กุมภาพันธ์ 4,2026…Go Healthier with MTL ยกระดับสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน ผ่านผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย นวัตกรรม พาร์ทเนอร์ และระบบดูแลสุขภาพที่หลากหลาย พร้อมตอกย้ำบทบาท “คู่คิดที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งเรื่องชีวิตและสุขภาพ” ในทุกช่วงชีวิต
สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวถึงความผันผวนของโลกยุคใหม่ ทั้งเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ภัยพิบัติ ความเสี่ยงสุขภาพรูปแบบใหม่ รวมกฎเกณฑ์ของโลกในการป้องกันความเสี่ยงภายใต้แนวทาง ESG ไม่ใช่เรื่อง “ถูกบังคับให้ทำ” แต่คือ Mindset ขององค์กรในฐานะธุรกิจที่ถือความเสี่ยงระยะยาวของสังคมไว้ในมือ
“แก่นของธุรกิจประกันชีวิตเกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพชีวิต ความเท่าเทียมในการเข้าถึงการคุ้มครอง และความน่าเชื่อถือของระบบ ซึ่งสอดคล้องกับมิติ Social และ Governance อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ESG ไม่ใช่สิ่งที่ต้องฝืนทำ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจประกันชีวิตโดยตรง Embed ESG ไว้ในธุรกิจ โดยเฉพาะ S และ G ที่เป็นพื้นฐานของ ความเชื่อมั่น และการเข้าถึง”
สาระกล่าวต่อเนื่องการ Embed ESG ที่จับต้องได้ที่สุด คือการทำให้ประกันสุขภาพ “เข้าถึงได้จริง” ผ่านการลดต้นทุนด้วย AI และเทคโนโลยี เพื่อทำให้เบี้ยถูกลงและขยายฐานสู่ลูกค้ากลุ่ม Mass Market พร้อมปรับความคุ้มครองให้สอดรับกับสังคมสูงวัย เช่น การขยายความคุ้มครองสุขภาพไปได้ถึงอายุ 90–99 ปี โดยเฉพาะแบบเหมาจ่าย รวมถึงการพัฒนาแบบประกันที่ตอบโจทย์เฉพาะโรคและเฉพาะกลุ่ม เช่น Care Plus ที่คุ้มครองมะเร็งหลักล้านด้วยเบี้ยหลักร้อย และ Smart Silver สำหรับผู้สูงอายุที่ครอบคลุมโรคและความเสี่ยงที่พบมาก เช่น อัลไซเมอร์หรือกระดูกหัก
“การวางระบบประกันแบบนี้ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ แต่สะท้อนความพยายามลดความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือน และทำให้คนไทย “วางแผนชีวิต” ได้มากขึ้นในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลและความเสี่ยงสุขภาพกลายเป็นต้นทุนใหม่ของสังคม”
ทั้งนี้ “Go Healthier with MTL” ภายใต้แนวทาง ESG ถูกออกแบบให้ไปไกลกว่าการจ่ายเคลม ผ่านการสร้าง Health Ecosystem ที่ต่อยอดแนวคิด Wellness and Prevention เพื่อดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ตลอดจนการดูแลเมื่อเจ็บป่วยและการดูแลหลังการรักษา โดยผสานพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพหลากหลายรูปแบบ รวมถึงโครงการเครือข่ายโรงพยาบาล MTL Hospital Smile Network ครอบคลุมทั้งภาครัฐ เอกชน และโรงเรียนแพทย์กว่า 145 แห่ง เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้เอาประกัน ตั้งแต่การลดความกังวลค่าใช้จ่ายส่วนเกิน การประเมินค่าใช้จ่ายก่อนการรักษา ไปจนถึงสิทธิประโยชน์และแพ็กเกจพิเศษที่ช่วยให้เข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวกและอุ่นใจ
“ในมิติการดูแลสุขภาพทางการเงิน เมืองไทยประกันชีวิตยังพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้การวางแผนชีวิตง่ายขึ้นและ “เลือกความคุ้มครองได้ตรงกับช่วงชีวิต” ตั้งแต่แบบประกันเพื่อส่งต่อความมั่งคั่งอย่าง เมืองไทย พรีเมียร์ เลกาซี่ โครงการ ShieldLife ไปจนถึงแบบประกันรูปแบบใหม่ที่รวมประกันชีวิตและสุขภาพไว้ในกรมธรรม์เดียว เช่น เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น ซึ่งสะท้อนการมองประกันเป็นเครื่องมือของความมั่นคงระยะยาวมากกว่าการซื้อเพื่อคุ้มครองเหตุฉุกเฉินเพียงอย่างเดียว”
เมืองไทยประกันชีวิต ยกระดับ “กรอบบริหารความเสี่ยงองค์กร” ผ่านมาตรฐานสากลและการตรวจประเมินจากภายนอก โดยบริษัทเปิดเผยผลประเมินล่าสุดจาก MorningStar Sustainalytics ซึ่งบริษัททำคะแนน ESG Risk Rating ได้ 19.9 คะแนน อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำ (Low Risk Profile) โดยชี้ว่าหัวใจคือความสามารถในการควบคุมความเสี่ยงด้าน ESG ได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมกันนี้ยังเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทยที่เข้าร่วมลงนาม UN-supported Principles for Responsible Investment (PRI) รวมถึงขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) กับ อบก. และเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน CAC ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3
การลงนาม PRI และทิศทาง Responsible Investment ของเมืองไทยประกันชีวิต มีนัยมากกว่า “การลงทุนแบบ ESG” ในเชิงการตลาด เพราะสื่อถึงการปรับพอร์ตและกรอบคิดการลงทุนให้สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการพิจารณาประเด็นสิ่งแวดล้อมในการลงทุนและหลีกเลี่ยงอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูง
“เราเลือกการลงทุนสิ่งที่เรียกว่า Just Transition ในธุรกิจที่มีความพยายามปรับเปลี่ยน ไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ในเชิงระบบอย่างเป็นธรรม เพราะเงินลงทุนของสถาบันการเงินไม่ใช่เพียงการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง แต่เป็นการเลือกสนับสนุนธุรกิจที่จะพาประเทศและประชาชนเปลี่ยนผ่าน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
เมืองไทยประกันชีวิตยังตอกย้ำความแข็งแกร่งขององค์กรในมิติ Governance และความมั่นคง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจที่ต้องรับภาระความคุ้มครองระยะยาว โดยข้อมูลระบุว่าในปี 2568 บริษัทมีเบี้ยรับปีแรกเติบโตมากกว่า 10% ขณะที่แบบประกัน Investment-Linked เติบโต 249% และมี Capital Adequacy Ratio มากกว่า 350% สูงกว่าเกณฑ์กำกับที่ 140% รวมถึงได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ และ Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha)
สาระกล่าวในท้ายที่สุด “ESG ของเมืองไทยประกันชีวิต” จึงไม่ใช่เรื่องการทำกิจกรรมเพิ่มหรือการทำตามข้อบังคับ แต่คือการออกแบบธุรกิจให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของสังคมไทย ทั้งสังคมสูงวัย โรคใหม่จากสิ่งแวดล้อมอย่าง PM2.5 ความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตและภัยพิบัติ ตลอดจนภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว






