พฤษภาคม 27 ,2026… SCGP เดินหน้าผสานแนวคิด Nature Positive เข้ากับธุรกิจต้นน้ำ ผ่านการบริหารจัดการสวนไม้ยูคาลิปตัสตามมาตรฐาน FSC™ เพื่อเชื่อมการผลิตเยื่อกระดาษและบรรจุภัณฑ์เข้ากับการฟื้นฟูระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และรายได้ของชุมชน สะท้อนทิศทางใหม่ที่ “ธรรมชาติ” กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ซัพพลายเชนธุรกิจ ไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR
มหาศาล ธีรวรุฒม์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสยามฟอเรสทรี จำกัด ใน SCGP เปิดเผยว่า บริษัทมีหมุดหมายชัดเจนในการหยุดยั้งและฟื้นฟูความสูญเสียทางธรรมชาติภายในปี 2030 (พ.ศ. 2573) เพื่อเป้าหมาย Nature Positive และมุ่งสู่ความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) โดยการบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อมนี้ให้เข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานอย่างแท้จริง โดย ‘ต้นยูคาลิปตัส’ คือฟันเฟืองหลักในซัพพลายเชนตามมาตรฐานสากล FSC™ (Forest Stewardship Council)
“ในส่วนของซัพพลายเชนทางธุรกิจ หัวใจสำคัญของแนวคิด Nature Positive ของ SCGP ถูกขับเคลื่อนผ่านต้นยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจและวัตถุดิบหลักในการผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์ โดยดำเนินงานภายใต้การบริหารจัดการของ สยามฟอเรสทรี การเพาะปลูกและจัดการป่าไม้ทั้งหมดถูกควบคุมอย่างเข้มงวดด้วยมาตรฐาน FSC™ ซึ่งกำหนดหลักการสำคัญคือ ห้ามตัดไม้ทำลายป่าและห้ามเปลี่ยนสภาพป่าธรรมชาติเป็นพื้นที่ประเภทอื่น นอกจากนี้ มาตรฐานดังกล่าวยังบังคับให้ต้องจัดสรรพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างน้อย 10% ของการมีพื้นที่ปลูกต้นยูคาลิปตัส พื่อปกป้องระบบนิเวศและรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว”
แนวทางการทำงาน SCGP ให้ความสำคัญ 4 เรื่อง
1.Do Less Harm, Do More Good
SCGP มองว่า แค่ “ลดผลกระทบ” ไม่เพียงพอ แต่ต้อง “ฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืน” ผ่านการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่า พร้อมพิสูจน์ว่า “ป่ายูคาลิปตัส” ที่บริหารตามมาตรฐาน FSC™ สามารถอยู่ร่วมกับระบบนิเวศและชุมชนได้อย่างสมดุล
2.Integrate in Business Strategy
Nature Positive ถูกผสานเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจและซัพพลายเชนระยะยาว ไม่ใช่กิจกรรม CSR ชั่วคราว โดย SCGP ตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน ใช้แนวคิด Circular Economy และประเมิน ESG Risk ร่วมกับ Third Party อย่างต่อเนื่อง
3.Shift from Carbon to Nature
SCGP มองว่าการลดคาร์บอนอย่างเดียวไม่พอ จึงขยายสู่การดูแล “ระบบนิเวศทั้งหมด” ทั้งเรื่องน้ำ พื้นที่ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมตั้งเป้าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่า 10% ของป่าเศรษฐกิจตามมาตรฐานสากล
