มิถุนายน 3,2026…มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เผย “ทุนธรรมชาติ” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจและการดำเนินธุรกิจในอนาคต ขณะที่องค์กรต้องเร่งประเมิน Nature Risk หรือความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย Nature Positive และการพัฒนาที่ยั่งยืนในโลกที่เผชิญทั้งวิกฤตภูมิอากาศและวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ
เริ่มกันที่ Workshop ของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้เข้าร่วมไม่ได้เริ่มจากทฤษฎี แต่เริ่มจากการจัดเรียงการ์ดสิ่งมีชีวิตเป็น “ใยอาหาร” (Food Web) ทั้งระบบนิเวศทางทะเลและบนบก
จากหญ้าทะเล แพลงก์ตอน หอยเชลล์ กระเบน ฉลาม ขั้นไปบนบกผึ้ง ตั๊กแตน หนูนา และนกเค้า ทุกชีวิตเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายเดียว

บทเรียนสำคัญคือ Biodiversity ไม่ได้หมายถึงแค่ “มีสัตว์กี่ชนิด” หรือ “พืชกี่ประเภท” แต่หมายถึง “ความสัมพันธ์” ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในระบบนิเวศ
เมื่อสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวหายไป ผลกระทบอาจส่งต่อเป็นลูกโซ่จนทั้งระบบเสียสมดุล เพราะธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่แยกจากเรา แต่คือระบบที่เชื่อมโยงทุกชีวิตเข้าด้วยกัน
ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) และ ธานิษฎ์ กองแก้ว ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมอธิบายประเด็น Biodiversity
Biodiversity ไม่ใช่เรื่องของสัตว์หายาก
แต่คือ “ทุนธรรมชาติ” ที่กำลังหายไป

“หลายคนพูดถึง Climate Change แต่จริง ๆ แล้ว Biodiversity กำลังอยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรงไม่แพ้กัน บางตัวชี้วัดรุนแรงกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่สังคมยังเข้าใจเรื่องนี้น้อยกว่า”
กิจกรรม Workshop เริ่มจากการให้ผู้เข้าร่วมจัดเรียงการ์ดสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศทางทะเล ตั้งแต่แพลงก์ตอน แหล่งหญ้าทะเล หอยเชลล์ กระเบนจมูกวัว ไปจนถึงปลาฉลามขนาดใหญ่ เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของห่วงโซ่อาหาร
หากมีการล่าฉลามมากเกินไปจนประชากรลดลง กระเบนซึ่งเป็นเหยื่อของฉลามจะเพิ่มจำนวนขึ้น กระเบนจะกินหอยเชลล์มากขึ้น ส่งผลให้หอยเชลล์ลดลง และเมื่อหอยลดลง กระเบนจะเข้าไปหากินในแหล่งหญ้าทะเลมากขึ้นจนระบบนิเวศเสื่อมโทรม ผลลัพธ์สุดท้ายคือหอยเชลล์หายไปจากพื้นที่ ทั้งที่ต้นเหตุอาจเริ่มต้นจากการลดลงของผู้ล่าเพียงชนิดเดียว
“นี่คือผลกระทบแบบลูกโซ่ของระบบนิเวศ เราอาจคิดว่าการสูญเสียสัตว์ชนิดหนึ่งไม่สำคัญ แต่ในธรรมชาติ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันเสมอ”

อีกกรณีศึกษาที่ถูกนำมาใช้ใน Workshop คือระบบนิเวศชนบทและทุ่งหญ้าในยุโรป ซึ่งประกอบด้วยธัญพืช ดอกไม้และผลไม้ ผึ้งผสมเกสร ตั๊กแตน หนูนา นกในชนบท และนกเค้า
ดร.สุภัชญา เล่าว่าที่น่าสนใจเกิดขึ้นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีความต้องการพื้นที่ปลูกธัญพืชจำนวนมากในแถบชนบทของฝรั่งเศส นำไปสู่การสั่งตัด “แนวพุ่มไม้และไม้พุ่ม” ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนกและแมลงออกจนหมด เมื่อกลไกธรรมชาติถูกทำลาย สิ่งที่ตามมาคือประชากรหนูโวลและตั๊กแตนหนวดสั้นระบาดอย่างหนักรุมกัดกินผลผลิต “มนุษย์” จึงแก้ไขปัญหาด้วยการฉีดพ่นสารเคมีฆ่าแมลงอย่างรุนแรง (DDT) ผลลัพธ์สุดท้ายคือสัตว์ทุกชนิดตายยกรัง รวมถึงนกและแมลงผสมเกสร ส่งผลให้พืชพรรณไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ เหตุการณ์นี้กลายเป็นที่มาของหนังสือระดับโลกอย่าง “Silent Spring” (ฤดูใบไม้ผลิอันเงียบงัน) ที่สะท้อนภาพธรรมชาติที่ไร้เสียงนกและแมลง และเต็มไปด้วยสารเคมีปนเปื้อนในอาหารของมนุษย์

ดร.สุภัชญา กล่าวว่า หนึ่งในปัญหาสำคัญของโลกปัจจุบันคือการให้ความสำคัญกับ “ทุนทางการเงิน” และ “ทุนมนุษย์” แต่กลับละเลย “ทุนธรรมชาติ” ทั้งที่เศรษฐกิจทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำสะอาด ยารักษาโรค การผสมเกสร การป้องกันน้ำท่วม หรือการดูดซับคาร์บอน ล้วนเป็นบริการจากระบบนิเวศ ที่มนุษย์ได้รับโดยไม่เคยคิดต้นทุนที่แท้จริง
“ไม่มีส่วนไหนของเศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือสังคม และไม่มีส่วนไหนของสังคมที่อยู่นอกเหนือสิ่งแวดล้อม ถ้าธรรมชาติเสื่อมโทรม สุดท้ายเศรษฐกิจก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย”

ปัจจุบันกรอบความร่วมมือระดับโลก Kunming-Montreal Global Biodiversity Framework ได้กำหนดเป้าหมายให้โลกก้าวสู่ Nature Positive ภายในปี 2030 หรือการทำให้ธรรมชาติฟื้นตัวมากกว่าถูกทำลาย
สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ การขับเคลื่อนเรื่อง Biodiversity จึงไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์สัตว์ป่าหรือป่าไม้ แต่เป็นการสร้างความเข้าใจใหม่ว่า “ธรรมชาติคือทุนพื้นฐานของการพัฒนา” และเป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตในอนาคต
“เรามักคิดว่าเมื่อสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งหายไปคงไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้วระบบนิเวศเปราะบางกว่าที่คิด เหมือนเกม Jenga ที่ดึงชิ้นส่วนออกทีละชิ้น จนวันหนึ่งทั้งระบบอาจพังลงมาโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว”
Nature Positive ไม่ใช่การปลูกต้นไม้เพิ่ม
แต่คือการเข้าใจว่า ธุรกิจพึ่งพาธรรมชาติอย่างไร
ปัจจุบัน “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญของภาคธุรกิจไม่ต่างจาก Climate Change โดยองค์กรต้องเริ่มจากการเข้าใจว่าตนเอง “พึ่งพา” และ “สร้างแรงกดดัน” ต่อธรรมชาติอย่างไร ก่อนนำไปสู่การบริหารความเสี่ยงและการขับเคลื่อน Nature Positive อย่างเป็นรูปธรรม

ธานิษฎ์ อธิบายถึงแม้ภาคธุรกิจทั่วโลกจะเริ่มคุ้นเคยกับการจัดการคาร์บอน แต่เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพยังมีความซับซ้อนมากกว่า เนื่องจากไม่สามารถวัดผลได้ด้วยหน่วยเดียวเหมือนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
“เรื่องคาร์บอน เราพอมีหน่วยวัดเดียวกัน แต่ Biodiversity มีหลายมิติ ทั้งการใช้ที่ดิน การใช้ทรัพยากร การปล่อยมลพิษ การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ และชนิดพันธุ์ต่าง ๆ ทำให้การประเมินผลกระทบมีความซับซ้อนกว่ามาก”

ธานิษฎ์ ยกตัวอย่างธุรกิจสวนลำไย ซึ่งต้องอาศัยผึ้งเป็นผู้ผสมเกสร หากเกษตรกรใช้สารเคมีกำจัดแมลงมากเกินไป ผึ้งจะลดจำนวนลง ส่งผลต่อผลผลิตในระยะยาวเช่นเดียวกับธุรกิจเครื่องดื่มที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำจากธรรมชาติ หากมีการใช้น้ำในปริมาณสูง หรือปล่อยน้ำเสียกลับคืนสู่ระบบโดยไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ก็อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศในพื้นที่ลุ่มน้ำเดียวกัน

