพื้นที่ WHA ESIE 2 คือการเดินสำรวจเส้นทางธรรมชาติภายในพื้นที่ฟื้นฟู ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความหลากหลายทางชีวภาพไม่ได้วัดจากจำนวนต้นไม้เพียงอย่างเดียว
ระหว่างเส้นทางพบร่องรอยสัตว์ป่า รอยเท้าหมูป่า มดแดง พืชพื้นล่าง และโครงสร้างป่าหลายระดับชั้น ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ต่างจากการปลูกป่าเชิงเดี่ยวที่อาจมีต้นไม้จำนวนมากแต่ขาดสิ่งมีชีวิตอื่นเข้ามาอาศัย

ทีมงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ อธิบายถึงแนวคิด “ป่าแม่” หรือพื้นที่ที่ยังคงสภาพธรรมชาติเดิมไว้มากที่สุด เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการฟื้นฟูพื้นที่โดยรอบ พร้อมชี้ให้เห็นว่า ธรรมชาติไม่ได้ฟื้นตัวจากการปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในระบบนิเวศ
พื้นที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สีเขียวของนิคมอุตสาหกรรม แต่กำลังถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน Biodiversity และ Nature-based Solutions สำหรับชุมชน โรงเรียน และภาคธุรกิจในอนาคต เพื่อแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมกับการฟื้นฟูธรรมชาติสามารถเดินไปพร้อมกันได้ หากมีการออกแบบและบริหารจัดการบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงระบบ
สำหรับ WHA ESIE 2 บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่จำนวนต้นไม้ที่ปลูกได้ แต่คือการพิสูจน์ว่าพื้นที่อุตสาหกรรมก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูธรรมชาติ และอาจกลายเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนเป้าหมาย Nature Positive ของภาคเอกชนไทยในอนาคตได้เช่นกัน