4.Value Creation
Nature Positive ถูกต่อยอดเป็นมูลค่าทางธุรกิจและรายได้ชุมชน ตั้งแต่การเพิ่มมูลค่าผลผลิตป่าไม้ การผลิตพลังงานชีวมวล การทำปุ๋ยอินทรีย์ ไปจนถึงการตอบโจทย์ลูกค้าและตลาดโลกที่ต้องการสินค้าจากซัพพลายเชนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
มหาศาล ขยายความต่อเนื่อง ปัจจุบัน SCGP โดยสยามฟอเรสทรีมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศสูงถึง 11% (ราว 6,200 ไร่ จากพื้นที่ป่าเศรษฐกิจที่ได้รับการรับรอง FSC™ ทั้งหมด 55,369 ไร่) ซึ่งถือว่าสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่มาตรฐานสากลกำหนดไว้
“ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ยั่งยืนมุ่งสู่ Nature Positive ของสยามฟอเรสทรี เม็ดเงินลงทุนหลักยังคงถูกจัดสรรผ่านงบลงทุนพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ตามกลไกงบประมาณปกติของบริษัท โดยมีภารกิจสำคัญในการจัดหาและเช่าที่ดินระยะยาวเพิ่มขึ้นปีละ 10,000 – 20,000 ไร่ เพื่อขยายพื้นที่ให้บรรลุเป้าหมาย 200,000 ไร่ ภายในปี 2031-2032 ซึ่งต้นทุนส่วนนี้จะแปรผันไปตามกลไกราคาตลาดในแต่ละท้องที่”
ทั้งนี้ การหาพื้นที่เพิ่มเติมตามเป้าหมายนั้น บริษัทนำ AI ภาพถ่ายดาวเทียม และแพลตฟอร์ม CERT+ / E-Plantation (แพลตฟอร์มจากสตาร์ตอัปของ SCG) ติดตามการเติบโตของป่าไม้ ประเมินคาร์บอนสะสม และบริหารจัดการสวนไม้อย่างแม่นยำ เพื่อรองรับ Carbon Credit และการจัดการความเสี่ยงด้าน Climate & Nature Risk ปัจจุบันสามารถดูดซับคาร์บอนได้ถึงประมาณ 300,000 ตันต่อปี ด้วยสายพันธุ์ไม้ยูคาลิปตัสที่ผ่านงานวิจัยอย่างยาวนานกว่า 9-10 ปี จนได้สายพันธุ์นวัตกรรมที่มีผลผลิตสูง สามารถปลูกร่วมกับพืชอื่นหรือปลูกตามริมคันนาได้โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมทางเศรษฐกิจแก่ชุมชนผ่านโมเดล “ยูคาลิปตัสริมคลอง” และการส่งเสริมเกษตรกรรายย่อยให้เข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานแบบกลุ่ม (Group Certification) ช่วยเพิ่มรายได้และสร้างความมั่นคงให้แก่ท้องถิ่น
ความสำเร็จของกำแพงเพชรโมเดลถูกตอกย้ำด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสายพันธุ์ สยามฟอเรสทรีเลือกใช้ไม้ยูคาลิปตัสสายพันธุ์เฉพาะที่เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ แทนการปลูกด้วยเมล็ด ทำให้รากไม่หยั่งลึกหรือแผ่กว้างจนทำลายโครงสร้างตลิ่งริมคลอง แต่ช่วยยึดเกาะหน้าดินไม่ให้พังทลายตอนน้ำลด ลำต้นตรง และแตกกิ่งก้านน้อย
ที่สำคัญ ยูคาลิปตัสสายพันธุ์นี้ยังสามารถตัดไม้จากตอเดิมได้ถึง 3-4 รอบ (ตอ 2, ตอ 3) ปลูกเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวประโยชน์ได้ยาวนานถึง 10 ปี มีความทรหดและทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงแน่นอนเมื่อเทียบกับพืชเชิงเดี่ยวชนิดอื่น