ทุกธุรกิจควรเริ่มต้นจากการตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่
ธุรกิจพึ่งพาธรรมชาติอะไรบ้าง (Dependencies)
ธุรกิจสร้างแรงกดดันต่อธรรมชาติอย่างไร (Pressures)
ธุรกิจส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธรรมชาติคืออะไร (Impacts)
“ถ้าธุรกิจเข้าใจ Dependency, Pressure และ Impact ของตัวเองได้ ก็จะรู้ว่าควรแก้ปัญหาตรงไหน และลงทุนกับเรื่องใดก่อน”
ธานิษฎ์ อธิบายต่อเนื่องถึงแนวโน้มการรายงานด้านความยั่งยืนระดับโลกกำลังขยายจาก Climate Risk ไปสู่ Nature Risk ผ่านกรอบการเปิดเผยข้อมูลอย่าง TNFD (Taskforce on Nature-related Financial Disclosures) และมาตรฐานทางบัญชี IFRS S2 กำลังทำให้ Nature Risk กลายเป็นเรื่องธุรกิจ
ปัจจุบันโลกกำลังตื่นตัว และพยายามพัฒนาเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Biodiversity Credits” เพื่อเป็นกลไกให้นักลงทุนหรือภาคธุรกิจสามารถสนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าในปัจจุบันจะยังมีราคาสูงและเหมาะกับโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการหารือระดับนานาชาติผ่านแผงผู้เชี่ยวชาญระดับโลก (IAPB)

สำหรับในประเทศไทย แม้ว่ากฎหมายเฉพาะอย่าง พ.ร.บ. ความหลากหลายทางชีวภาพ จะยังอยู่ในกระบวนการร่างและขับเคลื่อน แต่อีกหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ และฝรั่งเศส ได้มีนโยบายที่ก้าวหน้าไปมาก เช่น ในออสเตรเลียที่มีมาตรการเข้มงวดในการปกป้องระบบนิเวศ โดยหากภาคเอกชนต้องการเปิดพื้นที่ทำโครงการใหม่ จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าพื้นที่นั้นจะเกิด “Net Gain” หรือมีความหลากหลายทางชีวภาพที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิม
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญคือ การทำให้องค์กรสามารถระบุความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำ ป่าไม้ ระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพ
“Nature Risk กำลังกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจรูปแบบใหม่ องค์กรจึงต้องเข้าใจว่าปัจจัยทางธรรมชาติใดเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด ส่วน Nature Positive ไม่ใช่การชดเชย แต่ต้องเริ่มจากการลดผลกระทบ”
ธานิษฎ์ ระบุว่า สำหรับองค์กรที่ต้องการขับเคลื่อน Nature Positive ไม่ควรกระโดดไปสู่การปลูกป่าหรือชดเชยผลกระทบทันที ในขณะที่ผลกระทบหลักยังเกิดขึ้นอยู่ สิ่งแรกคือต้องลดผลกระทบที่ต้นทางก่อน ลำดับขั้นการหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบต่อธรรมชาติ ประกอบด้วย
Avoid – หลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบ
Reduce – ลดผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
Restore / Regenerate – ฟื้นฟูระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบ
Offset – ชดเชยเฉพาะส่วนที่เหลืออยู่จริง

ทั้งนี้ การวัดผลด้าน Biodiversity ด้วยจำนวนชนิดพันธุ์พืชหรือสัตว์ที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้ระบบนิเวศกลับมาสมบูรณ์และสามารถทำงานได้อย่างสมดุล
ธานิษฎ์ กล่าวในท้ายที่สุด โดยยกกรณีศึกษาดอยตุง ในฐานะพื้นที่พัฒนาต้นแบบกว่า 90,000 ไร่ โครงการพัฒนาดอยตุงเริ่มเห็นผลกระทบจาก Climate Change อย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปี 2024 เกิดพายุลูกเห็บรุนแรงในพื้นที่ ส่งผลให้ต้นกาแฟอาราบิกาเสียหายจำนวนมาก ขณะที่ช่วงปลายฤดูฝนเกิดดินถล่มมากกว่าปกติหลายเท่าตัว จากเดิมเฉลี่ยเพียง 20–30 จุด เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 150 จุดในบางช่วงเวลา
“สิ่งที่เกิดขึ้นบนดอยทำให้เราเห็นชัดว่า Climate Change ไม่ใช่เรื่องในอนาคต แต่กำลังส่งผลต่อภาคเกษตรและชุมชนเปราะบางแล้วในวันนี้”
สำหรับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ การขับเคลื่อน Biodiversity และ Nature-based Solutions จึงไม่ได้มองเพียงการอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ ชุมชน และระบบนิเวศ เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุลในโลกที่กำลังเผชิญทั้งวิกฤตภูมิอากาศและวิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ



