ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล กล่าวถึง Nature Positive และการตีมูลค่าธรรมชาติในงบดุลของธุรกิจบนเวที MFLF Sustainability Forum 2026 SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล กล่าวถึง Nature Positive และการตีมูลค่าธรรมชาติในงบดุลของธุรกิจบนเวที MFLF Sustainability Forum 2026 SD Perspectives : ESG & Business Strategy Media in Thailand

Nature Positive จากงานอนุรักษ์สู่ฐานเศรษฐกิจใหม่

ถึงเวลาธุรกิจตีมูลค่าธรรมชาติ สะท้อนต้นทุนจริงในงบดุล

กันยายน 4,2026…MFLF Sustainability Forum 2026 เชื่อมภาครัฐ ธุรกิจ การเงิน วิชาการ และชุมชน ผลักดัน “ทุนธรรมชาติ” จากเรื่องอนุรักษ์สู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เสนอให้ธุรกิจประเมินการพึ่งพาและผลกระทบต่อธรรมชาติ เปิดเผยข้อมูล และนำมูลค่าที่แท้จริงเข้าสู่งบการเงินและแผนลงทุน พร้อมผลักดัน “Nature Rights” ให้ธรรมชาติมีสิทธิได้รับการฟื้นฟู

เมื่อธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการอนุรักษ์ แต่เป็นทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงทางธุรกิจ และทุนที่กำหนดอนาคตของประเทศ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงจัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” เพื่อเชื่อมนโยบาย องค์ความรู้ เงินทุน และประสบการณ์จากการลงมือทำจริง

เวทีดังกล่าว มีผู้นำและผู้แทนจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และชุมชน เข้าร่วม โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่ ธุรกิจ สังคม การเงิน และชุมชน เพื่อผลักดัน Nature-based Economy หรือเศรษฐกิจที่เติบโตบนฐานธรรมชาติให้เกิดขึ้นจริง ตั้งแต่ระดับนโยบาย งบการเงินและแผนลงทุนของภาคธุรกิจ ไปจนถึงการสร้างรายได้และความมั่นคงให้ชุมชนผู้ดูแลทรัพยากร

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการอนุรักษ์ธรรมชาติมักถูกพูดถึงผ่านเรื่องคาร์บอนเครดิตและบทบาทของชุมชน แต่การสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับที่มีนัยสำคัญจำเป็นต้องดึงภาคธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เพราะธุรกิจเป็นทั้งผู้พึ่งพาทรัพยากร ผู้สร้างผลกระทบ และผู้มีศักยภาพในการลงทุนเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติได้ในวงกว้าง

แนวคิดสำคัญที่ ม.ล.ดิศปนัดดาเสนอคือ การพัฒนา Nature-based Economy ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนมุมมองที่เคยเห็นธรรมชาติเป็น “ของฟรี” ไปสู่การให้คุณค่าและประเมินต้นทุนอย่างเป็นระบบ เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้มีอยู่อย่างไม่จำกัด และไม่ได้มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นผู้ใช้เพียงรายเดียว

ธุรกิจจึงต้องสำรวจให้ชัดเจนว่า การดำเนินงานของตนพึ่งพาน้ำ ดิน ป่าไม้ วัตถุดิบชีวภาพ หรือระบบนิเวศใดบ้าง พร้อมประเมินผลกระทบทั้งทางตรงและตลอดห่วงโซ่คุณค่า ม.ล.ดิศปนัดดาเปรียบเทียบว่า องค์กรต้องมองให้เห็นทั้ง “ไข่แดง” ซึ่งหมายถึงทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบจากการดำเนินงานโดยตรง และ “ไข่ขาว” ซึ่งเป็นผลกระทบที่ขยายออกไปสู่คู่ค้า ชุมชน และระบบนิเวศโดยรอบ

การประเมินทุนธรรมชาติผ่าน Natural Capital Accounting จะทำให้ธุรกิจมองเห็นต้นทุนที่แท้จริงของการใช้ทรัพยากร รวมถึงต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากทรัพยากรเสื่อมโทรมหรือไม่สามารถเข้าถึงได้ ข้อมูลดังกล่าวควรถูกนำไปสะท้อนในงบดุล งบการเงิน การประเมินความเสี่ยง และแผนการลงทุนของบริษัท ไม่ใช่แยกไว้เป็นเพียงกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจควรเปิดเผยข้อมูลให้ผู้บริโภค นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าเพียงใด สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างไร และลงทุนเพื่ออนุรักษ์หรือฟื้นฟูธรรมชาติกลับคืนมากน้อยเพียงใด

“เราต้องเปลี่ยนมุมมองจากการเห็นธรรมชาติเป็นค่าใช้จ่าย ไปสู่การมองว่าการฟื้นฟูธรรมชาติคือการลงทุนที่สามารถวัดค่าตอบแทนได้ คำถามคือ Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำนั้นคือเท่าไร เพราะหากวันนี้เราไม่ลงมือ วันข้างหน้าต่อให้มีเงินมากเพียงใดก็อาจแก้ปัญหาไม่ได้ เนื่องจากเราไม่มีเวลาเหลืออีกแล้ว”

นอกจากการนำมูลค่าธรรมชาติเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ม.ล.ดิศปนัดดายังเสนอให้ผลักดันแนวคิด Nature Rights หรือสิทธิของธรรมชาติ โดยชี้ว่า มนุษย์สามารถส่งเสียงและเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ แต่ธรรมชาติไม่สามารถพูดหรือปกป้องตัวเอง แม้จะเป็นรากฐานของชีวิตและระบบเศรษฐกิจทั้งหมด

“เราชอบพูดกันเรื่องสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights แต่เวลาที่เราพูดถึง Human Rights เรามองตัวเรามากเกินไป วันนี้ผมอยากเพิ่มอีกสิทธิหนึ่ง คือ Nature Rights สิทธิของธรรมชาติ ทำอย่างไรให้ธรรมชาติมีสิทธิที่จะฟื้นฟูตัวเอง มีสิทธิที่จะบูรณาการระบบนิเวศต่าง ๆ เพื่อให้พวกเราสามารถอยู่ได้ มีชีวิตที่ดีขึ้น และมีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น”

แนวคิดดังกล่าวหมายถึงการยอมรับว่า ธรรมชาติมีสิทธิในการดำรงอยู่ รักษาความสมบูรณ์ และได้รับการฟื้นฟู ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะทรัพยากรที่มนุษย์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด การตีมูลค่าธรรมชาติจึงไม่ใช่การกำหนดราคาเพื่อเปิดทางให้ใช้ทรัพยากรมากขึ้น แต่เป็นเครื่องมือทำให้ต้นทุนและผลกระทบที่เคยถูกมองข้ามปรากฏอยู่ในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจ

อีกหนึ่งสาระสำคัญของงานคือบทบาทของชุมชน ซึ่งไม่ควรถูกมองเป็นเพียงผู้รับเงินสนับสนุน แต่สามารถพัฒนาเป็นผู้ประกอบการที่สร้างรายได้ บริหารทุน และนำผลกำไรกลับไปดูแลทรัพยากรของตนเอง ภายในงานจึงมีการนำเสนอธุรกิจชุมชน 5 แห่งที่ต่อยอดทุนจากโครงการคาร์บอนเครดิตไปสู่การสร้างอาชีพและเศรษฐกิจสีเขียวในพื้นที่

ตัวอย่างเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การนำรายได้จากธุรกิจกลับไปสนับสนุนการจัดการป่าชุมชน การสร้างอาชีพให้ผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง การเปลี่ยนขยะทะเลเป็นงานสร้างสรรค์ การพัฒนาใบไม้แห้งเป็นวัสดุบำรุงดินเพื่อลดความเสี่ยงไฟป่า ไปจนถึงการเปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นพลังงานสำหรับภาคการเกษตร

ม.ล.ดิศปนัดดากล่าวว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยึดถือคำว่า “คนหิว ป่าหาย” มาโดยตลอด เพราะตราบใดที่คนยังขาดทางเลือกและรายได้ ป่าย่อมถูกนำมาใช้เพื่อความอยู่รอด แต่สมการนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากป่าและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างรายได้ ทำให้คนสามารถพึ่งพาตนเอง พร้อมดูแลทรัพยากรให้คงอยู่ได้ในระยะยาว

“ผมอยากให้ทุกคนนึกถึงตาชั่ง ฝั่งหนึ่งคือความเจริญ อีกฝั่งหนึ่งคือทรัพยากรธรรมชาติ และสามเหลี่ยมที่อยู่ข้างล่างซึ่งทำให้ตาชั่งสมดุลก็คือคน พวกเราทุกคนเป็นผู้กำหนดทิศทางของตาชั่งนั้น”

MFLF Sustainability Forum 2026 จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำเสนอแนวคิด Nature Positive แต่กำลังวางกระบวนการเชื่อมโยงตั้งแต่กฎหมายและเป้าหมายระดับประเทศ การประเมินและเปิดเผยข้อมูลทุนธรรมชาติ การนำข้อมูลเข้าสู่งบการเงินและการตัดสินใจลงทุน ตลอดจนการส่งเงินทุนไปสู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสร้างรายได้ให้ชุมชน

สำหรับภาคธุรกิจ จุดเริ่มต้นสำคัญไม่ใช่การรอให้เครื่องมือหรือกติกาทุกอย่างสมบูรณ์ แต่คือการทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า ธุรกิจของตนพึ่งพาธรรมชาติอย่างไร สร้างผลกระทบไว้ที่จุดใด และจะเปลี่ยนการฟื้นฟูธรรมชาติให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตได้อย่างไร เพราะนับจากนี้ ธุรกิจและธรรมชาติไม่อาจถูกแยกออกจากกันได้อีกต่อไป และธุรกิจที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน คือธุรกิจที่ทำให้ธรรมชาติและชุมชนสามารถเติบโตไปพร้อมกัน