สุพรรณ เกตุพงษ์ ผู้ใหญ่บ้านนาถัง ตำบลถ้ำกระต่ายทอง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร นำร่องเปลี่ยนทางระบายน้ำรกร้างความยาว 2.5 กิโลเมตรมาปลูกยูคาลิปตัสระบบเนื้อเยื่อ โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์กล้าไม้และองค์ความรู้จาก SCGP จนกระทั่งสามารถตัดไม้รอบแรกได้ในปี 2566 สร้างรายได้เข้ากองทุนหมู่บ้านสุทธิกว่า 40,000 บาท (หลังหักค่าใช้จ่าย) เงินจำนวนนี้ถูกนำไปกระจายต่อเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน สนับสนุนประเพณีท้องถิ่น และเตรียมสะสมให้ครบ 100,000 บาทเพื่อจัดตั้งเป็น “สวัสดิการหมู่บ้าน” ในการตัดไม้รอบสองปี 2571
“กำแพงเพชรโมเดล” เริ่มตั้งแต่ปี 2548 ก่อนจะปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 2560 เปลี่ยนจากการส่งเสริมรายบุคคลมาเป็นรูปแบบ “กองทุนหมู่บ้าน” โดยนำพื้นที่ว่างเปล่าริมคลองส่งน้ำชลประทานที่มีศักยภาพยาวกว่า 5,000 กิโลเมตรในจังหวัดมาปลูกไม้ยูคาลิปตัส สร้างผลประโยชน์แบบ Win-Win ให้กับทั้งสองฝ่าย
-ต่อธุรกิจ โรงงานได้รับวัตถุดิบไม้ยูคาลิปตัสที่สม่ำเสมอถึง 400,000 ตันต่อปี ช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้อย่างมหาศาล
-ต่อชุมชน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนและทีมตัดไม้ในท้องถิ่นสูงถึง 200 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีหมู่บ้านเข้าร่วมกว่า 800 โครงการ
วีรเชษฐ์ จันทวงษ์ สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหัววัว หมู่ที่ 8 บางวังพึง อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า ชุมชนได้ร่วมกับบริษัทสยามฟอเรสทรีในการดูแลและอนุรักษ์ป่า โดยกำหนดแนวทางร่วมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างเหมาะสมและการเปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีแหล่งอาหารในชุมชน ควบคู่กับการดูแลให้ป่าฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างงานคนในท้องถิ่นให้ดูแลพื้นที่ ทำให้ชุมชนมีอาชีพและรายได้มั่นคงมากขึ้น อีกทั้งยังเห็นความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อย่างชัดเจน ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของป่า การกลับมาของสัตว์ป่า และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนในชุมชน
จากอดีตป่าเสื่อมโทรมบนดินศิลาแลงแห้งแล้งในอำเภอพรานกระต่าย ปัจจุบันพื้นที่กว่า 500 ไร่นี้ได้รับการฟื้นฟูจนกลายเป็น “ป่าเต็งรังรุ่นสอง” ที่สมบูรณ์ใกล้เคียงป่าธรรมชาติเดิม (Climax Forest) สำรวจพบพรรณไม้และไม้เลื้อยกว่า 100 ชนิด รวมถึงพืชหายากระดับโลกในบัญชีแดงของ IUCN อย่าง “ย่านางแดง” ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ภูมิประเทศหลุมยุบตามธรรมชาติกว่า 30% ของพื้นที่ ซึ่งช่วยกักเก็บน้ำและสร้างภูมิอากาศจุลภาค (Microclimate) ที่เย็นชื้น กลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและกลุ่มงู เช่น งูจงอางและงูสิง
