ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC และ ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC และ ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC

GC x SCGC ตั้งเป้าติด Top 10 โลก ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุด

ตอบโจทย์ Resilience – Decarbonization – Just Transition

ตุลาคม 30,2026…ณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GC และ ศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ SCGC เผยบริษัทร่วมทุนที่จัดตั้งใหม่จะมีกำลังการผลิตโอเลฟินส์รวมประมาณ 7.1 ล้านตันต่อปี พิจารณาจากกำลังการผลิต พร้อมเป็นผู้นำในภูมิภาคอาเซียน คาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และทยอยรับรู้ประโยชน์ดังกล่าวได้เต็มที่ภายในประมาณ 3 ปี วางโครงสร้างถือหุ้น GC 56% และ SCGC 44% โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จในครึ่งหลังปี 2570 ภายใต้เงื่อนไขการอนุมัติที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้ง การร่วมมือครั้งนี้เป็นการดึงจุดแข็งตลอดห่วงโซ่อุปทาน มุ่งต่อยอดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (HVA) พร้อมตอบโจทย์ทั้ง

Industrial Resilience เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

เร่งการลดคาร์บอน (Decarbonization)

Just Transition เพื่อขับเคลื่อนแรงงาน ชุมชน และผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกันอย่างยั่งยืน

การรวมธุรกิจ GC และ SCGC เป็นการนำจุดแข็งที่แตกต่างกันมาเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดย GC มีความได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ ทั้งแนฟทา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โพรเพน และอีเทน รวมถึงการเชื่อมโยงกับธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ขณะที่ SCGC มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products: HVA) ผ่านศูนย์นวัตกรรม i2P Center (Ideas to Products)

ณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า การผนึกกำลังครั้งนี้มุ่งต่อยอดมาบตาพุด ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศไทย สู่ศูนย์กลางการผลิตปิโตรเคมีของอาเซียน

“เราเชื่อมโยงฐานการผลิตเข้ากับความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้ง GC และ SCGC เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมปลายน้ำ สนับสนุนผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งในประเทศและตลาดส่งออก”

ศักดิ์ชัย ระบุว่า การผสานความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ ฐานการผลิต เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะช่วยให้ธุรกิจรับมือความท้าทายและความผันผวนของตลาดโลกได้ดีขึ้น พร้อมยกระดับประเทศไทยเป็นศูนย์กลางปิโตรเคมีของภูมิภาค

CEO ทั้งสองเห็นว่า ในมุม Industrial Resilience การผนึกกำลังครั้งนี้จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มขนาดกำลังผลิตเท่านั้น แต่เป็นความพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นด้านวัตถุดิบ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ และขยายสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เพื่อลดแรงกดดันจากการแข่งขันด้านต้นทุนและตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

นอกเหนือจากประสิทธิภาพทางธุรกิจ การเชื่อมโยงฐานการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานยังเปิดโอกาสให้ GC และ SCGC พิจารณาการจัดการพลังงานและทรัพยากรร่วมกัน ซึ่งอาจต่อยอดสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวยังต้องมีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้

“เราทำคู่กันแน่นอนครับ เพราะต่างฝ่ายต่างเน้นเรื่องความยั่งยืนอยู่แล้ว เราก็จะเอาฐานความรู้ที่เราทำแยกกันมาแบ่งปันกัน และที่สำคัญคือ เรามีโครงการของกลุ่ม ปตท. ที่ดูเรื่องการกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว อันนั้นทำในภาพใหญ่ของกลุ่ม ปตท. ซึ่งบริษัทร่วมทุนนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ถ้าเราลดกันแล้ว ยังมีคาร์บอนเหลือ ก็ดักจับ” ณะรงค์ศักดิ์กล่าว

อีกมิติที่ผู้บริหารให้ความสำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านที่ต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งแรงงาน ชุมชน และผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมที่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน

“นอกเหนือจากเรื่อง Decarbonization ที่คุณณะรงค์ศักดิ์กล่าวแล้ว เรื่อง Just Transition เรื่องของการดูแลผลประโยชน์ทั้งชุมชน ทั้งผู้ประกอบการต่าง ๆ อันนี้จริง ๆ เป็นเป้าหมายของเราอยู่แล้ว เราส่งเสริม SMEs เราอยากให้ธุรกิจปลายน้ำมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น ธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำต้องไปด้วยกัน”

ศักดิ์ชัยย้ำว่า

“เราไม่สามารถโตได้หรือแข็งแรงได้ด้วยตัวเราเอง ถ้าธุรกิจปลายน้ำไม่แข็งแรง เพราะฉะนั้น การนำโครงการต่าง ๆ ที่เราทำอยู่ ไม่ว่าผ่านทางสภาอุตสาหกรรม หอการค้าฯ หรือแม้แต่ที่ SCGC ทำโดยตรง โครงการเหล่านี้ทาง GC ก็มีเหมือนกัน ต้องมาร่วมกันดู เราก็จะทำให้หลายโครงการสามารถขยายผล และมีผลในทางปฏิบัติได้มากขึ้น เร็วขึ้น”

เป้าหมายสำคัญของการผนึกกำลังครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการสร้างธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น แต่เป็นการสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้น แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยในเวทีโลก