เวที SET x SMU Climate Finance Forum แลกเปลี่ยนแนวทางการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ| SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand เวที SET x SMU Climate Finance Forum แลกเปลี่ยนแนวทางการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ| SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

Climate Finance จากเวที SET–SMU

เงินทุนพร้อมแค่ไหน เมื่อธุรกิจยังเปลี่ยนผ่านไม่ถึง?

ตุลาคม 22,2026… SET x SMU Climate Finance Forum เผยเมื่อเงินเพื่อรับมือโลกร้อนต้องเดินทางผ่านมากกว่าประตูธนาคาร ตั้งแต่การพัฒนาโครงการที่ลงทุนได้ การเติมเงินให้การปรับตัวต่อภัยภูมิอากาศ ไปจนถึงตลาดคาร์บอนและข้อมูล ESG ที่ตรวจสอบได้ เสียงจากธนาคารโลก ภาคการเงิน ผู้กำกับดูแล และภาคธุรกิจ สะท้อนโจทย์ร่วมว่า การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นจริงเมื่อธุรกิจรู้ว่าต้องปรับอะไร? เข้าถึงเครื่องมืออย่างไร? และเห็นผลตอบแทนจากการลงมือทำ

งาน SET x SMU Climate Finance Forum ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยร่วมกับ Singapore Management University ภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026 จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้เกี่ยวข้องไล่เรียงคำถามตั้งแต่ภาพใหญ่ของเงินลงทุน ไปจนถึงรายละเอียดที่ทำให้โครงการหนึ่งได้รับเงินทุน และสร้างผลลัพธ์ได้จริง

ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดประเด็น Climate Change ดร.อรศรัณย์ มนุอมร ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสภาคสถาบันการเงิน World Bank เรื่อง The Climate Finance Horizon : Trends,Capital Needs, and the Power of Carbon Pricing

ตามด้วย 2 เวที Climate Transition Finance: Low Carbon City for Climate Transition, Carbon Demand ,and Financial Innovation โดย ขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส World Bank เกรียงไกร โชคลาภทวี SVP Markets Solutions and Innovation Team,Global Markets Group ธนาคารกรุงไทย และ ลดาพร ขุณิกากรณ์ Regional Director,Climate Projects-APAC,South Pole

อีกเวทีคือ Enabling the Transition : Bridging Taxonomy,ESG Data ,and Innovation Sustainable Finance โดย สมัชชา พรหมศิริ Chief of Staff บมจ.แสนสิริ ปิยะวรรณ เข็มทองประดิษฐ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ทยากร จิตรกุลเดชา ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และศุภกร เอกชัยไพบูลย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

มีเงินให้ลงทุนแล้ว
แต่โครงการต้องพร้อมรับการเปลี่ยนผ่าน

ดร.เบญจรงค์ เปิดประเด็นว่า Climate Change สำหรับประเทศไทยมีความหมายกว้างกว่าเรื่องการลดคาร์บอน เพราะความเสียหายจากน้ำท่วมและสภาพอากาศรุนแรงกระทบทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทรัพย์สิน และการดำเนินธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจยังต้องรับแรงกดดันจากมาตรฐานการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM และ EUDR ซึ่งทำให้การยกระดับกระบวนการผลิตและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวพันกับโอกาสทางการตลาดมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านจึงเป็นการลงทุนเพื่อรับมือความเสี่ยงและรักษาความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน

ในมุมของเงินลงทุน ดร.เบญจรงค์กล่าวถึงความสนใจของผู้ลงทุนต่อตราสารและธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม แต่ความสนใจดังกล่าวมาพร้อมความต้องการข้อมูลที่ถูกต้อง และความกังวลต่อ Greenwashing คำถามจึงอยู่ที่ว่า ธุรกิจสามารถแสดงให้เห็นได้หรือไม่ว่าเงินที่ได้รับจะนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

ข้อสังเกตนี้ชวนมองช่องว่างระหว่างความสนใจลงทุนกับความพร้อมของโครงการ ตั้งแต่การกำหนดเป้าหมาย เลือกเทคโนโลยี ประเมินผลตอบแทน ไปจนถึงการจัดเตรียมข้อมูลเพื่อให้ผู้สนับสนุนทางการเงินพิจารณาได้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงวางบทบาทของตนเองให้ครอบคลุมการเป็น “ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน” หรือ Transition Enabler โดยเชื่อมการพัฒนาความรู้ เครื่องมือจัดการข้อมูล และกลไกตลาดเข้าด้วยกัน ผ่านโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น SETCarbon Platform ตลอดจนระบบประมูลคาร์บอนเครดิตที่อยู่ระหว่างการเตรียมการ

