Natural Capital Economy เศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับทุนธรรมชาติ เชื่อมโยง Biodiversity ระบบนิเวศ การเงิน และการเติบโตอย่างยั่งยืน | SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand Natural Capital Economy เศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับทุนธรรมชาติ เชื่อมโยง Biodiversity ระบบนิเวศ การเงิน และการเติบโตอย่างยั่งยืน | SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

Natural Capital Economy ม.ล.ดิศปนัดดา ชี้ “ต้นทุนของการไม่ลงมือทำ” คือความเสี่ยงใหญ่ของธุรกิจไทย

พร้อมเสนอรวมธรรมชาติเข้ากับตลาดทุน

กรกฎาคม 10,2026…เมื่อวิกฤต ‘โลกเดือด’ ขยับสู่ยุค ‘ระบบนิเวศล่มสลาย’ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ชวนภาคธุรกิจไทยปฏิวัติกรอบคิดเดิม ก้าวข้ามคำว่า “ค่าใช้จ่าย” สู่การนับรวม “ต้นทุนธรรมชาติ” เข้าในสมการบัญชี พร้อมกางโมเดลเปลี่ยนผืนป่าชุมชนให้เป็นสินทรัพย์ในตลาดทุน เพื่อส่งคืนรายได้ตรงถึงมือชุมชนผู้ดูแลป่า 50% อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความตื่นตัวของเวทีโลกต่อประเด็นความยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เปิดมุมมองสำคัญในหัวข้อ “Natural Capital Economy รวมธรรมชาติเข้ากับตลาดทุน” โดยเริ่มต้นด้วยการตอกย้ำสโลแกนอมตะที่เป็นรากฐานการพัฒนาของมูลนิธิฯ คือคำว่า “คนหิวป่าหาย” เป็นความจริงที่ยังคงใช้ได้ในทุกยุคสมัย

“ตราบใดก็ตามที่คนในชุมชนท้องถิ่นยังไม่สามารถเข้าถึงรายได้ที่มั่นคงและไม่มีกำลังพอที่จะลงทุนในอนาคตเพื่อลูกหลานของพวกเขา การจะเรียกร้องให้พวกเขารักษารักษาผืนป่านั้นแทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากวิถีชีวิตของคนเมืองและคนในป่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยคนส่วนใหญ่ในสังคมเมืองไม่ได้พึ่งพิงผลผลิตและทรัพยากรจากผืนป่าโดยตรงเหมือนชุมชนท้องถิ่น ทำให้ความตระหนักรู้และการเผชิญหน้ากับความสูญเสียทางธรรมชาติตั้นมีช่องว่างที่ห่างกันอย่างน่าวิตก”

เมื่อวิเคราะห์ถึงโครงสร้างของโลกในปัจจุบัน หม่อมหลวงดิศปนัดดาได้สะท้อนภาพความเข้าใจผิดของสังคมที่มักจะให้ความสำคัญและจัดวางลำดับความสำคัญให้กับ “วงจรเศรษฐกิจ” มาเป็นอันดับ1เหนือสิ่งอื่นใด ทว่าในความเป็นจริงแล้ว รูปแบบที่ถูกต้องและยั่งยืนคือการยอมรับว่า “วงสิ่งแวดล้อม” คือวงกลมที่ใหญ่ที่สุดและเป็นรากฐานค้ำจุนทุกสรรพสิ่งตามมาด้วยวงสังคม และวงเศรษฐกิจที่เป็นเพียงฟันเฟืองย่อยที่อยู่ภายในสุด

“หากระบบนิเวศและธรรมชาติถูกทำลายจนล่มสลายลง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นโดมิโน่ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อทั้งโครงสร้างสังคมและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ดังนั้น การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในยุคใหม่ จึงต้องปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตักตวงทรัพยากร มาเป็นการรวมต้นทุนทางธรรมชาติเข้าสู่วงจรการลงทุนอย่างเป็นระบบ

หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวต่อเนื่องถึงสถานการณ์วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมในระดับโลกได้รับการอธิบายผ่านตัวเลขทางสถิติที่น่าสะพรึงกลัว โดยหากย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1971 มนุษยชาติเคยใช้ทรัพยากรธรรมชาติอยู่ในเกณฑ์ที่พอดีกับศักยภาพการฟื้นฟูตัวเองของโลกในรอบหนึ่งปี แต่ในปัจจุบันด้วยอัตราการบริโภคที่เกินขีดจำกัด ส่งผลให้วัน Earth Overshoot Day หรือวันที่เราใช้ทรัพยากรโควตาของทั้งปีหมดลง ขยับมาอยู่ภายในช่วงเพียง 7 เดือนแรกของปีเท่านั้น

“หมายความว่าทุกวันนี้ มนุษย์เรากำลังใช้ทรัพยากรเทียบเท่ากับโลกจำนวนถึง 1.8 ใบ และในอีก 5 เดือนที่เหลือของปี เรากำลังทำพฤติกรรมที่เสมือนเป็นการ “ปล้น” ทรัพยากรและอนาคตไปจากลูกหลาน ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity ซึ่งถือเป็นฐานรากที่แท้จริงของการดำรงชีวิตกำลังดิ่งลงอย่างน่าวิตก และหากไม่มีการลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ระบบนิเวศจะส่งผลกระทบสะท้อนกลับมาทำลายคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างรุนแรงและมีนัยสำคัญภายในเวลาไม่เกิน 50 ปีข้างหน้า”

ในเชิงตัวเลขเศรษฐศาสตร์ มูลค่าของสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศที่มีต่อโลกนั้นสูงล้ำถึงประมาณ 125 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และมากกว่า 55% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ของโลก ล้วนต้องพึ่งพิงและอิงอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติโดยตรง สำหรับบริบทของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม มีสัดส่วนของประชากรที่เป็นเกษตรกรสูงถึง 33% ของประชากรทั้งหมด แต่กลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วน GDP เพียง 10% เท่านั้น

“ตัวเลขนี้สะท้อนความเปราะบางอย่างยิ่งยวด เพราะหากธรรมชาติและสภาพภูมิอากาศเสื่อมโทรมลง กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนและรุนแรงที่สุด ความยากจนจะทวีความรุนแรงขึ้น และสุดท้ายภาระในการดูแล เยียวยา และฟื้นฟูความเสียหายทั้งหมดนี้ ก็จะตกมาเป็นหน้าที่ของภาครัฐและผู้เสียภาษีทุกคนในประเทศอย่างไม่อาจปฏิเสธได้”

เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน หม่อมหลวงดิศปนัดดาได้เสนอแนวทางปฏิบัติและบทบาทหน้าที่ของ 3 ภาคส่วนหลัก

ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องร่วมส่งเสริม พัฒนา และแสดงความขอบคุณชุมชนเหล่านี้ในฐานะผู้อนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติอย่างแท้จริง

ในส่วนของการลงมือปฏิบัติที่เป็นต้นแบบความสำเร็จ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ขับเคลื่อน โครงการคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ (Nature-based Carbon Credit) มาเป็นเวลาร่วม 10 ปี จนปัจจุบันสามารถสร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตจากธรรมชาติได้สูงถึงประมาณ 400,000 ตัน ซึ่งถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อตอบรับกับเทคโนโลยียุคใหม่ มูลนิธิฯ ได้พัฒนาการซื้อขายในรูปแบบ Utility Token เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงและร่วมเป็นเจ้าของคาร์บอนเครดิตได้ง่ายยิ่งขึ้นผ่านแพลตฟอร์มในชีวิตประจำวัน เช่น TrueMoney โดยมีจุดเด่นอยู่ที่โครงสร้างความโปร่งใส ซึ่งรายได้จำนวนร้อยละ 50 จากการขายจะถูกส่งตรงกลับไปยังชุมชนในพื้นที่ เพื่อใช้เป็นงบประมาณในการดูแลรักษาผืนป่าที่เป็นต้นกำเนิดของคาร์บอนเครดิตนั้นๆ ทำให้นักลงทุนหรือผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้อย่างชัดเจนว่าเงินถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร

“ปัจจุบันยังคงขยายการดูแลป่าชุมชนไปแล้วกว่า 300,000 ไร่ ใน 13 จังหวัด ครอบคลุมกว่า 290 ชุมชน และตั้งเป้าจะขยายสู่ 400,000 ไร่ 350 ชุมชนในปีนี้ โดยมีกลไกตรวจสอบความโปร่งใสทางการเงินผ่านสถาบันชั้นนำระดับโลกและนักบัญชีอาสาปีละ 2 ครั้ง พร้อมระบุเงื่อนไขให้ชุมชนร่วมลงคะแนนโหวตเกิน 70% ในการอนุมัติใช้วงเงินพัฒนา”

อย่างไรก็ดี หม่อมหลวงดิศปนัดดาได้เน้นย้ำว่า โครงการคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงบันไดขั้นแรกหรือจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้สังคมและภาคธุรกิจมองเห็นว่าผืนป่านั้นมีมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจ แต่เป้าหมายที่แท้จริงและสำคัญยิ่งกว่าในระยะยาวคือการก้าวข้ามเรื่องคาร์บอนไปสู่ “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity)

“เนื่องจากวิกฤตการณ์ระบบนิเวศไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเพียงการปลูกต้นไม้เชิงเดี่ยวหรือพืชไม่กี่สายพันธุ์เพื่อมุ่งเน้นสิทธิ์ในการดูดซับคาร์บอนเท่านั้น แต่ป่าไม้ที่สมบูรณ์จะต้องเป็นบ้านและแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย โดยเกณฑ์การวัดผลสำเร็จในอนาคตจะต้องเปลี่ยนจากการนับจำนวนต้นไม้หรือปริมาณตันของคาร์บอน มาเป็นการตรวจวัดการเพิ่มขึ้นของปริมาณนก สัตว์ป่า และแมลงนานาชนิด ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศที่แท้จริง”

หม่อมหลวงดิศปนัดดากล่าวต่อเนื่อง สำหรับภาคธุรกิจและการบัญชียุคใหม่ การปรับตัวให้เท่าทันต่อกระแสโลกถือเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยองค์กรธุรกิจต่างๆ จะต้องเลิกมองว่าต้นทุนทางธรรมชาติและการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเพียง “ค่าใช้จ่ายส่วนเกิน” ที่แยกออกจากงบประมาณหลัก แต่ในทางตรงกันข้าม บริษัทควรคิดค้นกลไกและวิธีการในการบันทึกงบประมาณสำหรับการดูแลชุมชนและการฟื้นฟูธรรมชาติลงในบัญชีหลักของบริษัท (Book in Corporate Accounting)

“กฎเกณฑ์และกติกาการค้าระหว่างประเทศในอนาคตอันใกล้จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และจะถูกบังคับด้วยมาตรการทางกฎหมายและภาษีที่บีบให้ทุกบริษัทต้องทำการประเมินและวัดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเหล่านี้อยู่ดี การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด”

หม่อมหลวงดิศปนัดดาได้ฝากแง่คิดสำคัญให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคนเกี่ยวกับทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรว่า

“เราอาจจะมองเม็ดเงินที่ใช้ในการฟื้นฟูธรรมชาติเป็นได้ทั้ง “ค่าใช้จ่าย” หรือ “งบลงทุน” ก็ได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทุกองค์กรและทุกคนต้องนำกลับมาตระหนักและพิจารณาอย่างจริงจังคือ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลยในวันนี้ เพราะหากเรานิ่งเฉยและปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปจนถึงวันที่เกิดวิกฤตขั้นรุนแรง เม็ดเงินที่ต้องจ่ายออกไปเพื่อแก้ไขและเยียวยาปัญหานั้นจะทวีคูณมากกว่ามูลค่าการลงทุนในปัจจุบันอย่างมหาศาล”