กฟผ.รุก ESG จากเป้าลดคาร์บอนสู่ “นวัตกรรมใช้ได้จริง”

เปิด 2 เวทีปลุกพลังคนรุ่นใหม่สร้าง Green Solutions

ในปีที่ 3 กฟผ. เปิด 2 โครงการโจทย์นวัตกรรม

ความท้าทายสำคัญคือ ไฟฟ้าทุกหนึ่งหน่วยยังมีคาร์บอนแฝงอยู่ในกระบวนการผลิต ขณะที่พลังงานเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูง การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ระบบไฟฟ้ารองรับโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและพลังงานหมุนเวียนที่กระจายตัวมากขึ้น โดยยังรักษาความมั่นคงของระบบและต้นทุนที่ประชาชนเข้าถึงได้

“เราต้องตอบให้ได้ 3 เรื่อง คือ ทำอย่างไรให้คาร์บอนต่อหน่วยไฟฟ้าลดลง ทำอย่างไรให้ความพร้อมด้าน Energy Transition ของประเทศดีขึ้น และทำอย่างไรให้ระบบไฟฟ้ารองรับสิ่งใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นได้ หัวใจตรงกลางของทั้งสามเรื่องคือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่”

กฟผ. มองการลงทุนใน “คน” และ “นวัตกรรม” เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ ESG ไม่ใช่เพียงกิจกรรมส่งเสริมเยาวชน แต่เป็นการสร้าง Green Innovation Ecosystem ที่เชื่อมองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัย นักวิจัย ภาคเอกชน สตาร์ทอัพ และคนรุ่นใหม่ ให้ร่วมกันพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การลดคาร์บอนและสามารถนำไปใช้ได้จริง

แนวทางดังกล่าวถูกถ่ายทอดผ่าน 2 เวทีการประกวด ได้แก่ เวทีพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนในภาพรวม ซึ่งเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่เสนอแนวคิดใหม่ และเวทีที่มุ่งพัฒนา “Sustainable Concrete” หรือคอนกรีตยั่งยืน จากวัสดุพลอยได้และวัสดุเหลือใช้ โดยปีนี้นับเป็นการจัดต่อเนื่องปีที่ 3 และเพิ่มการสนับสนุนให้ทีมที่ได้รับคัดเลือกนำแนวคิดไปสร้าง Prototype มากกว่าหยุดอยู่เพียงข้อเสนอบนกระดาษ

โจทย์สำคัญของเวที Sustainable Concrete คือการนำ “เถ้าลอย Off-spec” ซึ่งมีคุณสมบัติไม่เหมาะสำหรับใช้ทดแทนปูนซีเมนต์โดยตรง มาผสมกับสารกระตุ้นที่ กฟผ. พัฒนาขึ้น รวมถึงทราย น้ำ และหิน เพื่อผลิตวัสดุประเภท Geopolymer หรือ Alkali-Activated Material ที่มีความแข็งแรงใกล้เคียงคอนกรีตทั่วไป โดยไม่ต้องใช้ปูนซีเมนต์เป็นส่วนประกอบหลัก

พื้นที่ของที่นี่ ใช้ คอนกรีต “เถ้าลอย Off-spec”

กฟผ. มีประสบการณ์วิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเถ้าลอยมานานกว่า 20 ปี จนเถ้าลอยบางประเภทได้รับการยอมรับตามมาตรฐาน มอก. และ ASTM แต่โจทย์ต่อไปคือการเพิ่มมูลค่าให้เถ้าลอยที่ยังไม่สามารถใช้ในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ตามปกติ รวมถึงการประยุกต์ใช้วัสดุเหลือจากภาคเกษตร เช่น แกลบหรือเถ้าชีวมวล เพื่อลดการเผาและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่พื้นที่

หากผ่านการทดสอบด้านความแข็งแรง ความปลอดภัย มาตรฐาน และคาร์บอนฟุตพรินต์ วัสดุที่พัฒนาขึ้นมีโอกาสถูกนำไปทดลองใช้กับโครงสร้างพื้นฐานของ กฟผ. เช่น พื้นที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า งานซ่อมแซมถนนภายในโรงไฟฟ้า ตลอดจนต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐานประเภทอื่นในอนาคต

ดร.กชกร วรอาคม ภูมิสถาปนิก มองว่า วัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำเป็นหนึ่งในคำตอบที่ภาคออกแบบและการพัฒนาเมืองกำลังรอคอย เพราะแม้นักออกแบบต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังติดข้อจำกัดเรื่องราคา ความพร้อมของวัสดุ และมาตรฐานความปลอดภัย การประกวดจึงควรช่วยผลักดันให้ผลงานวิจัยก้าวข้ามจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริง

“ในฐานะคนออกแบบเมือง ถ้ามีคอนกรีตที่ดีขึ้นและปล่อยคาร์บอนน้อยลง เราอยากใช้ แต่สิ่งสำคัญคือต้องผ่านการรับรองด้านความแข็งแรงและมาตรฐาน หากพัฒนาได้สำเร็จ นี่ไม่ใช่เพียงคำตอบของประเทศไทย แต่อาจเป็นโซลูชันที่หลายประเทศกำลังรออยู่” ดร.กชกรกล่าว

อีกมิติหนึ่งที่ กฟผ. คาดหวังคือการต่อยอดนวัตกรรมไปสู่ Decarbonization Solutions ซึ่งมีศักยภาพสร้างรายได้และการเติบโตรูปแบบใหม่ให้แก่องค์กรและประเทศ เพราะในโลกธุรกิจยุคต่อไป ความสามารถในการลดคาร์บอนจะไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ แต่จะสัมพันธ์กับผลิตภาพ ความสามารถในการแข่งขัน และการตัดสินใจลงทุน

นอกจากเถ้าลอย กฟผ. ยังมีการวิจัยเพื่อนำผลิตภัณฑ์พลอยได้จากการผลิตไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ เช่น ยิปซัมสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและการปรับปรุงดิน รวมถึง “ฮิวมิก” ที่สกัดจากชั้นดินเหนือถ่านหินในเหมืองแม่เมาะ เพื่อนำไปผลิตสารปรับปรุงดินและสารชีวภาพบำรุงพืช ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและผลผลิตทางการเกษตร

ด้าน อเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดงและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กล่าวว่า

“เวทีสำหรับเยาวชนควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เสนอวิธีคิดที่แตกต่างจากโซลูชันเดิม เพราะคนรุ่นใหม่เติบโตมากับบริบท เทคโนโลยี และรูปแบบการสื่อสารที่ต่างออกไป ขณะเดียวกันต้องเข้าใจว่าความยั่งยืนไม่ใช่การห้ามใช้ทรัพยากร แต่คือการออกแบบวิธีใช้ทรัพยากรให้เพียงพอและอยู่ร่วมกับมนุษย์ได้ในระยะยาว”

คุณค่าของทั้งสองเวทีจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนผลงานหรือชื่อทีมที่ได้รับรางวัลเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า กฟผ. จะสามารถเชื่อม “แนวคิด–การทดลอง–มาตรฐาน–ตลาด” ให้กลายเป็นเส้นทางเดียวกันได้หรือไม่ เพราะเมื่อเป้าหมาย ESG ถูกแปลงเป็นนวัตกรรมที่ผลิตได้ ใช้ได้ และขยายผลได้จริง การประกวดจะไม่ใช่ปลายทางของโครงการ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของ Green Solutions ที่ช่วยลดคาร์บอน พร้อมสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ให้ประเทศไทย