เมื่อมองจากเวทีนี้ บทบาทของตลาดทุนจึงเริ่มตั้งแต่ก่อนที่ธุรกิจจะเดินเข้ามาระดมทุน นั่นคือช่วยให้ธุรกิจเข้าใจสถานะของตนเอง วัดสิ่งที่ต้องปรับปรุงได้ และพัฒนาแผนที่มีข้อมูลรองรับ เพื่อให้ความตั้งใจด้านความยั่งยืนเดินต่อไปเป็นโครงการลงทุนได้

ลดคาร์บอนต้องเดินคู่การปรับตัว
ช่องว่าง Climate Finance ยังอยู่ตรงไหน

ดร.อรศรัณย์ อธิบายภาพจากธนาคารโลกช่วยขยายโจทย์ให้เห็นว่า แม้เงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้น แต่ยังมีช่องว่างทั้งในเชิงปริมาณและการกระจายเงินไปสู่กิจกรรมที่จำเป็น

การลงทุนด้านหนึ่งคือ Mitigation เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกหรือเพิ่มแหล่งดูดซับ เช่น พลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า และการฟื้นฟูป่า อีกด้านคือ Adaptation เพื่อรับมือผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วหรือหลีกเลี่ยงได้ยาก เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม การจัดการภัยแล้ง ระบบเตือนภัย และการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขต่อคลื่นความร้อน

สำหรับธุรกิจ ทั้งสองด้านเชื่อมกับความเสี่ยงคนละลักษณะ การลดคาร์บอนช่วยเตรียมพร้อมต่อกฎเกณฑ์และตลาดที่เปลี่ยนไป ส่วนการปรับตัวช่วยลดความเสียหายต่อสถานประกอบการ ทรัพย์สิน และห่วงโซ่อุปทาน

ดร.อรศรัณย์ ยกตัวอย่างเกษตรอัจฉริยะและการฟื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ทั้งสองด้าน พร้อมอ้างอิงรายงาน Thailand Country Climate and Development Report หรือ CCDR ว่า ไทยควรเพิ่มการลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศประมาณ 220,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างปี 2025–2050

ในจำนวนนี้ เป็นการลงทุนด้าน Adaptation ประมาณ 105,000 ล้านดอลลาร์ ด้าน Mitigation ประมาณ 96,000 ล้านดอลลาร์ และการลงทุนในภาคเกษตรและป่าไม้ที่ให้ประโยชน์ร่วมทั้งสองด้านอีกเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขดังกล่าวมาพร้อมข้อพิจารณาเรื่องต้นทุนของการไม่ลงทุน โดย ดร.อรศรัณย์ ระบุว่า หากขาดการลงทุนด้าน Adaptation อย่างเพียงพอ ผลกระทบจาก Climate Change อาจทำให้ GDP ไทยลดลงได้ 7–14% ภายในปี 2050 ตามการประเมินที่นำมาอ้างอิงบนเวที

แต่ในทางปฏิบัติ เงินลงทุนยังไหลเข้าสู่ Mitigation มากกว่า เพราะโครงการอย่างพลังงานสะอาดมีรายได้หรือการประหยัดต้นทุนที่เห็นได้ชัด ขณะที่การลงทุน Adaptation หลายประเภทให้ประโยชน์สาธารณะ จึงยังพึ่งพางบประมาณภาครัฐสูง โจทย์ที่ตามมาคือจะออกแบบโครงการและกลไกแบ่งปันความเสี่ยงอย่างไร เพื่อเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

ส่วน Carbon Pricing ถูกกำหนดจาก 3 กลไก คือ ภาษีคาร์บอน ระบบการซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และกลไกคาร์บอนเครดิตในภาคสมัครใจ จะสามารถช่วยส่งสัญญาณต้นทุนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กระตุ้นให้ธุรกิจลงทุนลดการปล่อย และสร้างรายได้ที่นำกลับไปสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดคือ

เช่น เงินกู้ การค้ำประกัน ตราสารหนี้ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐจึงต้องทำงานประกอบกัน โดยเฉพาะโครงการที่มีต้นทุนเริ่มต้นสูง หรือสร้างประโยชน์ซึ่งยังเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดได้ยาก

Low Carbon Cities
ทดลองต่อเงินทุน–การประหยัดพลังงาน–รายได้คาร์บอนเครดิต

จากภาพใหญ่ของเงินลงทุน เวทีเสวนาช่วงแรกพาผู้ฟังลงมาดูตัวอย่าง Low Carbon Cities and Carbon Market Development ซึ่งเชื่อมการปรับปรุงการใช้พลังงานในอาคารเข้ากับเงินทุนและตลาดคาร์บอน

แนวทางที่อธิบายบนเวทีเริ่มจากเงินกู้ธนาคารโลกวงเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐผ่าน EXIM Bank โดยมีความร่วมมือกับธนาคารกรุงไทยและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนบริษัทจัดการพลังงาน หรือ ESCO เข้าไปลงทุนในโครงการ เช่น โซลาร์รูฟท็อปและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน โดยเริ่มจากทรัพย์สินภาครัฐและพื้นที่นำร่อง

หัวใจสำคัญคือการรวมโครงการย่อยให้มีขนาดมากพอสำหรับการจัดการข้อมูล การขึ้นทะเบียน และการขายคาร์บอนเครดิต ช่วยลดภาระที่แต่ละโครงการต้องดำเนินการด้วยตนเองทั้งหมด

ขวัญพัฒน์ อธิบายที่มาของแนวคิดว่า ประเทศต้องรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่การใช้เงินภาษีสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านมีข้อจำกัด จึงต้องหาทางเชื่อมเงินจากตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศเข้ามาเป็นแรงจูงใจ

โครงการจึงมีทั้งมิติการลงทุนประหยัดพลังงาน และการสร้างระบบรองรับรายได้จากคาร์บอนเครดิต ตั้งแต่มาตรฐานโครงการ การตรวจวัด ไปจนถึงช่องทางขาย โดยข่าวประชาสัมพันธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า คาดว่าจะเริ่มประมูลคาร์บอนเครดิตจากโครงการผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ภายในปี 2570

เกรียงไกร ขยายบทบาทของธนาคารว่าเกี่ยวข้องกับการรวบรวมโครงการ การจัดการข้อมูล และการเชื่อมตลาด โดยให้ความสำคัญกับ Digital MRV หรือระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบแบบดิจิทัล เพื่อให้ข้อมูลตรวจสอบย้อนหลังได้ และรองรับการขยายโครงการในอนาคต

อีกประเด็นคือการทดสอบบทบาทของธนาคารพาณิชย์ภายใต้กรอบ Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ประสบการณ์จากโครงการช่วยประกอบการพัฒนากติกาที่เหมาะสมต่อไป

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงการพัฒนาตลาดและระบบซื้อขาย เกรียงไกรให้น้ำหนักกับการเชื่อมโยงระหว่างผู้เล่นและตลาดต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม การมีช่องทางขายยังต้องมาพร้อมความเข้าใจว่าผู้ซื้อต้องการอะไร ลดาพร เล่าว่า ผู้ซื้อพิจารณาทั้งคุณภาพโครงการ ผลประโยชน์ร่วมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผลกระทบในระยะยาว ความน่าเชื่อถือของข้อมูลจึงเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจสนับสนุนโครงการ

วงสนทนานี้จึงทำให้เห็นว่า การพัฒนาไทยสู่ Carbon Market Hub ต้องประกอบด้วยโครงการที่มีคุณภาพ ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ผู้รวบรวมโครงการ กติกาที่ชัดเจน และการเชื่อมต่อผู้ซื้อ ทั้งหมดต้องทำงานสัมพันธ์กันจึงจะช่วยสร้างรายได้กลับไปสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้ต่อเนื่อง

ข้อมูลต้องพาไปถึงเงินทุน
และการเปลี่ยนผ่านต้องคุ้มค่าสำหรับธุรกิจ

ช่วงเสวนาที่เชื่อม Thailand Taxonomy ข้อมูล ESG และนวัตกรรมทางการเงิน ทำให้เห็นรายละเอียดอีกด้านของการเปลี่ยนผ่าน นั่นคือภาระและการตัดสินใจของธุรกิจที่ต้องนำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้จริง

สมัชชา อธิบายว่า Taxonomy ช่วยสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเป็นกรอบอ้างอิงให้บริษัทแสดงข้อมูลรองรับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมได้ชัดเจนขึ้น แต่การลงทุนของภาคอสังหาริมทรัพย์มีโจทย์ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน

สำหรับที่อยู่อาศัย ผู้พัฒนาเป็นผู้ลงทุนเพิ่ม ขณะที่ประโยชน์จากค่าไฟหรือค่าน้ำที่ลดลงเกิดกับผู้อยู่อาศัย ส่วนอาคารเชิงพาณิชย์มีโอกาสเชื่อมการลงทุนกับรายได้ค่าเช่าหรือความต้องการของผู้เช่าได้โดยตรงกว่า การออกแบบแรงจูงใจจึงต้องเข้าใจความแตกต่างนี้

