สิงหาคม 31,2026…ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยโครงการ “SET คู่ป่า คู่คน เพื่อความยั่งยืน” ขับเคลื่อน 2 โครงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ลำปาง พร้อมเครือข่าย สมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน และ เอสซีจีลำปาง ส่งมอบฝายชะลอน้ำครบ 10,993 ฝาย และส่งเสริมใช้ทักษะ EF รับช่วงดูแลป่า และคาร์บอนเครดิตสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นธรรม
รองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทาง CSR ที่มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้วางกรอบโครงการด้านเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้แยกแต่ละประเด็นออกจากกันทั้งหมด แต่พยายามเชื่อมการพัฒนาคน คุณภาพชีวิต และทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นระบบเดียวกัน เช่นตัวอย่างที่จังหวัดลำปาง

10,993 ฝาย
หมุดหมายของความร่วมมือในพื้นที่
รองรักษ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสนับสนุนชุมชนในการสร้างฝายชะลอน้ำภายในป่าชุมชน โดยการส่งมอบฝายครบ 10,993 ฝายถือเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงการ
ตัวเลขดังกล่าวถูกออกแบบให้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดย 10 สื่อถึงรัชกาลที่ 10 เลข 9 สื่อถึงรัชกาลที่ 9 และ 93 สื่อถึงวาระ 93 พรรษาของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
“การสร้างฝายครบ 10,993 ฝายเป็นผลจากความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ สมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชน เอสซีจี ลำปาง และชุมชน ซึ่งทุกฝ่ายต้องการให้ฝายเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อป่าและคนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม”

มูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ เลือกทำงานร่วมกับ เอสซีจี ลำปาง ซึ่งมีการดำเนินงานและความสัมพันธ์กับพื้นที่อยู่แล้ว เพื่อเชื่อมทรัพยากรจากองค์กรเข้ากับองค์ความรู้ของสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชนและประสบการณ์ของคนในท้องถิ่น
“เมื่อเรามีพันธมิตรที่เข้มแข็งและอยู่ในพื้นที่ การทำโครงการจะเห็นผลที่จับต้องได้มากขึ้น ทั้งป่าที่เขียวขึ้น ฝายชะลอน้ำ และความร่วมมือระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ ชุมชน และ เอสซีจี ลำปาง”
สุมัย หมายหมั้น นายกสมาคมเพื่อการเรียนรู้ป่าชุมชนจังหวัดลำปาง มองว่า นับเป็นความร่วมมือของพี่น้องประชาชนในการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศให้คงอยู่สืบไป สะท้อนถึงพลังแห่งความสามัคคีและความจงรักภักดีของพี่น้องประชาชนจากทุกภาคส่วนทั่วจังหวัดลำปาง
จากคนรุ่นนี้สู่ Gen Alpha
ผู้ดูแลป่าในอนาคต

แม้ชุมชนปัจจุบันจะมีผู้นำและกลุ่มอาสาที่เข้มแข็ง แต่ป่าจะยั่งยืนไม่ได้หากไม่มีคนรุ่นต่อไปรับช่วงดูแล โครงการ “SET คู่ป่า คู่คน เพื่อความยั่งยืน” เชื่อมโยงกับโครงการ “เยาวชนลำปางหยั่งราก รักบ้าน รักษ์ป่า” ซึ่งนำ Executive Functions หรือ EF มาผสานกับการเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เด็กไม่ได้มีเพียงความรู้เรื่องป่า แต่สามารถคิด วางแผน ทำงานร่วมกับผู้อื่น และรับผิดชอบต่อทรัพยากรของบ้านเกิด
ผู้ช่วยศาสตราจารย์จริยา วิไลวรรณ ประธานมูลนิธิชุมชนลำปาง กล่าวว่า ภายใต้โครงการ ได้สร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน บ้านและชุมชนในพื้นที่ 6 ตำบล 3 อำเภอ ของ จ.ลำปาง อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้นำชุมชนหน่วยงานและเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมเป็นแหล่งเรียนรู้ และถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติให้แก่เด็ก โดยพัฒนาครูด้วยการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและส่งเสริมให้สถานศึกษาจัดหน่วยการเรียนรู้แบบ Active Learning

เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้และจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา
โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ
โรงเรียนบ้านสามขา (ระดับปฐมวัย)
* จุดเริ่มต้น: ชุมชนมีชื่อเสียงด้านการดูแลป่าและต้นน้ำ โดยมี SCG สนับสนุนการสร้างฝาย ครูต้องการให้เด็กๆ รักและหวงแหนธรรมชาติเหมือนบ้าน ไม่ใช่แค่สร้างฝาย ครอบครัวครูเองก็มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า โรงเรียนเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลไม่สามารถตามเทคโนโลยีได้ทัน จึงเลือกใช้สิ่งที่ตนมีคือ "พี่ป่า พี่น้ำ" มาเป็นสื่อการเรียนรู้ ซึ่งนำความสุขมาสู่ทั้งครูและเด็ก * สิ่งที่งอกงาม: พฤติกรรมประจำวันที่ดีขึ้น เช่น การปิดน้ำปิดไฟโดยอัตโนมัติ เด็กๆ มีความรู้สึกที่ดีต่อธรรมชาติ กล่าวขอบคุณลำห้วยเมื่อกลับจากการทำกิจกรรม เด็กๆ รู้สึกว่าธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา เช่น "ได้ยินเสียงผืนดิน" แสดงถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งและยั่งยืน * ก้าวต่อไป: ขยายโครงการจาก "ตามรอยสายน้ำ" เป็น 6 หน่วยเรียนรู้ เช่น "ป่าคือชีวิต" "พื้นบ้านพื้นถิ่น" และ "ท้องฟ้าใส หัวใจสีคราม" (ลดฝุ่น PM2.5) ค้นพบว่าการปรับกระบวนการเรียนรู้ให้เข้ากับหลักสูตรท้องถิ่นและตัวชี้วัดที่มีอยู่แล้ว ทำได้ง่ายกว่าการสร้างหลักสูตรใหม่ทั้งหมดโรงเรียนบ้านผาแมว (ระดับประถมศึกษา,โรงเรียนขนาดเล็กที่สุด มีนักเรียน 8 คน)
* จุดเริ่มต้น: นักเรียนคนหนึ่งเล่าว่าหาปูได้แค่ 2 ตัว บ่งบอกถึงความไม่สมบูรณ์ของป่า นักเรียนอีกคนไม่ได้ทานอาหารเช้า จากปัญหานี้ ครูคิดว่าต้องปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กรักป่าเพื่อฟื้นฟูชุมชน หวังว่าผู้ปกครองจะกลับมาอยู่กับลูกและทำอาชีพในท้องถิ่นได้ * สิ่งที่งอกงาม: นักเรียนเกิดความรู้สึกรักป่ามากขึ้น รับรู้สภาพป่าและรู้วิธีรักษา เกิดพฤติกรรมการปิดน้ำปิดไฟอัตโนมัติ มีระเบียบและความรับผิดชอบในตนเองมากขึ้น * ก้าวต่อไป: เน้นย้ำว่าโรงเรียนขนาดเล็กก็ทำได้ ควรเริ่มจากเล็กๆ จากตนเอง แล้วค่อยๆ ขยายออกไปสู่ภายนอกจะได้ผลดีกว่าโรงเรียนบ้านห้วยหาม (ระดับประถมศึกษา, ชุมชนไทยลื้อ)
* จุดเริ่มต้น: โรงเรียนอยู่ใกล้ป่าชุมชนเล็กๆ ในหมู่บ้านไทยลื้อ แต่เด็กๆ ซึ่งอยู่ใกล้เมืองไม่ค่อยรู้จักวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวไทยลื้อหรือกิจกรรมในท้องถิ่น (เช่น การทำนา) ครูจึงต้องการให้เด็กๆ เรียนรู้เรื่องราวของชุมชนตนเอง และเกิด "ตระหนักรู้" ในบ้านและป่า แม้จะเป็นป่าเล็กๆ ก็ตาม * สิ่งที่งอกงาม: เด็กๆ รับรู้ถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีปฏิบัติที่ดีงาม เกิดความรักและความภาคภูมิใจในหมู่บ้านเล็กๆ ของตน แสดงออกถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน เช่น ปิดไฟ ปิดน้ำโดยไม่ต้องบอก * ก้าวต่อไป: จะปลูกฝังกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ชุมชนของตนในระยะยาวโรงเรียนแม่ทะพัฒนศึกษา (ระดับมัธยมศึกษา)
