กทม. ชะลอการออกใบอนุญาต Data Center เพิ่มเติม เพื่อทบทวนกฎหมายและผลกระทบต่อพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand กทม. ชะลอการออกใบอนุญาต Data Center เพิ่มเติม เพื่อทบทวนกฎหมายและผลกระทบต่อพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

กทม. สั่งชะลอใบอนุญาต Data Center เพิ่มเติม

รอความชัดเจนปิดช่องโหว่กฎหมาย ย้ำความปลอดภัยประชาชนเป็นสำคัญ

กันยายน 2,2026…ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการ การประปานครหลวง (กปน.) และเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการกำกับดูแลโครงการ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

ชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข้อกังวลของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้าง Data Center ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่ง กทม. ได้มีคำสั่งชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม ขณะเดียวกันหน่วยงานร่วมแถลงทุกภาคส่วนก็ได้ประสานความร่วมมือในการชะลอการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นการชั่วคราวเช่นกัน

จากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันในกรุงเทพฯ มี Data Center ประมาณ 30-40 แห่ง โดยมีทั้งระบบภายในของบริษัทหรือระบบ Cloud ทั่วไปที่เปิดให้บริการมานานแล้ว แต่สำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ในลักษณะ Stand Alone ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่หน่วยงานอื่นนั้น มีการยื่นขออนุญาตต่อ กทม. ในช่วงปี 2564-2565 รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้รับอนุญาตแล้ว 3 แห่ง (ช่วงปี 2565-2566) ส่วนอีก 3 แห่ง ได้สั่งชะลอและให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน

กรณีข้อกังวลเรื่องการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของโครงการในซอยรามคำแหง 28 ซึ่งมีกระแสข่าวว่ากักเก็บสูงกว่า 400,000 ลิตรนั้น ฐิติภัสร์ เลขานุการ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบใบอนุญาตพบว่า ได้รับอนุญาตให้เก็บจริงเพียงประมาณ 200,000 ลิตรเท่านั้น ฉะนั้น หากตรวจพบการกักเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการอย่างผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้กำหนดนโยบายชะลอการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของ Data Center รายใหม่ทั้งหมด จนกว่าบอร์ด Data Center จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมใหม่ที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน กทม. จะร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงาน ปูพรมตรวจเข้มข้นสถานประกอบการที่มีการจัดเก็บน้ำมันเพื่อใช้เองในกรุงเทพฯ ทั้งหมดจำนวน 56 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชน

ด้านระบบไฟฟ้า เกษม ผู้ช่วยผู้ว่าการ กฟน. ยืนยันว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ขนาดใหญ่พิเศษเหมือนในพื้นที่ EEC โดยส่วนใหญ่มีขนาดความต้องการใช้ไฟราว 20 เมกะวัตต์ และใช้จริงเพียงประมาณ 8 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟน. มีการจ่ายไฟแยกวงจรเฉพาะ ไม่ส่งผลกระทบหรือแย่งการใช้ไฟของภาคประชาชน

ด้านระบบน้ำประปา สุพิเชฐ รองผู้ว่าการ กปน. ระบุว่า Data Center รายใหญ่ในกรุงเทพฯ มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าการใช้น้ำของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (30,000 – 40,000 ลบ.ม./เดือน) และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ (20,000 ลบ.ม./เดือน) จึงยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อความเพียงพอของน้ำประปาในปัจจุบัน

ส่วนเรื่องน้ำเสียนั้น ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเสริมว่า ลักษณะการใช้น้ำเป็นการหล่อเย็นเครื่อง โดยบางส่วนระเหยเป็นไอ และบางส่วนสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือใช้รดน้ำต้นไม้ ทั้งนี้ ต้องติดตามว่ามีการปล่อยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงลงสู่คูคลองหรือไม่ และหากอยู่ในเรื่อง EIA ก็จะทำให้สามารถติดตามตรวจสอบได้ชัดเจนมากขึ้น

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า ยอมรับว่าที่ผ่านมากฎหมายยังมีช่องโหว่ เนื่องจาก Data Center เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่มีนิยามจำกัดความเฉพาะ ทำให้ในอดีตผู้ประกอบการมักยื่นขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้า ส่งผลให้ไม่เข้าข้อกำหนดการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้ประกาศกำหนดนิยามของ Data Center อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ซึ่งหลังจากนี้ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้คำนิยามนี้เป็นฐานในการทบทวนปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร ข้อกำหนด EIA และข้อกำหนดการจัดสรรพื้นที่ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุง เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจปัจจุบันและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนมากขึ้น

สำหรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Data Center ที่ กทม. ได้รับในปัจจุบัน หลัก ๆ มี 2 กรณี คือกรณีความกังวลของประชาชนรอบโครงการใกล้ รพ.พระราม 9 และกรณีโครงการที่ทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินในเวลากลางคืนจนเกิดเสียงดังรบกวน ซึ่ง กทม. ได้เข้าตักเตือนและให้ผู้ประกอบการแก้ไขเวลาทดสอบเป็นช่วงกลางวันแล้ว

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียง แรงสั่นสะเทือน กลิ่นน้ำมัน หรือความร้อน สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ กทม. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายส่วนท้องถิ่นในการระงับเหตุ

“แต่ละหน่วยงานที่มาในวันนี้มีความรับผิดชอบในด้านที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่อนาคตหากมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ก็อาจจะมีมิติภาพรวมที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่จะทำให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายให้ดีขึ้นและสอดคล้องบริบทของเมืองมากขึ้น” ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวในท้ายที่สุด