ในเรื่องข้อมูล ความท้าทายเริ่มตั้งแต่การรวบรวมข้อมูลภายในองค์กรที่อยู่ต่างรูปแบบ และขยายไปถึงคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งต้องเรียนรู้ร่วมกันว่าข้อมูลใดจำเป็น และจะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

มุมจากภาคธุรกิจเชื่อมกับคำอธิบายของ ปิยะวรรณ ว่าผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs บางส่วนยังต้องการความช่วยเหลือก่อนถึงขั้นขอเงินทุน เช่น ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มปรับตัวตรงไหน เลือกเทคโนโลยีใด หรือวัดผลอย่างไร

การมีสินเชื่อรองรับจึงต้องเดินคู่กับพันธมิตรที่ให้ความรู้ เครื่องมือวัดผล และทางเลือกที่เหมาะกับขนาดธุรกิจ

ขณะเดียวกัน ทยากร อธิบายถึง Transition Bond และ Thailand Amber Bond ซึ่งเพิ่มทางเลือกการระดมทุนสำหรับธุรกิจที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน โดย Thailand Amber Bond อ้างอิงกิจกรรมที่เข้าเกณฑ์สี Amber ใน Thailand Taxonomy ส่วน Transition Bond เชื่อมกับเกณฑ์หรือแผนการเปลี่ยนผ่านตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญยังอยู่ที่การเปิดเผยว่าจะนำเงินไปทำอะไร ใช้เกณฑ์ใดคัดเลือกโครงการ บริหารเงินอย่างไร และรายงานผลอย่างไร

อย่างไรก็ตาม บนเวทียังมีการพูดถึงต้นทุนการจัดทำข้อมูล การสอบทาน และการรายงานเพิ่มเติม รวมถึงความชัดเจนของแรงจูงใจทางการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องนำมาประเมินความคุ้มค่า

ในฝั่งโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ศุภกร เล่าว่า SET Carbon เริ่มจากการช่วยบริษัทจัดทำข้อมูลคาร์บอนเพื่อรายงาน แต่การหารือกับธนาคารทำให้เห็นการใช้งานที่กว้างขึ้น โดยผู้สนใจข้อมูลมีทั้งทีมประเมินความเสี่ยงสินเชื่อ ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และผู้ดูแลลูกค้า

ข้อมูลกิจกรรมของธุรกิจช่วยให้เห็นจุดที่ใช้พลังงานหรือปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง และนำไปประกอบการพิจารณาว่าควรลงทุนปรับปรุงตรงไหน ขณะเดียวกัน ข้อมูลต้องมีคุณภาพเพียงพอให้ภาคการเงินนำไปใช้ตัดสินใจได้

ทิศทางการพัฒนาจึงครอบคลุมทั้งการยกระดับข้อมูล การเชื่อมผู้ให้บริการโซลูชัน และเครื่องมือช่วยวางแผนการลดคาร์บอน โดยศุภกรย้ำถึงผลลัพธ์ที่ธุรกิจควรได้รับว่า

ช่วงถาม–ตอบยังมีข้อกังวลว่า ธุรกิจที่อยู่นอกขอบเขต Taxonomy หรือมีกิจกรรมไม่เข้าเกณฑ์สีเขียวจะเข้าถึงเงินทุนยากขึ้นหรือไม่ ผู้แทนหน่วยงานกำกับชี้แจงถึงบริบท ณ วันเสวนาว่า Taxonomy เป็นกรอบจำแนกกิจกรรม ขณะที่การให้สินเชื่อหรือระดมทุนยังต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของเครื่องมือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

คำถามจากผู้ฟังจึงช่วยดึงวงสนทนากลับมาที่การใช้งานจริงว่า ผู้ประกอบการจะเริ่มต้นอย่างไร และต้องเตรียมอะไรเพื่อเดินต่อได้

สิ่งที่น่าติดตามหลังเวทีนี้ คือเครื่องมือและความร่วมมือที่กำลังพัฒนาจะช่วยลดต้นทุนการเตรียมข้อมูล เพิ่มโครงการที่พร้อมลงทุน และทำให้ธุรกิจเห็นผลตอบแทนจากการเปลี่ยนผ่านได้มากเพียงใด โดยเฉพาะ SMEs ที่ต้องปรับตัวไปพร้อมกับคู่ค้าและตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ตลอดการบรรยายและเสวนา สิ่งที่เชื่อมเสียงจากแต่ละฝ่ายเข้าด้วยกัน คือความจำเป็นที่จะต้องทำให้นโยบาย ข้อมูล เทคโนโลยี และกลไกทางการเงินทำงานต่อกันได้ รวมถึงทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่า การเปลี่ยนผ่านเกี่ยวข้องกับต้นทุน รายได้ และความสามารถในการแข่งขันของตนเองอย่างไร