นักวิจัยไทย “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” 2569 ชวนคิดนิยาม “คนไทย” ใหม่


รับวิกฤตเกิดน้อย–สูงวัย เปิดรับคนร่วมสร้างอนาคตประเทศ

ตุลาคม 5,2026…จากเวทีรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล “จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด Real World Impact for Sustainability ศ. ดร. นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ชวนมองวิกฤตประชากรเป็นโจทย์ความยั่งยืนของประเทศ เสนอใช้ความน่าอยู่ของไทยเปิดรับผู้คนเข้ามาทำงานและสร้างครอบครัว พร้อมให้อิสระคนรุ่นใหม่เติบโต และสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันได้เหนือความแตกต่างทางชาติพันธุ์

งานวิจัยจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้อย่างไร หากมองไกลกว่าการค้นพบองค์ความรู้ ไปถึงการรับมือปัญหาที่กำลังกำหนดอนาคตประเทศ คำถามนี้เป็นหัวใจของ “รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล จงเจตน์เมธีวิชญ์” ประจำปี 2569 ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิมหาวิทยาลัยมหิดลในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Real World Impact for Sustainability”

ผลงานของ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ สะท้อนเส้นทางกว่า 4 ทศวรรษของการใช้ระบาดวิทยาและข้อมูลเชิงประจักษ์ ตั้งแต่การศึกษากลุ่มโรคที่สัมพันธ์กับความยากจนในพื้นที่ชายแดนใต้ การเชื่อมงานวิจัยกับกระบวนการสันติภาพ ไปจนถึงการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ขณะที่ ดร.สุพรรณ ได้รับรางวัลจากการพัฒนาและขยายผลเทคโนโลยีซิลิกาแอโรเจลต้นทุนต่ำสู่อุตสาหกรรม แสดงให้เห็นการนำเทคโนโลยีจากห้องทดลองไปสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ในปีที่ 2 ของรางวัล ให้ความสำคัญกับทั้งองค์ความรู้ใหม่ การนำไปใช้จริง ศักยภาพในการขยายผล ความยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ

ในโอกาสนี้ มุมมองของ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ จึงขยายจากการแก้ปัญหาสุขภาพ ไปสู่คำถามเรื่องโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจ และผู้คนที่จะรับช่วงสร้างอนาคตประเทศไทย

“เราต้องมีเด็กก่อน ถ้าเราไม่มีเด็ก เราไม่สามารถปั้นเขาได้”

ก่อนจะตอบว่า “คนไทยในอนาคต” ต้องเก่งอะไร เรียนอะไร หรือทำงานแบบไหน อาจารย์หมอชวนให้กลับมาตอบคำถามพื้นฐานว่า ประเทศไทยจะมีคนรุ่นใหม่มากพอที่จะเดินต่อไปหรือไม่

การพัฒนาศักยภาพคนต้องเดินควบคู่กับการรับมือประชากรที่ลดลง เพราะการเกิดน้อยและสังคมสูงวัยส่งผลต่อทั้งกำลังแรงงาน ระบบดูแล และความสามารถในการสืบทอดสังคมจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

นึกถึงภาพเมืองที่เต็มไปด้วยผู้สูงอายุซึ่งต้องใช้รถเข็น แต่ไม่มีคนช่วยเข็น เพื่ออธิบายผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ กล่าวต่อเนื่องว่ารัฐบาลต้องนำโจทย์นี้ไปกำหนดนโยบาย ส่วนมหาวิทยาลัยควรทำหน้าที่มองอนาคต ชี้ให้สังคมเห็นความเสี่ยง และร่วมค้นหาทางเลือก โดยพิจารณาความเชื่อมโยงระหว่างประชากร เศรษฐกิจ และสุขภาพให้รอบด้าน

หนึ่งในทางเลือกที่เสนอคือ ใช้ความน่าอยู่ของประเทศไทยดึงดูดคนจากต่างประเทศให้เข้ามาใช้ชีวิต ทำงาน และสร้างครอบครัว โดยมองบทบาทของผู้คนแต่ละกลุ่มให้เชื่อมโยงกัน ทั้งชาวต่างชาติที่มาอยู่หลังเกษียณ ซึ่งช่วยสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและความต้องการบริการ กับคนวัยทำงานที่เข้ามาเติมกำลังแรงงาน รวมถึงงานดูแลผู้สูงอายุ

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ ยกประสบการณ์ครอบครัวตนเองเป็นตัวอย่าง พ่อแม่ย้ายมาจากประเทศจีน ลงทุนกับการเลี้ยงดูลูกเพื่อให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้น และลูกเติบโตเป็นคนไทย ประสบการณ์นี้ทำให้เขาตั้งคำถามต่อการใช้ชาติพันธุ์เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าใครจะเป็นส่วนหนึ่งของประเทศได้บ้าง

“อย่าไปดูที่ชาติพันธุ์ เราต้องอยู่ด้วยกัน แล้วทำให้มันเป็นความรู้สึกเดียวกัน เป็นชาติขึ้นมา”

ข้อเสนอนี้ชวนมองความเป็นไทยผ่านการร่วมสร้างสังคม ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ และการสืบทอดวัฒนธรรม ภายใต้ธรรมาภิบาลและหลักในการอยู่ร่วมกัน ขณะเดียวกัน เขาแยกให้เห็นว่า ชาวต่างชาติที่มาใช้ชีวิตหลังเกษียณสามารถมีส่วนสร้างเศรษฐกิจไทยได้ แม้ไม่ได้ถือสัญชาติหรือหนังสือเดินทางไทย

การเปิดรับผู้คนจึงมีหลายมิติ ทั้งการเข้ามาอยู่อาศัยและมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการเติบโตของลูกหลานผู้ย้ายถิ่นที่อาจกลายเป็นคนไทยรุ่นใหม่ แนวคิดนี้เป็นข้อเสนอให้สังคมทบทวนความหมายของการเป็นสมาชิกประเทศ และร่วมคิดว่าจะสร้างอนาคตด้วยกันอย่างไร

มุมมองนี้เชื่อมกับชีวิตในวัยสูงอายุด้วย เพราะการมีอายุยืนต้องมีฐานะความเป็นอยู่ที่รองรับ มีระบบดูแล และมีสภาพสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพ การวางอนาคตประชากรจึงต้องคิดถึงคุณภาพชีวิตของทั้งคนที่อยู่เดิมและคนที่เข้ามาใหม่พร้อมกัน

“เขาอยากเป็นอะไร ตามใจเขา เพียงแต่ว่าเราต้องคอยประคองเขาให้มันอยู่ในร่องในรอย”

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ มองว่าความรู้ ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่ส่งต่อระหว่างรุ่นย่อมเปลี่ยนแปลง คนรุ่นใหม่จึงควรมีโอกาสรับสิ่งเหล่านั้นไปพัฒนาในแบบของตนเอง ขณะที่ผู้ใหญ่ต้องยอมรับความแตกต่างของความสามารถ และช่วยให้เด็กเรียนรู้ที่จะมองเห็นโอกาสเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

เขายังเห็นบทบาทของสื่อมวลชนในการทำให้ประชาชนเข้าใจโจทย์ระยะยาว และร่วมผลักดันความต้องการไปสู่รัฐบาล เพราะนโยบายประชากรต้องอาศัยความเข้าใจและการยอมรับจากสังคมด้วย

จากแนวคิด Real World Impact for Sustainability ข้อความที่ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วีระศักดิ์ ฝากไว้ พาไปถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบว่า