แนวคิด Marketing is from Mars Sustainability is from Venus สะท้อนช่องว่างระหว่างการตลาดกับกลยุทธ์ความยั่งยืน – SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand แนวคิด Marketing is from Mars Sustainability is from Venus สะท้อนช่องว่างระหว่างการตลาดกับกลยุทธ์ความยั่งยืน – SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

Marketing Is from Mars, Sustainability Is from Venus

ทำไม Marketing และ Sustainability ต้องร่วมกันสร้าง Brand Growth

มีนาคม 12,2026…เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นปัจจัยสำคัญของความเชื่อมั่นผู้บริโภค Marketing และ Sustainability จึงต้องทำงานร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว

นับจากมีคำว่า Sustainability-ความยั่งยืน เกิดขึ้น ก็เหมือนเดินคนละทาง พูดกันคนละภาษา กับคำว่า การตลาด-Marketing ความสามารถทั้ง 2 คำจะเชื่อมช่องว่างระหว่างการตลาดและความยั่งยืนจะช่วยให้แบรนด์พร้อมสำหรับอนาคต และนำมาซึ่งการเติบโตที่ดีขึ้น



ย้อนกลับไปในปี 2012 Thomas Kolster เปิดตัวหนังสือ Goodvertising (Thames & Hudson) หนังสือเล่มแรกซึ่งเน้นสะท้อนพลังของเรื่องความยั่งยืน ที่สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง แต่คนส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมโฆษณา เพิกเฉยต่อความยั่งยืนในตอนแรกเปรียบเปรยว่า เหมือนคนประหลาดที่มาเทศน์เรื่องการเลิกเหล้าตอนตี 2 


อย่างไรก็ตาม ก็มีคนเปิดประตูต้อนรับเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะมีทั้งการเรียนรู้คำศัพท์ และทักษะใหม่: ความสำคัญของวัสดุ เป้าหมายตามหลักวิทยาศาสตร์ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ณ จุดเริ่มเหมือนเป็นจักรวาลทั้งหมดที่การตลาดมองว่า มันไม่มีอยู่จริง หรือเป็นเพราะไม่อยากสนใจเลย



ในยุคที่ความเชื่อมั่นกำลังพังทลาย และความกดดันด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มสูงขึ้น การแยกจากกันเช่นนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นอันตราย ทำให้มีความเสี่ยงที่มูลค่าแบรนด์จะได้รับผลกระทบสูง 


พูดกันตรง ๆ ทั้งสองฝ่ายต่างเหนื่อยล้า หากคุยกับ CMO คู่สนทนาจะได้ยินแต่ความรู้สึกผิดหวัง เพราะผู้บริโภคไม่ได้แค่ซื้อสินค้า แต่พวกเขายังตั้งคำถามกับสินค้าด้วย CMO โดยเฉลี่ยกลายเป็นเหมือนนักกายกรรมในองค์กร ที่ถูกคาดหวังให้สร้างการเติบโตไปพร้อมๆ กับการหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาว่าพูดจาเหลวไหล



แต่เมื่อคุยกับประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืน (CSO) จะได้ยินความเหนื่อยล้าอีกแบบหนึ่ง พวกเขาต้องการผู้นำซึ่งสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงภายใน และใครสักคนที่แปลความหมายของความยั่งยืนให้เป็นสิ่งที่ผู้คนใส่ใจได้อย่างแท้จริง ในตลาดที่ไม่แน่นอน แบรนด์ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงความพยายามในการสร้างแบรนด์ขนาดใหญ่ ด้วยความกลัวว่าจะเกิด “กระแสต่อต้านความยั่งยืน” พวกเขาจึงละทิ้งความพยายามด้านความยั่งยืนทั้งหมดและหันไปเน้นการไล่ล่ายอดขายแทน


นี่เป็นกลยุทธ์อันตรายซึ่งมักบั่นทอนความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของแบรนด์ ตัวอย่างการเติบโตนั้นมีอยู่จริง เช่น

พวกเขาเพิ่งเข้าสู่ตลาดสหราชอาณาจักร เติบโตแบบ Double Digit ขณะกำลังท้าทายแบรนด์ใหญ่ๆ เรื่องการเสพติดน้ำตาลของผู้บริโภค



ในที่สุดมาถึงปี 2026 เป็นที่แน่ชัดว่า การตลาดและความยั่งยืนทำงานร่วมกัน มันคือการผสมผสานลงตัว การสำรวจของ Brand Finance ระบุชัดเจนว่า ความยั่งยืนเป็นตัวขับเคลื่อนความต้องการที่ทรงพลัง ในภาคส่วนต่างๆ เช่น ยานยนต์ สินค้าฟุ่มเฟือย สินค้าอุปโภคบริโภค บริการระดับมืออาชีพ และสินค้าหรูหรา ความยั่งยืนช่วยกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค 10% -23%



เส้นทางเติบโตข้างหน้าของการตลาดและความยั่งยืน เริ่มต้นเหมือนการ “บำบัดคู่รัก” ทั่วไป ประกอบด้วย

โลกการตลาด เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่โลกของการพัฒนาอย่างยั่งยืนมีเหตุผลและซับซ้อน จึงไม่น่าแปลกใจที่ทั้งสองโลกมักขัดแย้งกัน มีตัวอย่างที่ดีของการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองโลก

หนึ่งใน Headline พูดเรื่อง “ugly carrot” เขียนว่า “ในซุปใครจะสน?” เป็นการสื่อสารที่ยอดเยี่ยม ทำให้ผู้บริโภครู้สึกกับแครอทต่างออกไป ขณะเดียวกันก็หยิบยกประเด็นที่ซับซ้อนอย่าง ขยะอาหาร มาทำให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงอารมณ์ได้



แบรนด์ที่พร้อมสำหรับอนาคต จะไม่ใช่แบรนด์เสียงดังที่สุด หรือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่สุด พวกเขาจะเป็นที่ที่การตลาดและความยั่งยืนทำงานในฐานะผู้ร่วมสร้างคุณค่า สิ่งที่ต้องทำ คือ เลิกคิดว่าสองโลกนี้เข้ากันไม่ได้เสียที

ที่มา sustainable brands