จากห้องเรียนสู่สนามธุรกิจจริง เอสซีจีเปิดพื้นที่ Gen Z

ใช้ AI–เข้าใจจีน–สร้าง Impact ให้เกิดขึ้นจริง

สิงหาคม 14,2026…เมื่อ AI และสินค้าจีนกำลังเขย่าโลกการทำงาน เอสซีจีเปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาหลากสาขาลงสนามกับโจทย์ธุรกิจจริง เรียนรู้ผ่านการลงมือทำร่วมลับคมไอเดียกับโครงการมากว่าเดือนครึ่ง แก้โจทย์ธุรกิจการพัฒนาตลาดในประเทศจีน ก่อน Pitch ต่อหน้ากรรมการ

“ถ้าเราเรียนรู้ได้ ทุกคนก็ชนะ” คำกล่าวของ ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงให้กำลังใจนักศึกษาบนเวทีแข่งขัน แต่กำลังนิยามความหมายใหม่ของคำว่า “ผู้ชนะ” ในโลกการทำงานที่ AI หุ่นยนต์ และเครื่องจักร อาจเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานจำนวนมาก

“เพราะชัยชนะของคนรุ่นใหม่อาจไม่ได้อยู่ที่ถ้วยรางวัล หากคือการกลับออกไปพร้อมทักษะใหม่ ทัศนคติใหม่ และความกล้าที่จะเปลี่ยนความคิดให้เป็นผลลัพธ์จริง”

ความเชื่อนี้อยู่เบื้องหลังการขยายเวที Possibilities Space for Young Talent Program 2026 ซึ่งเอสซีจีเปิดให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เข้ามาเรียนรู้และพัฒนาแผนธุรกิจจากโจทย์จริงของ 4 ธุรกิจในเครือ ตลอดระยะเวลา 7 สัปดาห์ โดยมีโจทย์ “จีน” เป็นทั้งตลาด คู่แข่ง พันธมิตร และบททดสอบสำคัญ

ธรรมศักดิ์มองว่า แม้ Gen Z จะใช้ AI และสื่อสารภาษาจีนได้ แต่ความรู้สองเรื่องนี้ยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถพัฒนาเป็น Skill to Create Impact หรือทักษะในการชวนผู้อื่นลงมือทำ และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้

“การศึกษาในอนาคตต้องเป็น Action Learning คือเรียนรู้เพื่อนำไปลงมือทำ ไม่ใช่เรียนเพียงเพื่อให้เข้าใจ”

โครงการ ‘Possibilities Space for Young Talent Program’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยโจทย์ของการ Pitching ปีนี้ มุ่งไปที่การพัฒนาธุรกิจกับจีน โดยกำหนด 4 โจทย์ให้เลือกวางกลยุทธ์คือ

1.Minerals China Market China

2.Market Entry & Expansion Strategy


3.China Globalization in SE Asia

4.China as a High-Quality Sourcing Hub

บรรยากาศการแข่งขันไม่ใช่การนำเสนองานแบบสวยงาม แล้วจบลงบนสไลด์ แต่ละทีมมีเวลาเพียง 6 นาทีสำหรับ Pitch แผนธุรกิจ และอีก 4 นาทีเพื่อตอบคำถามจากคณะกรรมการ

นักศึกษาต้องอธิบายให้ได้ตั้งแต่ลูกค้าคือใคร ตลาดมีขนาดเท่าไร เอสซีจี จะสร้างรายได้จากจุดใด ไปจนถึงต้นทุน คุณภาพ การส่งมอบ และความเสี่ยง เพราะไอเดียที่ฟังดูสร้างสรรค์ อาจไม่ใช่คำตอบ หากไม่มีความเป็นไปได้เพียงพอที่จะเกิดขึ้นในโลกจริง

คณะกรรมการจึงทำมากกว่าตัดสินแพ้–ชนะ แต่ช่วยท้าทายสมมติฐานและชี้จุดที่แต่ละทีมต้องกลับไปคิดต่อ

-บางทีมถูกแนะนำให้ลดขอบเขตตลาด NEV ที่กว้างเกินไป มาโฟกัสรถ EV และชิ้นส่วนภายในรถยนต์ พร้อมเจาะผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง BYD โดยตรง
-บางทีมต้องค้นหาว่าเอสซีจีควรวางตัวอยู่ตรงไหนในซัพพลายเชนจีน
-บางทีมเลือก “จังหวะเวลา” ลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนอย่างไร

บทเรียนสำคัญคือ แผนที่ใส่รายละเอียดมากที่สุดอาจไม่ใช่แผนที่ดีที่สุด หากยังตอบไม่ได้ว่าจะลงมือทำอย่างไร

“ครบที่สุด อาจไม่ใช่ดีที่สุดเสมอไป” บางคำแนะนำของคณะกรรมการ

นักศึกษาผู้ชนะทั้ง 4 ทีม จากกลุ่ม 3, 8, 9 และ 10 มาจากหลากหลายสถาบันและสาขาวิชา ตั้งแต่วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เคมี ภาษาจีน การตลาด บริหารธุรกิจ ไปจนถึงการเงิน ได้มีตัวแทนแลกเปลี่ยนมุมมอง คือ

ทุกกลุ่มเห็นว่า ความแตกต่างของแต่ละคนที่มาต่างคณะ ต่างมหาวิทยาลัยไม่รู้จักกันมาก่อนนั้น ความคิดแรกคือ “จะทำงานด้วยกันได้อย่างไร?” แต่ในทีสุดก็ทำงานได้ ไอเดียหลากหลาย และผลตัดสินก็ออกมา เป็นทีมชนะในแต่ละกลุ่ม

เยาวชนในแต่ละกลุ่ม มองโจทย์จีนได้มากกว่าการส่งสินค้าเข้าไปขาย บางกลุ่มเสนอให้ SCG Green Polymer เจาะตลาดชิ้นส่วนรถ EV บางกลุ่มศึกษาการขยายธุรกิจผ่านโมเดล OEM ขณะที่อีกทีมมองโอกาสสร้างความร่วมมือกับผู้ผลิตจีนซึ่งกำลังย้ายฐานเข้ามาอยู่ในซัพพลายเชนไทย

มุมมองของ Gen Z ต่อจีนเปลี่ยนจาก “คู่แข่งที่น่ากลัว” ไปสู่ “พันธมิตร” ที่ไทยต้องเรียนรู้ว่าจะทำงานร่วมกันอย่างไร แม้พวกเขาใช้ AI ช่วยคำนวณทางการเงิน กลั่นกรองข้อมูลจำนวนมาก และลดเวลาค้นคว้าจากหลายวันเหลือเพียง1วัน แต่ก็พบว่า AI ไม่ได้ให้คำตอบสุดท้าย ทุกข้อมูลยังต้องตรวจสอบแหล่งที่มา และทุกแผนธุรกิจยังต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องคน วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างคู่ค้า

“ถ้าเราไปเป็นเพื่อนกับจีนและทำการตลาดไปด้วยกัน เราก็จะมีโอกาสมากยิ่งขึ้น”

เมธา ประภาวกุล ผู้อำนวยการสำนักงานการบุคคลกลาง เอสซีจี อธิบายถึงการเปิดพื้นที่เอสซีจีเดินหน้าสร้างสะพานเชื่อมบุคลากรไทย–จีนผ่านโครงการนำร่อง China Excellent Internship Program โดยสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของจีน ได้แก่ มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (Peking University), มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) และสถาบันธุรกิจนานาชาติจีน–ยุโรป (China Europe International Business School: CEIBS) จากนั้น จะคัดเลือกนักศึกษาจีน 13 คนจากผู้สมัครประมาณ 400 คน ให้เข้ามาฝึกงานกับธุรกิจต่าง ๆ ของ เอสซีจีในประเทศไทย

“แนวทางนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ ‘องค์กรแห่งโอกาส’ ที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่จากทั้งไทยและจีนได้ทดลอง เรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพผ่านโจทย์ธุรกิจจริง เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงการดึงคนเก่งเข้าทำงานกับเอสซีจี แต่รวมถึงการสร้าง Future Talent ที่พร้อมทำงานข้ามวัฒนธรรม และรับมือการแข่งขันทางเศรษฐกิจในภูมิภาค”

ต้องการให้เอสซีจีเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ให้น้อง ๆ ได้ทดลอง ได้เรียนรู้ ได้ล้ม แล้วก็เติบโต และได้ปล่อยแสง แสดงศักยภาพของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

ในมุมของฝ่ายทรัพยากรบุคคลเอสซีจี ความท้าทายของ Gen Z ไม่ได้อยู่ที่การใช้เทคโนโลยี แต่อยู่ที่การแปลงความรู้ให้เป็นผลลัพธ์ การทำงานกับคนต่างพื้นฐาน การรับฟังความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน และการปรับแผนภายใต้เวลาจำกัด Possibilities Space จึงทำหน้าที่มากกว่าโครงการประกวดแผนธุรกิจ แต่เป็นพื้นที่ทดลองอนาคตของการทำงาน อนาคตที่คนรุ่นใหม่ต้องพร้อมล้ม เรียนรู้ และกลับขึ้นมาใหม่ ขณะที่ผู้นำองค์กรต้องพร้อมเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้ลงมือทำจริง

“Gen Z มีพื้นฐานด้าน AI และเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือ จะเปลี่ยนความรู้เหล่านั้นให้เป็นความเข้าใจธุรกิจและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร”

ธรรมศักดิ์ กล่าวในท้ายที่สุด สิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดจากโครงการไม่ใช่รางวัลที่ได้รับ แต่คือการได้บทเรียน (Lesson Learned) ที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำจริง การกล้าคิด กล้าลอง และการเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“Possibilities Space for Young Talent Program 2026 จึงเป็นมากกว่าการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงโลกการศึกษาเข้ากับโลกธุรกิจ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเตรียมความพร้อมสู่การเป็น Future Workforce ที่พร้อมสร้างคุณค่าให้กับองค์กร สังคม และประเทศในอนาคต”