ธันวาคม 27,2025…กลุ่มธุรกิจ TCP เปิดมุมมอง “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงสิ่งแวดล้อม แต่คือความสามารถของธุรกิจและประเทศในการยืนระยะท่ามกลางโลกผันผวน สราวุฒิ อยู่วิทยา เสนอแนวคิด Rebalance–Reinvent พาเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ Next Frontier อย่างมั่นคงและยั่งยืน
พลิกแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน
สู่พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย
สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจTCP เปิดมุมมองการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยตั้งคำถามสำคัญว่า ธุรกิจและประเทศจะสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนได้จริงหรือไม่ ในบริบทที่ต้นทุนเพิ่ม ความไม่แน่นอนสูง และการแข่งขันรุนแรงกว่าที่เคยเป็นมา พร้อมชี้ว่า “ความยั่งยืน” ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงเพียงมิติสิ่งแวดล้อม แต่คือความสามารถของธุรกิจในการยืนระยะระยะยาว ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน
เขาเริ่มต้นด้วยกรณีศึกษาของ Nintendo บริษัทญี่ปุ่นอายุ 136 ปี ที่เริ่มต้นจากธุรกิจไพ่กระดาษ ก่อนจะปรับตัวอย่างต่อเนื่องสู่ธุรกิจเกมคอนโซล และขยายสู่ธุรกิจบันเทิงเต็มรูปแบบ ทั้งแอนิเมชันและธีมพาร์ค โดยชี้ว่า ความสำเร็จของ Nintendo ไม่ได้เกิดจากการยึดติดกับธุรกิจเดิม แต่เกิดจากการมองเห็นคุณค่าของทรัพย์สินทางปัญญา การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และความกล้าที่จะปรับตัว แม้ในวันที่บริษัทมีอายุมากแล้ว
“ต่อให้บริษัทอายุ 95 ปี ก็ยัง Reinvent ตัวเองได้ ถ้าเราไม่ยอมแพ้และกล้าคิดใหม่”
Rebalance – Reinvent
Mindset การเติบโตอย่างยั่งยืนในมิติธุรกิจ
สราวุฒิ อธิบายว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนของธุรกิจในโลกที่ผันผวน ไม่อาจพึ่งพาเพียงความสำเร็จในอดีตได้อีกต่อไป หัวใจสำคัญอยู่ที่การ “Rebalance” หรือการสร้างสมดุลใหม่ให้ธุรกิจ ไม่ยึดติดกับตลาด กลุ่มผู้บริโภค หรือช่องทางจัดจำหน่ายใดเพียงด้านเดียว เพราะการพึ่งพิงโครงสร้างเดิมมากเกินไป คือความเสี่ยงในระยะยาว โดยเฉพาะในวันที่โครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว
แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านกลยุทธ์ “โตอย่างหลากหลาย” ของกลุ่มธุรกิจ TCP ที่มุ่งกระจายความเสี่ยงทั้งในเชิงตลาดและผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการปรับสูตรเครื่องดื่มให้สอดรับกับสังคมผู้สูงอายุ ด้วยการลดน้ำตาลและเพิ่ม Functional Ingredient รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์กลุ่มเฉพาะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับผู้หญิง เครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ Gen Z หรือการต่อยอดสู่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรูปแบบกัมมี่ ร่วมกับพันธมิตรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งหมดสะท้อนการมองการเติบโตไม่ใช่แค่ “ขายได้มากขึ้น” แต่ต้อง “เหมาะสมกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป”
ขณะเดียวกัน การ Rebalance เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากธุรกิจไม่กล้า “Reinvent” ตัวเองอย่างต่อเนื่อง สราวุฒิชี้ว่า แม้จะเป็นผู้นำตลาดแล้ว ก็ไม่ควรหยุดพัฒนาความเชี่ยวชาญ เพราะความได้เปรียบทางการแข่งขันสามารถหายไปได้รวดเร็ว ตัวอย่างสำคัญคือความร่วมมือระหว่าง TCP กับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ที่นำองค์ความรู้ด้าน Material Science จากการพัฒนาดาวเทียม มาประยุกต์ใช้กับชิ้นส่วนโรงงาน เพื่อเพิ่มความทนทานและประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงการนำ Imaging Technology หรือกล้องความละเอียดสูง มาใช้ตรวจสอบคุณภาพในกระบวนการผลิตอย่างแม่นยำ นี่คือการยกระดับ “ความเก่ง” จากประสบการณ์ สู่ความเก่งที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในมิติที่ลึกกว่านั้น สราวุฒิย้ำว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนต้องไม่มองแค่ผลประกอบการระยะสั้น แต่ต้อง “สร้างรากฐานเพื่ออนาคต” ให้กับทั้งธุรกิจและสังคม เขามองว่า Climate Change ไม่ใช่เรื่อง CSR แต่คือการสร้างเกราะคุ้มกันให้ Supply Chain ที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างคือโครงการ OECMs หรือพื้นที่อนุรักษ์นอกเขตคุ้มครอง ร่วมกับสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติ ที่ตำบลยี่สาร อำเภออัมพวา ซึ่งไม่เพียงช่วยอนุรักษ์ป่าชายเลนในฐานะแหล่งอาหารและแนวป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ยังทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอน และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการอพยพของนก
อีกหนึ่งรากฐานสำคัญที่เขาเน้นย้ำคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ หรือ Human Capital Development ทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยยกตัวอย่างโครงการ Red Bull Desert Adventure ที่ประเทศจีน ซึ่งพานักศึกษาบริหารธุรกิจกว่า 4,000 คน จาก 100 มหาวิทยาลัย เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งในทะเลทรายเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน เพื่อปลูกฝัง Mindset ของการทำงานเป็นทีม ความอดทน การไม่ยอมแพ้ การเอาชนะขีดจำกัดของตนเอง และการสร้างเครือข่ายระหว่างคนรุ่นใหม่
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า สำหรับ กลุ่มธุรกิจ TCP การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของสูตรสำเร็จ แต่คือกระบวนการคิดที่ต้องรักษาสมดุล ปรับตัวไม่หยุด และลงทุนกับอนาคตในวันที่ผลลัพธ์อาจยังไม่ปรากฏชัด แต่จะเป็นฐานความแข็งแรงให้ธุรกิจและสังคมสามารถยืนหยัดได้ในระยะยาว
Next Frontier เศรษฐกิจไทย
จากธุรกิจสู่ภารกิจร่วมของประเทศ
จากบทเรียนการเติบโตของภาคธุรกิจ สราวุฒิ ขยายกรอบคิดไปสู่ระดับประเทศ โดยเสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับ “Mindset การเติบโต” ไปพร้อมกันทั้งภาครัฐและเอกชน หากต้องการก้าวสู่พรมแดนใหม่ของเศรษฐกิจ หรือ Next Frontier อย่างแท้จริง ในโลกที่การแข่งขันไม่ใช่เพียงเรื่องต้นทุนแรงงานหรือทรัพยากรธรรมชาติอีกต่อไป แต่คือความสามารถในการปรับตัว สร้างมูลค่า และยืนระยะในระยะยาว
ในมิติแรกของการ “โตอย่างหลากหลาย” เขามองว่ารัฐบาลต้องมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ที่ยังมีศักยภาพสูง เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ และอาเซียนตอนกลาง ซึ่งยังไม่ถูกแข่งขันอย่างรุนแรงเหมือนตลาดดั้งเดิม การสนับสนุนดังกล่าวไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการส่งเสริมการขาย แต่ต้องครอบคลุมการแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่กฎหมาย การขออนุญาต การเข้าถึงช่องทางจัดจำหน่าย ไปจนถึงการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ ควบคู่กับการเร่งรัดการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA เพื่อเปิดทางให้สินค้าไทยแข่งขันได้บนเวทีโลก แม้จะต้องยอมรับว่าการเปิดตลาดอาจมีทั้งผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบ แต่หากมองประโยชน์ของประเทศในภาพรวม การไม่ขยับอาจมีต้นทุนสูงกว่าการเปลี่ยนแปลง
มิติถัดมาคือ “เก่งแต่ไม่หยุดก้าว” ซึ่งสราวุฒิมองว่าเป็นหัวใจของความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เขาชี้ว่าไทยมีจุดแข็งด้านอาหาร แต่ไม่ควรหยุดอยู่ที่การเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหรืออาหารแปรรูปราคากลาง หากต้องยกระดับสู่การเป็นผู้นำด้าน Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารจากพืช โปรตีนทางเลือก หรือสมุนไพรเพื่อสุขภาพ โดยต้องผนวกวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้เข้าไปในห่วงโซ่คุณค่า พร้อมกันนั้น ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นฐานการผลิตแบบ OEM ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ ไปสู่การสร้างสรรค์แบรนด์ของตนเองที่มีเรื่องราว มีอัตลักษณ์ และแข่งขันในตลาดโลกได้ในระดับมูลค่าสูง การพัฒนา Creative Branding จึงไม่ใช่เรื่องของการตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่กำหนดทิศทางประเทศในระยะยาว
ในมิติสุดท้ายของการ “สร้างรากฐานเพื่ออนาคต” สราวุฒิย้ำว่า การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบเป็นเรื่องเร่งด่วน กฎหมายที่ล้าสมัยและขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินจำเป็น กลายเป็นต้นทุนแฝงที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจมาอย่างยาวนาน เขาเสนอให้ลดความยุ่งยากในการดำเนินการ ยกเลิกกฎหมายที่เปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่มากเกินไป และสร้างระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ทรัพยากรไปกับการสร้างนวัตกรรม มากกว่าการจัดการเอกสารและขั้นตอน
เหนือสิ่งอื่นใด เขามองว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของ Next Frontier เศรษฐกิจไทย การลงทุนด้านการศึกษาต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย ตั้งแต่โภชนาการที่เหมาะสม ไปจนถึงการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ในระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา ควรเปิดโอกาสให้เยาวชนได้ทำงานจริง เพื่อสร้างประสบการณ์และ Mindset ที่สอดคล้องกับโลกการทำงาน ไม่ใช่เพียงความรู้เชิงทฤษฎี พร้อมกันนั้น เขาเรียกร้องให้พรรคการเมืองนำเสนอแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และวัดผลได้ ในการพัฒนาคน ซึ่งควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ มากกว่านโยบายระยะสั้นตามรอบการเลือกตั้ง
การพาประเทศไทยก้าวสู่ Next Frontier ไม่ใช่ภารกิจของภาคธุรกิจหรือรัฐบาลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นภารกิจร่วมของทั้งระบบเศรษฐกิจ ที่ต้องอาศัยความกล้าปรับโครงสร้าง ความต่อเนื่องของนโยบาย และการลงทุนกับอนาคตในวันที่ผลลัพธ์อาจยังไม่เห็นชัด แต่จะเป็นฐานให้ประเทศสามารถยืนหยัดและเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนเร็วและท้าทายยิ่งขึ้น









