ตุลาคม 31,2026…ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี มองว่าเศรษฐกิจปี 2570 ธุรกิจยังเผชิญพลังงานแพง ภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า และกำลังผลิตส่วนเกินจากจีน ขณะที่ AI ขับเคลื่อนการเติบโตที่แตกต่างกันระหว่างอุตสาหกรรม เอสซีจีเดินหน้าเพิ่มความแข็งแกร่งธุรกิจ ผนึก GC x SCGC ,ปรับวัตถุดิบในเวียดนาม ,ขยายซีเมนต์คาร์บอนต่ำ พร้อมใช้ AI & Robotics เพิ่มประสิทธิภาพและลดหนี้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม แม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการกีดกันทางการค้ายังไม่คลี่คลาย การสร้างความสามารถในการแข่งขันจึงต้องดำเนินต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้โอกาสจากอาเซียนซึ่งยังเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโต
แผนรับมือของเอสซีจีมุ่งสามด้าน ได้แก่ เพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจ ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานในอาเซียน และเสริมความเข้มแข็งทางการเงิน โดยมีทั้งโครงการปรับโครงสร้างธุรกิจ การเปลี่ยนวัตถุดิบ การขยายผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน
ปี 2570 ฟื้นตัวต่างจังหวะ
พลังงาน–สินค้าจีนยังกดดัน
ธรรมศักดิ์มองว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคาพลังงานยังอาจได้รับแรงหนุนจากความต้องการเติมน้ำมันกลับเข้าสู่คลังสำรองทางยุทธศาสตร์ หากความขัดแย้งยังไม่ยุติ ความผันผวนก็จะเป็นอีกปัจจัยที่ธุรกิจต้องติดตาม
เช่นเดียวกับการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มดำเนินต่อไป โดยประเมินว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ อาจไม่ได้เปลี่ยนทิศทางดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากแนวทางนี้มีแรงสนับสนุนจากทั้งสองพรรค
อีกแรงกดดันคือกำลังการผลิตส่วนเกินของจีน ซึ่งทำให้สินค้าไหลเข้าสู่อาเซียน ยุโรป และตลาดอื่นทั่วโลก ธรรมศักดิ์ประเมินว่าปัญหานี้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการคลี่คลาย จึงยังเป็นเงื่อนไขสำคัญของการแข่งขันด้านราคา
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบ K-shape โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เติบโตได้สูง ส่วนธุรกิจนอกกลุ่มอาจฟื้นตัวช้ากว่า สำหรับเอสซีจี การมีฐานธุรกิจในอาเซียนซึ่งยังเติบโตจึงเป็นโอกาสที่ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์
ด้านการเงิน เขาตั้งข้อสังเกตว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำจะอยู่ได้นานเพียงใด พร้อมประเมินว่าเงินบาทอาจมีแนวโน้มอ่อนค่า แม้การอ่อนค่าจะมีด้านที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท แต่ยังต้องติดตามความผันผวนอย่างใกล้ชิด

เร่ง 3 โครงการหลัก
เพิ่มความสามารถแข่งขันจากโครงสร้างธุรกิจ
การรับมือของเอสซีจีเริ่มจากการเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจ โดยธรรมศักดิ์ระบุถึงสามโครงการสำคัญที่จะเร่งผลักดันในปี 2570
โครงการแรกคือ การผนึกพลังระหว่าง SCGC และ GC เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน โดยย้ำถึงการดำเนินการอย่างโปร่งใสและพิจารณาอย่างรอบด้าน ในคำอธิบายแผนรับมือ เขากล่าวถึงประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน หรือ Synergy ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นระดับบนของกรอบประมาณการ 150–200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีที่แสดงในสไลด์
โครงการที่สองคือ โครงการอีเทนในเวียดนาม เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน โดย CEO กล่าวถึงประโยชน์ที่คาดหวังประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งสองตัวเลขเป็นประมาณการประโยชน์ของโครงการ ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้วหรือจะรับรู้เต็มจำนวนทันทีในปี 2570
โครงการที่สามคือ การขยาย Low Carbon Cement Platform จากประเทศไทยสู่อาเซียน โดยเฉพาะเวียดนาม นำแนวทางธุรกิจซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่ดำเนินการในไทยไปต่อยอดในภูมิภาค
ทั้งสามโครงการสะท้อนการเพิ่มความสามารถแข่งขันผ่านการปรับโครงสร้างธุรกิจและต้นทุน ควบคู่กับการขยายตลาดผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ
AI ต้องเห็นผลทางธุรกิจ
พลังงานสะอาดต้องช่วยบริหารต้นทุน
อีกส่วนของแผนคือ ASEAN Optimization หรือการเพิ่มประสิทธิภาพฐานธุรกิจในอาเซียน ธรรมศักดิ์อธิบายถึงการรวมโรงงานขนาดเล็กเป็นโรงงานขนาดใหญ่ พร้อมนำ AI และ Robotics เข้าไปยกระดับการผลิต
“ที่เกิดขึ้นแล้วว่า ในช่วงครึ่งปีแรก AI สร้างประโยชน์ให้เอสซีจีกว่า 700 ล้านบาท โดยได้ให้ฝ่ายการเงินตรวจสอบเป็นรายโครงการเพื่อยืนยันผลที่เกิดขึ้น และบริษัทจะเดินหน้าขยายการใช้เทคโนโลยีต่อเนื่อง”
สำหรับต้นทุนพลังงานที่คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูง เอสซีจีจะเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ควบคู่กับการเปลี่ยนไปใช้พลังงานสีเขียวมากขึ้น การใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกจึงเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารต้นทุนและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ด้านฐานะการเงิน บริษัทจะลดหนี้ต่อเนื่องเพื่อเตรียมรับความไม่แน่นอนของต้นทุนทางการเงิน โดยมีเป้าหมายตามแผนที่นำเสนอให้ อัตราส่วนหนี้สุทธิต่อ EBITDA ต่ำกว่า 3.5 เท่า ซึ่งธรรมศักดิ์แสดงความมั่นใจว่าจะสามารถเดินหน้าได้ตามเป้าหมาย

แผนปี 2570 ของเอสซีจีจึงวางทั้งการปรับธุรกิจ การลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพ และการลดภาระหนี้ไว้ในทิศทางเดียวกัน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่โอกาสเติบโตยังมีอยู่ แต่กระจายตัวแตกต่างกันมากขึ้นระหว่างธุรกิจและอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือนของปี 2569 โดย Adjusted Cash EBITDA 9 เดือนอยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