ด้านการจัดการระดับสากล สยามฟอเรสทรีได้นำเกณฑ์ FSC™ มาขับเคลื่อนร่วมกับการสร้างฝายชะลอน้ำ ปลูกหญ้าแฝก และติดตั้งกล้อง CCTV เฝ้าระวังไฟป่าอย่างเข้มงวด ส่งผลให้พื้นที่เฟสแรกกว่า 684 ไร่ และเฟสที่ 2 จำนวน 902 ไร่ สามารถขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ (VCM) สำเร็จ 100% ในพื้นที่อนุรักษ์กำแพงเพชรทั้งหมด
สยามฟอเรสทรีจับมือ อบต.หนองโฮม เขต 8 ร่วมบริหารป่าอนุรักษ์ 1,586 ไร่ ภายใต้กติกาประชาคมหมู่บ้านที่เข้มงวดนานกว่า 4-5 ปี ทั้งการห้ามจุดไฟ ห้ามล่าสัตว์ และห้ามนำเครื่องจักรกลหนักเข้าพื้นที่ เพื่อสะท้อนแนวคิด “เมื่อป่าอยู่ได้ ชุมชนก็อยู่รอด” ผลการสำรวจโดยคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า พื้นที่อนุรักษ์ในสวนไม้กำแพงเพชรมีความหลากหลายทางชีวภาพระดับสูง ทั้งพืช สัตว์ป่า และแมลง สะท้อนว่าป่าเศรษฐกิจที่บริหารตามมาตรฐาน FSC™ สามารถอยู่ร่วมกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและชุมชนได้อย่างสมดุล
ปัจจุบันป่าผืนนี้กลายเป็น ‘ตู้กับข้าวธรรมชาติ’ ของชาวบ้านรอบพื้นที่กว่า 1,000 ครัวเรือน ที่เข้ามาเก็บหาของป่าตามฤดูกาลเพื่อบริโภคและสร้างรายได้เสริม 200–300 บาทต่อปี เช่น ไข่มดแดงในหน้าแล้ง เห็ดเผาะในหน้าร้อน และเห็ดโคนในฤดูฝน ช่วยพลิกวิถีชีวิตชาวบ้านจากการบุกเบิกทำลายป่าในอดีต มาเป็นผู้หวงแหนและร่วมกันดับไฟป่าเพื่อรักษาแหล่งอาหารอย่างยั่งยืน
นับจากนี้ “ความท้าทาย” ของ SCGP ไม่ได้อยู่เพียงการฟื้นฟูธรรมชาติ แต่รวมถึงการปรับตัวต่อกติกาเศรษฐกิจใหม่ของโลก โดยอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรอบใหม่ กลายเป็นแรงผลักให้เจ้าของที่ดินปล่อยเช่าพื้นที่รกร้างมากขึ้น ซึ่งเปิดโอกาสต่อธุรกิจป่าเศรษฐกิจและ Nature Positive อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่านโยบายภาษีและสิทธิประโยชน์จากภาครัฐยังจำเป็นต่อการเร่งการลงทุนด้านธรรมชาติโดยตรง ขณะที่การเข้าถึง “Nature Finance” หรือสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับกรอบ TNFD ยังถือเป็นโจทย์ใหม่ของทั้งภาคธุรกิจและสถาบันการเงิน เนื่องจากเงื่อนไขด้านการประเมินความเสี่ยงธรรมชาติยังมีความซับซ้อนสูง
มหาศาลกล่าวในท้ายที่สุด ส่วนในมิติซัพพลายเชน SCGP ปรับโมเดลจาก “แจกกล้าไม้ฟรี” สู่ระบบซื้อขายกล้าไม้เนื้อเยื่อเชิงพาณิชย์ ซึ่งช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนในพื้นที่นำร่องระดับหลักร้อยถึงพันล้านบาทต่อปี แม้ยูคาลิปตัสอาจไม่ใช่พืชผลตอบแทนสูงสุดเมื่อเทียบกับอ้อย แต่เกษตรกรยังเลือกปลูกในพื้นที่เหลือใช้ เช่น คันนาและริมคลอง เพื่อสร้างรายได้เสริม ขณะเดียวกัน บริษัทต้องเร่งลงทุนระบบ Traceability เพื่อรองรับกฎ EUDR (EU Deforestation-free Regulation) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำลังกลายเป็น Transition Risk สำคัญของธุรกิจส่งออกและซัพพลายเชนป่าไม้ทั่วโลก




