กันยายน 7,2026…เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกอีกครั้ง โดยสัญญาณต่างๆ บ่งชี้ว่าอาจกลายเป็นเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ นักพยากรณ์คาดว่ามีโอกาสสูงที่ความรุนแรงจะติดอันดับต้นๆ เท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ เทียบเท่ากับช่วงปี 1997-98 และ 2015-16 ซึ่งเป็นสองช่วงเวลาที่เคยสร้างนิยามความ “ร้อนจัด” ให้คนรุ่นหนึ่งได้สัมผัส
เมื่อเอลนีโญรุนแรงถึงระดับนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นตามลำพัง แต่เกิดขึ้นซ้อนทับบนสภาวะโลกร้อนที่กำลังดำเนินอยู่ ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงทำลายสถิติ ไม่ใช่แค่ในรอบปี แต่ในรอบหลายทศวรรษ
นี่คือข้อเท็จจริงที่น่าวิตกอยู่แล้ว และจะยิ่งน่าวิตกยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาเรื่องกรอบเวลา เพราะผลกระทบทางการเกษตรจากเอลนีโญมักจะล่าช้ากว่าสัญญาณสภาพภูมิอากาศประมาณ 6 ถึง 12 เดือน นั่นหมายความว่าแรงกดดันที่แท้จริงต่อผลผลิตและราคาอาหารยังอยู่เบื้องหน้า โดยจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026 และต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027
นอกจากนี้ วัฏจักรดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นบนฐานที่มั่นคง แต่เกิดขึ้นท่ามกลางสถิติอุณหภูมิโลกที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะเดียวกันก็เกิดวิกฤตขาดแคลนปุ๋ยอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งดันให้ต้นทุนการเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นี่คือสองเหตุการณ์ระลอกใหญ่ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน บนระบบที่ตึงเครียดอยู่แล้ว

ทำไมครั้งนี้จึงแตกต่างจากฤดูกาลที่เลวร้ายทั่วไป?
มีแนวโน้มสูงที่ผู้คนจะมองว่าเอลนีโญเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติชั่วคราว เช่น แห้งแล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง และราคาจะกลับสู่ภาวะปกติเมื่อฝนตก แต่นั่นเป็นการประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เกษตรกรไม่สามารถปลูกพืชทดแทนเพื่อแก้ปัญหาฤดูกาลเลวร้ายได้ทันที ดินที่เสื่อมโทรมและฝูงสัตว์ที่ลดจำนวนลงต้องใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี โดยเฉพาะพืชยืนต้นที่จะได้รับผลกระทบยืดเยื้อมากกว่าจะฟื้นตัวได้
โกโก้คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด หลังจากประสบภาวะขาดแคลนต่อเนื่องจากต้นโกโก้แก่ โรคระบาด และปริมาณน้ำฝนที่ไม่แน่นอนในแอฟริกาตะวันตก ตลาดเพิ่งเริ่มปรับสมดุลเข้าสู่ภาวะเกินดุลเพียงเล็กน้อย นักวิเคราะห์ระบุชัดเจนว่า การฟื้นตัวนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่ต้องเสถียรจริงๆ ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างรายได้เกษตรกรที่ต่ำและการขาดการลงทุนในระบบชลประทานยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
กาแฟก็มีรูปแบบไม่ต่างกัน โดยแนวโน้มผลผลิตในบราซิลกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดตลาดในภาพรวม นี่ไม่ใช่ความผันผวนชั่วคราวที่จะหายไปเอง แต่คือการขาดแคลนเชิงโครงสร้างที่เอลนีโญอันรุนแรงสามารถสะกิดให้แผลเดิมเปิดกว้างขึ้นได้ทันที และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องอาศัยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยติดต่อกันหลายปีจึงจะฟื้นฟูกลับมาได้
เนื้อวัวก็สะท้อนภาพเดียวกันในมุมที่ต่างออกไป ภัยแล้งที่ยาวนานหลายปีส่งผลให้ฝูงวัวในสหรัฐฯ ลดลงจนมีขนาดเล็กที่สุดในรอบหลายชั่วอายุคน และราว 3 ใน 4 ของฝูงวัวเนื้อกำลังเผชิญภัยแล้ง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวมาก เกษตรกรไม่สามารถขยายฝูงได้ทันที เนื่องจาก 1) การกักลูกวัวตัวเมียเพื่อขยายพันธุ์ต้องใช้เวลา และ 2) ขาดแคลนอาหารและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์จากสภาวะแห้งแล้ง
เมื่อสภาพอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบซ้อนทับกัน ลำพังเพียงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็รับมือได้ยากแล้ว แต่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตปุ๋ยขาดแคลนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ จึงกลายเป็นความท้าทายอีกระดับ เพราะเกษตรกรสูญเสียความสามารถในการรับมือแบบเดิม ในอดีต หากเจอฤดูกาลที่ไม่ดี เกษตรกรอาจอัดปุ๋ยเพิ่มเพื่อฟื้นฟูดินและเพิ่มผลผลิตในปีถัดไป หรือเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ทนทานกว่า แต่ทั้งสองวิธีกลับทำได้ยากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงอยู่แล้ว ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานของปุ๋ยและพลังงานตกอยู่ในภาวะตึงตัว
นี่คือแนวโน้มสำคัญที่ภาคการผลิตและค้าปลีกอาหารต้องตระหนัก: ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เรื่องที่แยกจากกันอีกต่อไป แต่กำลังส่งผลทวีคูณซึ่งกันและกัน ขณะที่ระบบอาหารเกือบทั้งหมดซึ่งพึ่งพาพื้นที่กลางแจ้ง ปริมาณน้ำฝน และตลาดปัจจัยการผลิต แทบไม่มีเกราะป้องกัน แรงกระแทกที่ทวีคูณนี้เลย
การรับมือจึงไม่ควรเป็นเพียงการอดทนรับแรงกระแทกแล้วรอให้ผ่านไป เพราะวิกฤตลูกถัดไปก็เริ่มปรากฏให้เห็นตรงหน้าแล้ว สิ่งจำเป็นในตอนนี้ คือการสร้างระบบการผลิตที่อยู่นอกวงจรความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและภูมิรัฐศาสตร์ แทนที่จะเป็นแค่การบริหารความเสี่ยงไปวันๆ
นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “อาหารสะอาด” (Clean Food) เช่น โปรตีน ไขมัน และส่วนผสมสำคัญอื่นๆ ที่เพาะเลี้ยงในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพแทนการปลูกบนแปลงเกษตรกลางแจ้ง จากเดิมที่ต้องรอให้พืชสังเคราะห์แสงตลอดฤดูกาล เปลี่ยนเป็นการใช้จุลินทรีย์หรือเซลล์สัตว์ที่เลี้ยงด้วยสารอาหารในถังควบคุม ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนเป็นวัตถุดิบเป้าหมายได้ภายในไม่กี่วันแทนที่จะเป็นหลายเดือน แนวทางนี้ครอบคลุมหลายเทคโนโลยีที่กำลังก้าวสู่วงการค้าจริง
ตัวอย่างเช่น เนื้อสัตว์เพาะเลี้ยง (Cultured Meat) ที่ผลิตจากเซลล์สัตว์โดยตรง ซึ่งบริษัท Meatly ในสหราชอาณาจักรได้เริ่มวางจำหน่ายเนื้อไก่เพาะเลี้ยงสำหรับอาหารสัตว์เลี้ยงแล้ว และหน่วยงานมาตรฐานอาหาร (FSA) ก็กำลังพิจารณาอนุมัติผลิตภัณฑ์สำหรับการบริโภคของมนุษย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการหมักแบบแม่นยำ (Precision Fermentation) ก็สามารถใช้จุลินทรีย์ผลิตไขมันและโปรตีนเฉพาะเจาะจง หรือผู้ผลิตบางรายสามารถหมักสารให้กลิ่นรสโกโก้จากวัตถุดิบอย่างข้าวโอ๊ตและน้ำตาลบีทรูทได้โดยไม่ต้องใช้เมล็ดโกโก้เลย
จุดเด่นที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกันคือ ผลผลิตไม่ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน ราคาปุ๋ย หรือความเสี่ยงในเส้นทางการขนส่งสินค้าที่ไกลหลายพันไมล์ อย่างในสหราชอาณาจักร บริษัท Clean Food Group ได้ขยายการผลิต CleanOil ซึ่งเป็นน้ำมันปาล์มทางเลือกที่ไม่ต้องใช้พื้นที่ป่าเขตร้อนหรือห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการปรับตัวในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องละทิ้งเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เพราะภาคเกษตรของอังกฤษยังคงมีความสำคัญ แต่เป้าหมายคือการเข้ามายกระดับและเสริมความแข็งแกร่ง ช่วยปลดล็อกพื้นที่และเกษตรกรให้มุ่งเน้นแนวทางที่มีมูลค่าสูงและยืดหยุ่นกว่า แทนที่จะต้องแบกรับความผันผวนทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นน้ำ
วัฏจักรเอลนีโญรอบนี้ชัดเจนอย่างยิ่งว่า ระบบที่พึ่งพาเพียงพื้นที่เพาะปลูกและเส้นทางการค้าที่เปิดกว้าง ไม่พร้อมอีกต่อไปสำหรับโลกที่ความผันผวนทางสภาพอากาศและภูมิรัฐศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ผู้ที่เริ่มสร้างศักยภาพการผลิตนอกวัฏจักรเดิมได้ก่อนในวันนี้ จะเป็นผู้ที่มีความมั่นคงทั้งด้านอุปทานและราคา เมื่อวัฏจักรวิกฤตครั้งต่อไปมาถึง
ที่มา Sustainability Online
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



