Limitless Careers เวที Bangkok Pride Forum 2026 ชวนองค์กรทลายกรอบอคติทางเพศ สู่กลยุทธ์ Talent War และการสร้าง Inclusive Workplace โดย SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand Limitless Careers เวที Bangkok Pride Forum 2026 ชวนองค์กรทลายกรอบอคติทางเพศ สู่กลยุทธ์ Talent War และการสร้าง Inclusive Workplace โดย SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

Talent War ยุคใหม่ ไม่ได้แข่งกันที่เงินเดือน

แต่แข่งกันที่การยอมรับความแตกต่าง

สิ่งที่หลายองค์กรกำลังเผชิญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะจ่ายค่าตอบแทนสูงแค่ไหน เหนือกว่านั้นคือจะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง ยอมรับความแตกต่าง และทำให้พนักงานสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากเพียงใด

เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นอย่าง “อคติ” ยังคงส่งผลต่อโอกาสในการทำงาน การเติบโต และการได้รับการยอมรับของผู้คนจำนวนไม่น้อย

นพ.อัศวิน ภูวธนสาร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน มองว่า หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกการทำงานคือการเปลี่ยนจากการประเมินคนจาก “ตัวตน” ไปสู่การประเมินจาก “ศักยภาพ”

“ในหลายประเทศวันนี้ เวลาเขารับคนเข้าทำงาน เขาแทบไม่ถามแล้วว่าคุณเป็นเพศอะไร อายุเท่าไหร่ หรือมีภูมิหลังแบบไหน เพราะสิ่งที่องค์กรอยากรู้จริง ๆ คือคุณสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง ผมคิดว่าความสามารถของคนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเพศ แต่ถูกสะท้อนผ่านวิธีคิด ทัศนคติ และผลลัพธ์ที่เขาสร้างขึ้นมากกว่า”

มุมมองดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งองค์กรจำนวนมากเริ่มปรับวิธีคิดเกี่ยวกับการสรรหาบุคลากร โดยลดการให้ความสำคัญกับข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดอคติ ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือภูมิหลังทางสังคม เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานไม่ใช่ตัวตนของบุคคล แต่คือความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ให้กับองค์กร

ในมุมของธุรกิจ เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ หากองค์กรยังคงใช้กรอบคิดเดิมในการคัดเลือกคน ก็อาจหมายถึงการปิดโอกาสของคนที่มีศักยภาพจำนวนมากโดยไม่รู้ตัว และในยุคที่หลายอุตสาหกรรมกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรคุณภาพ การมองข้ามคนเก่งเพียงเพราะอคติบางอย่าง อาจกลายเป็นต้นทุนทางธุรกิจที่สูงกว่าที่คิด

แม้หลายองค์กรในปัจจุบันจะมีนโยบายด้านความหลากหลายและความเท่าเทียมมากขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ นโยบายเหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด อภันตรี เจริญศักดิ์ รองประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ฝ่ายสตรีและเยาวชน ซึ่งทำงานด้านสิทธิแรงงานมาอย่างยาวนาน มองว่าต้นตอของความไม่เท่าเทียมจำนวนมากไม่ได้มาจากกฎระเบียบ แต่อยู่ที่ทัศนคติของผู้คนในองค์กร

“เราต้องเปิดใจ แล้วเราต้องหาพื้นที่ให้เขาสามารถพูดออกมาว่า สิ่งที่พี่เขาไม่ชอบเราคืออะไร เพราะฉะนั้นเส้นบาง ๆ ที่กั้นเราอยู่ ถ้าเมื่อไหร่ที่มีพื้นที่ปลอดภัย มันจะกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะดึงความสามารถของน้อง ๆ รุ่นใหม่ออกมา แล้วทำให้องค์กรเกิดความว้าวขึ้นมา”

เหตุผลก็เพราะนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานร่วมกัน ไม่ได้เกิดขึ้นจากการบังคับ แต่เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนกล้าพูด กล้าคิด และกล้าแสดงความเห็น ในทางกลับกัน หากองค์กรเต็มไปด้วยอคติ การแบ่งแยก หรือวัฒนธรรมที่ไม่เปิดรับความแตกต่าง คนจำนวนมากก็จะเลือกเก็บความคิดไว้กับตัวเอง หรือเลือกเดินออกจากองค์กรในที่สุด

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในเวทีเสวนาครั้งนี้ คือคุณสมบัติที่องค์กรกำลังมองหาในคนรุ่นใหม่ ในอดีต ความรู้ทางวิชาการอาจเป็นตัวชี้วัดสำคัญ แต่ปัจจุบัน ทักษะที่ได้รับความสำคัญกลับเป็นสิ่งที่เรียกว่า Human Skills หรือทักษะด้านมนุษย์ พัชรินทร์ ประยูรชาติ ผู้จัดการศูนย์พัฒนาอาชีพ วิทยาลัยดุสิตธานี มองว่า สิ่งที่ First Jobber จำเป็นต้องมีมากที่สุดในยุคนี้คือความสามารถในการปรับตัว

“พอนักศึกษาออกจากห้องเรียนหรือออกจากการฝึกงานเข้าสู่โลกการทำงาน สิ่งที่ควรมีมาก ๆ คือ Adaptability เพราะการทำงานจริงไม่ใช่ว่าพี่มอบหมายงานมา 1 ชิ้น แล้วเราทำเสร็จแค่ 1 ชิ้นจบ แต่มันคือการพยายามปรับตัวและหาวิธีทำงานให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา”

คำพูดนี้สะท้อนความจริงของตลาดแรงงานในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน เพราะโลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเดิมมาก เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นแทบทุกวัน โมเดลธุรกิจถูกพลิกโฉมอยู่ตลอดเวลา และทักษะที่เคยเป็นที่ต้องการในวันนี้ อาจล้าสมัยภายในเวลาไม่กี่ปี องค์กรจึงไม่ได้มองหาคนที่รู้ทุกอย่าง แต่กำลังมองหาคนที่พร้อมเรียนรู้ทุกอย่าง

ความสามารถในการปรับตัว การสื่อสาร การทำงานร่วมกับคนที่แตกต่าง และการเปิดรับมุมมองใหม่ ๆ จึงกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญไม่แพ้ความรู้เฉพาะทาง

โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคมีความหลากหลายมากขึ้น การมีทีมงานที่สะท้อนความหลากหลายของสังคมย่อมช่วยให้องค์กรเข้าใจตลาดได้ลึกซึ้งมากกว่าเดิม นี่คือเหตุผลที่บริษัทชั้นนำระดับโลกจำนวนมากให้ความสำคัญกับ DEI ในฐานะส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กร ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม

สำหรับประเทศไทย แม้เส้นทางยังต้องใช้เวลาอีกพอสมควร แต่สัญญาณหลายอย่างกำลังบ่งชี้ว่าองค์กรไทยเริ่มตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้น จากเดิมที่ความหลากหลายถูกมองเป็นเพียงประเด็นเฉพาะกลุ่ม วันนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการบริหารคน การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

เพราะในวันที่ทุกองค์กรกำลังแย่งชิงคนเก่ง ความได้เปรียบอาจไม่ได้อยู่ที่ใครจ่ายเงินเดือนสูงกว่าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ใครสามารถสร้างสถานที่ทำงานที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า “ตัวตนของพวกเขามีคุณค่า” ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น ความหลากหลายก็จะไม่ใช่เพียงเรื่องของความเท่าเทียม แต่จะกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญที่สุดขององค์กรยุคใหม่