มีนาคม 18,2026…Gender Equality ในตลาดทุนไทยกำลังก้าวข้ามจาก “Representation” สู่ “Transformation” เมื่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และ สำนักงาน ก.ล.ต. ใช้เวที Ring the Bell for Gender Equality 2026 เป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนเชิงระบบ โดยเชื่อมโยงภาวะผู้นำสตรีเข้ากับ Inclusive Supply Chain เพื่อขยายการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจของ SMEs ธุรกิจที่นำโดยผู้หญิง และกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสะท้อนการยกระดับ ESG จากกรอบนโยบายสู่โครงสร้างเศรษฐกิจจริง
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า ตลอดกว่า 50 ปี SET ไม่ได้มองเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเป็นเพียง “นโยบายเพื่อผู้หญิง” แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตลาดทุนที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทั้งเด็ก เยาวชน และกลุ่มชาติพันธุ์ โดยปัจจุบันโครงสร้างองค์กรเองสะท้อนความสมดุลมากขึ้น ทั้งสัดส่วนพนักงานหญิงที่อยู่ในระดับ 40–50% และผู้บริหารระดับสูงที่เป็นผู้หญิงเกือบครึ่งหนึ่ง
ในระดับตลาดทุน ภาพการเปลี่ยนผ่านยิ่งชัดขึ้น เมื่อมีบริษัทจดทะเบียนถึง 567 แห่งที่ให้คำมั่นในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ และกว่า 500 บริษัทมีกรรมการหญิงอย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งสะท้อนว่า Gender Equality ไม่ใช่เพียงประเด็น CSR แต่กำลังกลายเป็น “มาตรฐานของ Governance” ในระบบเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เวทีนี้พยายามขยับไปไกลกว่านั้น คือการเชื่อม Gender Equality เข้ากับ “ห่วงโซ่อุปทาน” และการเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยแนวคิด Inclusive Supply Chain ถูกยกขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่ครอบคลุม เปิดโอกาสให้ SMEs ธุรกิจที่นำโดยผู้หญิง รวมถึงกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้จริง ไม่ใช่เพียงในเชิงสัญลักษณ์
ขณะเดียวกัน SET ยังขยายบทบาทไปสู่การพัฒนา “ทุนมนุษย์” ผ่านโครงการด้านการศึกษา โดยเฉพาะการนำคอมพิวเตอร์ที่ได้รับบริจาคกว่า 5,000 เครื่อง มาติดตั้งระบบ e-learning และองค์ความรู้ทางการเงินให้กับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล พร้อมโครงการ Train the Trainer เพื่อสร้างครูที่สามารถถ่ายทอดความรู้ทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง
ด้าน พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ย้ำว่าบทบาทของตลาดทุนไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่การกำกับดูแล แต่ต้องเป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดย ก.ล.ต. ได้ร่วมมือกับ UN Women และพันธมิตร พัฒนาเครื่องมือและแนวปฏิบัติ เช่น 4G Code และ Women’s Empowerment Principles (WEPs) เพื่อผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนนำหลักความเท่าเทียมทางเพศไปใช้จริงในธุรกิจ
ผลลัพธ์เริ่มสะท้อนเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดย ณ สิ้นปี 2568 มีบริษัทจดทะเบียนเกือบ 30% ที่มีกรรมการหญิงอย่างน้อย 30% และเกือบครึ่งของบริษัท IPO ใหม่มีโครงสร้างบอร์ดที่มีผู้หญิงในระดับเดียวกันตั้งแต่ต้น ขณะเดียวกันข้อมูลระดับภูมิภาคยังชี้ว่าบริษัทไทยมีสัดส่วน CEO และ CFO หญิงสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในมิติของ ESG การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้กำลังสะท้อนภาพใหม่ของ “Sustainability” ที่ไม่ใช่เพียง Climate หรือ Net Zero แต่รวมถึง “Social Infrastructure” ของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเข้าถึงเงินทุน ซึ่งภาคการเงินเริ่มพัฒนาเครื่องมือ เช่น Gender Bond และสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการหญิง เพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังกลุ่มที่เคยถูกมองข้าม
สิ่งที่เวทีนี้สะท้อนอย่างชัดเจน คือ Gender Equality กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “Agenda ทางสังคม” สู่ “กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับบอร์ด ไปจนถึงระดับซัพพลายเชน และการเข้าถึงเงินทุน
นี่คือสัญญาณของการยกระดับ ESG ในไทย จาก “Framework” สู่ “System Change” ซึ่งภาวะผู้นำสตรีไม่ได้เป็นเพียงภาพแทนของความหลากหลาย แต่คือกลไกสำคัญในการออกแบบเศรษฐกิจที่ครอบคลุม แข่งขันได้ และยั่งยืนในระยะยาว