* จุดเริ่มต้น: เข้าร่วมการอบรมทักษะ EF และต่อเนื่องมาสู่หลักสูตรบูรณาการ "รักษ์บ้าน รักษ์ป่า" วางแผนร่วมกับครู ม.1-4 โดยเลือกหน่วย "ตามรอยสายน้ำ" เพราะปัญหาเรื่องน้ำเป็นปัญหาหลักของชุมชน และโรงเรียนมีกลุ่ม "เยาวชนรักษ์ลำน้ำจาง" ที่ดูแลสิ่งแวดล้อมมากว่า 10 ปี ทำให้มีองค์ประกอบพร้อมที่จะขับเคลื่อน * สิ่งที่งอกงาม: ด้านความรู้: นักเรียนได้ความรู้เรื่องการรักน้ำ การตรวจสอบคุณภาพน้ำ ด้านทักษะ (สอดคล้องกับ EF): ทักษะทางวิทยาศาสตร์ (ทดลอง ค้นคว้า), ทักษะการสื่อสาร (นำเสนอ), ทักษะการแก้ปัญหา, ทักษะการสร้างนวัตกรรม * ก้าวต่อไป: ต้องการเพิ่มการบูรณาการจาก 4 สาระการเรียนรู้เป็น 8 สาระ เพื่อให้การสร้างจิตสำนึกเป็นไปอย่างต่อเนื่องใช้เวลาในการปลูกฝังและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุภาวดี หาญเมธี ประธานสถาบันรักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป ได้นำมุม EF มาทำงานกับเรื่องสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เด็กไทยไม่ได้ขาดความรู้ แต่ยังมีช่องว่างในการเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความสามารถในการคิด เลือก และตัดสินใจ
การบอกให้เด็ก “รักป่า” จึงไม่เพียงพอ เด็กต้องได้สัมผัสธรรมชาติ ตั้งคำถาม ลงมือทำ และสะท้อนการเรียนรู้ด้วยตนเอง “จิตสำนึกรักป่าไม่เกิดจากคำสั่ง แต่ค่อย ๆ พัฒนาจากการรู้จัก เห็นคุณค่า เกิดความผูกพัน และพร้อมลงมือเปลี่ยนแปลง”
“โครงการจึงเปลี่ยนธรรมชาติและวิถีชุมชนให้เป็นห้องเรียน เด็กได้สำรวจน้ำ เรียนรู้เรื่องป่าจากผู้ปกครองและผู้สูงอายุ รวมถึงวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างต้นไม้ ป่า น้ำ และอาชีพของคนในพื้นที่ กระบวนการนี้พัฒนาทั้งการคิดเชิงระบบ หรือ Systems Thinking และการเรียนรู้จากการลงมือทำ หรือ Active Learning โดยครูทำหน้าที่ออกแบบประสบการณ์แทนการบอกคำตอบ”

การเรียนรู้ถูกออกแบบให้ต่อเนื่องตามช่วงวัย ตั้งแต่สร้างความคุ้นเคยกับธรรมชาติในระดับปฐมวัย ไปสู่การตั้งคำถามและลงมือดูแลในระดับประถม ก่อนพัฒนาสู่การวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบทางออกในระดับมัธยม ผลลัพธ์จึงไม่ได้วัดเพียงความรู้เรื่องป่า แต่รวมถึงพฤติกรรมใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความเชื่อมั่นว่าเด็กสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้

ท้ายที่สุด นักเรียนประถมต้นที่มี EF และร่วมงาน ได้บอกว่า “เวลาเห็นไฟเปิดอยู่ ไม่มีคนอยู่ จะเข้าไปปิดไฟ”
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม



