SD Perspectives : Strategic Sustainability Media in Thailand SD Perspectives : Strategic Sustainability Media in Thailand

“ไฟ–ฝุ่น–แล้ง–น้ำ” 4 ความเสี่ยงชุดเดียวกัน รุนแรงขึ้นเป็นลูกโซ่

เมื่อ *Climate Amplification เปลี่ยนภัยธรรมชาติเป็นความเสี่ยงถาวร

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ พร้อมด้วยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมวิเคราะห์แนวโน้มของปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ ตลอดจนเสนอแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน ภาคเกษตร และองค์กรธุรกิจสามารถปรับตัวต่อความผันผวนของภูมิอากาศในระยะยาว

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและเข้าใกล้ระดับวิกฤต ซึ่งอาจทำให้ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในอนาคตมีความรุนแรงกว่าที่ประเทศไทยเคยเผชิญในช่วงปี 2559–2560 ราว 30–40% โดยผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอากาศร้อนหรือภัยแล้ง แต่จะขยายตัวเป็นลูกโซ่ หรือ *Climate Amplification ครอบคลุมทั้งไฟป่า ฝุ่นพิษ การขาดแคลนน้ำ ผลผลิตทางการเกษตร ระบบนิเวศ และการท่องเที่ยว

“รูปแบบของฝนอาจแปรปรวนมากขึ้น บางพื้นที่มีฝนตกหนักในระยะเวลาสั้นจนเกิดน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่บางพื้นที่ต้องเผชิญฝนทิ้งช่วงยาวนาน ปริมาณฝนอาจลดลงประมาณ 10–30% และฤดูฝนอาจสิ้นสุดเร็วขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีระยะเวลาเก็บกักน้ำน้อยลง แต่ต้องบริหารน้ำสำรองให้เพียงพอต่อการใช้งานไปจนถึงฤดูฝนปีถัดไป”

ขณะเดียวกัน เมืองขนาดใหญ่อาจเผชิญปรากฏการณ์ “ฮีทโดม” ซึ่งกักเก็บความร้อนและมลพิษไว้เหนือพื้นที่เมือง ทำให้อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้เพิ่มสูงขึ้น พร้อมกับความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศและค่าไฟฟ้าที่เพิ่มตามมา กลุ่มผู้สูงอายุ เด็ก ผู้มีโรคประจำตัว และแรงงานกลางแจ้งจะเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

“สำหรับระบบนิเวศทางทะเล อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อปะการังฟอกขาว แพลงก์ตอนบลูม สัตว์ทะเลตาย และปัญหาน้ำเสีย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับรายได้ของชุมชนประมง การท่องเที่ยว และต้นทุนอาหารทะเล”

อย่างไรก็ตาม การรับมือของภาครัฐยังมักให้ความสำคัญกับการจัดการภัยพิบัติระยะสั้น เช่น การกู้ภัย การชดเชย และการฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ มากกว่าการเตรียมรับความเปลี่ยนแปลงถาวรของระบบนิเวศ การเกษตร และเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ข้อมูล การติดตามผล และการวางแผนต่อเนื่องหลายปี

ผศ.ดร.โพยม สราภิรมย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า น้ำไม่ใช่เพียงทรัพยากรสำหรับการอุปโภคบริโภค แต่เป็นปัจจัยการผลิตและต้นทุนสำคัญของการพัฒนาประเทศ ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม ธุรกิจ และการรักษาระบบนิเวศ

ตัวอย่างจาก “ลุ่มน้ำชี” สะท้อนความผันผวนอย่างชัดเจน โดยบางปีมีปริมาณน้ำเพียงประมาณ 800 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่บางปีอาจสูงถึง 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 14,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ความแตกต่างดังกล่าวทำให้พื้นที่เดียวกันสามารถเผชิญทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งได้ในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกัน

แนวทางสำคัญจึงอยู่ที่การเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับความผันผวน ด้วยโครงสร้างกักเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยเฉพาะระบบแหล่งน้ำระดับชุมชนที่โครงการขนาดใหญ่อาจเข้าไม่ถึง รวมถึงการเก็บน้ำฝน การใช้น้ำซ้ำ การรีไซเคิลน้ำในชุมชนและภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการใช้น้ำบาดาลโดยไม่เกินศักยภาพของพื้นที่

“เราไม่สามารถบริหารน้ำแบบปีต่อปีได้อีกต่อไป แต่ต้องคิดเผื่ออนาคตและสร้าง Safety Factor ให้ระบบน้ำ” ผศ.ดร.โพยมกล่าว พร้อมเสนอให้วางแผนกักเก็บน้ำในระดับที่เพียงพอต่อการใช้งานมากกว่าหนึ่งปี เพื่อสร้างความมั่นคงท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่คาดการณ์ได้ยากขึ้น

โมเดลการบริหารน้ำของจังหวัดขอนแก่นยังสะท้อนว่า การมีโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องประกอบด้วยทีมงาน ฐานข้อมูล แผนปฏิบัติการ กลไกขับเคลื่อน การประเมินผล และการบูรณาการระหว่างหน่วยงานกับชุมชน เพื่อให้การจัดการน้ำสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า การฟื้นฟูป่าที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าไม่ควรจบลงเพียงกิจกรรมปลูกต้นไม้ แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับระบบนิเวศดั้งเดิมและทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์จากการดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง

“โครงการไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน ที่ทำร่วมกับสิงห์อาสา ได้ลงพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากไฟป่าโดยตรง และดำเนินงานอย่างจริงจังต่อเนื่อง ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกมีอัตรารอดประมาณ 80–90% จากการคัดเลือกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เหมาะสมกับระบบนิเวศ การปลูกในฤดูกาลที่ถูกต้อง การสร้างแนวกันไฟ และการจัดตั้งทีมลาดตระเวนชุมชน”

โครงการยังนำองค์ความรู้เรื่องเชื้อราไมคอร์ไรซา ซึ่งพัฒนาร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาใช้ร่วมกับการปลูกไม้พื้นถิ่น เพื่อช่วยให้ต้นไม้ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน เชื้อรายังสามารถสร้างเห็ดที่ชุมชนนำไปบริโภคหรือสร้างรายได้ ทำให้การฟื้นฟูป่าเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจชุมชน

หัวใจสำคัญคือการทำให้ชาวบ้านมีบทบาทตั้งแต่การปลูก ดูแล ทำแนวกันไฟ ปลูกซ่อมเสริม ไปจนถึงการเป็น “ยามของหมู่บ้าน ยามของป่า” เพราะเมื่อชุมชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ป่าจะไม่ได้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่แยกออกจากการดำรงชีวิต แต่กลายเป็นฐานทรัพยากรที่ทุกฝ่ายร่วมกันรักษา

ผศ.มัลลิกา ศรีสุธรรม สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ผลการติดตามโครงการจัดการน้ำชุมชนทั้งในช่วงลานีญาที่มีน้ำมากและช่วงเอลนีโญที่เกิดความแห้งแล้ง แสดงให้เห็นว่าแหล่งกักเก็บน้ำระดับชุมชนสามารถลดความเสี่ยงจากภัยแล้งได้อย่างมีนัยสำคัญ

“ระบบ “บ่อพ่อ–บ่อแม่” หรือโครงข่ายบ่อกักเก็บน้ำที่เชื่อมโยงกัน ช่วยรองรับน้ำในช่วงฤดูฝน ลดผลกระทบจากน้ำหลาก และเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ทำให้ชาวบ้านมีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค การทำเกษตร และการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากช่วยให้ระบบประปาชุมชนสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปีแล้ว น้ำยังทำให้ครัวเรือนปลูกข้าว พืชผัก และผลไม้ได้ต่อเนื่อง รวมถึงมีปลาในบ่อเป็นแหล่งอาหารและรายได้ จึงช่วยสร้างความมั่นคงให้ชุมชนได้มากกว่ามิติด้านน้ำเพียงอย่างเดียว

ข้อสรุปสำคัญจากเวทีคือ ประเทศไทยต้องเปลี่ยนจากการรอรับมือเมื่อเกิดภัยพิบัติ ไปสู่การลงทุนเพื่อสร้าง Climate Resilience หรือความสามารถในการรับแรงกระแทกและฟื้นตัวจากความผันผวนของภูมิอากาศในระยะยาว

ระดับครัวเรือนและชุมชนสามารถเริ่มจากระบบเก็บน้ำฝน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การลดพื้นผิวแข็ง การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดทำแผนดูแลกลุ่มเปราะบาง ขณะที่ภาคธุรกิจจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ ความร้อน วัตถุดิบ พลังงาน สุขภาพแรงงาน และความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการลงทุนในระบบน้ำหมุนเวียน พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับสภาพภูมิอากาศในอนาคต

ทั้งนี้ 2 ตัวอย่างของ Climate Resilience คือ

โครงการสิงห์อาสาสร้างแหล่งน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน โดยสิงห์อาสาร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อรองรับการใช้น้ำของชุมชนตลอดทั้งปี เป็นทั้งบ่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ช่วยป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน

นับตั้งแต่ปี 2563 มีแหล่งน้ำชุมชนสิงห์อาสาในจังหวัดภาคอีสานแล้ว 10 แห่ง โดยชาวบ้านมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ สามารถนำน้ำไปทำการเกษตร ทั้งการปลูกข้าว พืชผัก และผลไม้ รวมถึงใช้บ่อเป็นแหล่งอาหารของชุมชน มีปลาให้ชาวบ้านจับเพื่อบริโภคและสร้างรายได้ ขณะที่ระบบน้ำประปาของชุมชนสามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี

สิงห์อาสาร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เดินหน้าสานต่อภารกิจ “ไม้ยืนต้น ป่ายั่งยืน” ตั้งแต่ปี 2565 เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่าและรักษาสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ โดยต้นไม้ที่ปลูกมีอัตรารอดประมาณ 80–90%

โครงการให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม การปลูกในฤดูกาลที่ถูกต้อง และการเลือกพันธุ์ไม้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของคนในชุมชน ปัจจุบันดำเนินงานในพื้นที่ชุมชนต้นแบบ 6 หมู่บ้าน ในอำเภอเมืองและอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด สัตว์ได้พึ่งพิง” พร้อมทำงานร่วมกับเครือ

ท้ายที่สุด โครงการฟื้นฟูน้ำและป่าอาจไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อม แต่ช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เครดิต สุขภาพ และการประกันภัยในอนาคต

*Climate Amplification คือการที่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชื่อมโยงและเร่งความรุนแรงต่อกันเป็นลูกโซ่ เช่น ภัยแล้งทำให้ไฟป่าเพิ่มขึ้น ไฟป่าสร้างฝุ่น PM2.5 และการขาดแคลนน้ำส่งผลต่อชุมชน เกษตรกรรม และธุรกิจพร้อมกัน และ Climate Amplification คือ“ตัวเร่งความเสี่ยงทางการเงิน สุขภาพ และการประกันภัย”