จุฬาฯ เปิดตัวโครงการ Water Resilience เพื่อความมั่นคงด้านน้ำและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – SD Perspectives : Strategic Sustainability Media in Thailand Chulalongkorn University launches Water Resilience initiative to strengthen water security and climate adaptation in Thailand – SD Perspectives : Strategic Sustainability Media in Thailand จุฬาฯ เปิดตัวโครงการ Water Resilience เพื่อความมั่นคงด้านน้ำและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ – SD Perspectives : Strategic Sustainability Media in Thailand Chulalongkorn University launches Water Resilience initiative to strengthen water security and climate adaptation in Thailand – SD Perspectives : Strategic Sustainability Media in Thailand

จุฬาฯ เปิดศูนย์ “กันก่อนท่วม”

เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

กุมภาพันธ์ 2,2026…ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อปกป้องเมืองและอนาคตของคนรุ่นต่อไปโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังร่วมภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่แยกส่วนการทำงานตามกรมหรือจังหวัด เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ” “น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ”ฝนแช่” เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ

ดร.วิทยา เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่

เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว

เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย

เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน

ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่

-น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ

-ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง

-นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด

-กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง

ภัยน้ำไม่ใช่แค่ความเสียหายต่อบ้านหรือทรัพย์สิน แต่คือการพังทลาย “ชีวิตทั้งชีวิต” ตั้งแต่โอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิตของครอบครัว ไปจนถึงการซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงของสังคม โดยเฉพาะหากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จะสร้างความเสียหายสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที และก่อผลกระทบทางสังคมที่ประเมินค่าไม่ได้

การที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ “กันก่อนท่วม” ใช้องค์ความรู้แบบสหสาขาและเครือข่ายความร่วมมือทั้งรัฐ เอกชน ชุมชน และต่างประเทศ เพื่อเป็นกลไกกลางเชื่อมงานวิจัยสู่การลงมือทำจริง ตั้งแต่การสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนเข้าใจง่าย ไปจนถึงการเสนอกรอบแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบาย ครอบคลุมระยะสั้น–กลาง–ยาว โดยเน้น “ทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน” และผลักให้รัฐปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ เช่น ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนบนฐานลุ่มน้ำไม่ใช่เส้นแบ่งจังหวัด และเชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบให้เป็นระบบเดียว เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำเกิดผลจริง ไม่จบแค่เวทีเสวนาหรือรายงานเชิงวิชาการ