มกราคม 4,2026…ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “กระติกน้ำแบบใช้ซ้ำ” ค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากของใช้ส่วนตัวด้านสุขอนามัย ช่วยลด Single Use ไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของผู้บริโภคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ที่กระติกน้ำไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงอุปกรณ์ลดขยะอีกต่อไป แต่กลายเป็นแฟชั่นไอเท็มที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันไม่ต่างจากกระเป๋าหรือรองเท้า

ในระดับโลก ตลาด Reusable Water Bottle ถูกประเมินว่ามีมูลค่าราว 10.17 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และมีแนวโน้มขยายตัวสู่ กว่า 15.27 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2034 จากแรงหนุนของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการใช้ซ้ำแทนการบริโภคแบบใช้แล้วทิ้ง ตามรายงานของ Precedence Research
กรณีของแบรนด์อย่าง Hydro Flask ในตลาดต่างประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจน สินค้าบางรุ่นกลายเป็นกระแสในโซเชียลมีเดีย ขายหมดในระยะเวลาอันสั้น และถูกพูดถึงในฐานะ “ไอเท็มไลฟ์สไตล์” มากกว่าสินค้าด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ปรากฏการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่ากระติกน้ำได้ขยับจากบทบาทของสินค้าทดแทนขวดพลาสติก ไปสู่สินค้าที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ ความนิยม และวัฒนธรรมผู้บริโภคร่วมสมัย

การเติบโตดังกล่าวไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการที่แบรนด์ปรับตำแหน่งสินค้าให้เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรมผู้บริโภค และอัตลักษณ์ส่วนบุคคลมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแบรนด์อย่าง OWALA, STANLEY และ YETI ซึ่งเป็นชื่อที่ผู้บริโภคไทยคุ้นเคยดี และพบเห็นได้บ่อยทั้งในห้างสรรพสินค้า ร้านไลฟ์สไตล์ และแพลตฟอร์มออนไลน์
OWALA เข้ามาตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่มองหาดีไซน์ร่วมสมัย สีสันสด และฟังก์ชันที่ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ STANLEY ประสบความสำเร็จจากการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแก้วและกระติกน้ำให้กลายเป็นสินค้าแฟชั่น ผ่านสีลิมิเต็ดเอดิชันและการออกแบบที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมป๊อป ส่วน YETI ยังคงรักษาฐานตลาดพรีเมียมที่เน้นความทนทานและการใช้งานระยะยาว แต่ขณะเดียวกันก็ขยายบทบาทเข้าสู่ตลาดไลฟ์สไตล์ในเมืองอย่างต่อเนื่อง

วัฒนธรรมการใช้แก้วและกระติกน้ำส่วนตัวในประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากกระแสแฟชั่นหรือช่วงหลังโควิด หากย้อนกลับไปกว่า 10 ปีก่อน จุดเริ่มต้นที่สำคัญมาจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ Starbucks ประเทศไทย ซึ่งเริ่มให้ส่วนลด 10 บาท แก่ลูกค้าที่นำแก้วหรือกระติกน้ำส่วนตัวมาใช้ตั้งแต่ปี 2013 ส่งผลให้สามารถลดการใช้แก้วแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้มากกว่า 10 ล้านใบ นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนสถานการณ์โควิด-19 และมีบทบาทสำคัญในการทำให้การพกแก้วส่วนตัวกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตคนเมือง
ต่อมา ร้านกาแฟท้องถิ่นและร้านกาแฟอิสระจำนวนมากได้นำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ โดยมักเสนอส่วนลดประมาณ 5 บาท สำหรับลูกค้าที่นำแก้วหรือกระติกน้ำมาเอง แม้จะเป็นแรงจูงใจทางการเงินที่ไม่สูงนัก แต่กลับมีผลในเชิงพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งสอดคล้องกับกระแสรักษ์โลกของคนรุ่นใหม่ และแนวโน้มการลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว

ในเชิงโครงสร้าง แม้ประเทศไทยยังไม่มีตัวเลขมูลค่าตลาดกระติกน้ำแบบใช้ซ้ำที่แยกชัดเจน เนื่องจากสินค้ากลุ่มนี้กระจายอยู่ในหลายหมวด ตั้งแต่เครื่องครัว สินค้าเดินทาง อุปกรณ์เอาต์ดอร์ ไปจนถึงของขวัญพรีเมียม แต่สัญญาณตลาดสะท้อนชัดจากพฤติกรรมค้าปลีก ทั้งการเพิ่มพื้นที่วางสินค้า การออกแบบรุ่นสีพิเศษ อุปกรณ์เสริม และบริการสลักชื่อเฉพาะบุคคล ขณะเดียวกัน หลายองค์กรเริ่มใช้กระติกน้ำเป็นเครื่องมือเชิงพฤติกรรมในโครงการ Zero Waste เพื่อสร้างนิสัยการลดขยะในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ดี การเติบโตของตลาดกระติกน้ำในฐานะสินค้าแฟชั่นก็สะท้อนคำถามด้านความยั่งยืนในอีกมิติหนึ่ง หากการบริโภคถูกขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ระยะสั้นและการซื้อซ้ำหลายใบ ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมอาจลดลง ความท้าทายของทั้งแบรนด์และผู้บริโภคจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างดีไซน์ การตลาด และการใช้งานระยะยาวอย่างแท้จริง
ท้ายที่สุด กระติกน้ำไม่ใช่เพียงของใช้เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน หากแต่เป็นภาพสะท้อนของการเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ จากการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมในระดับนโยบายและองค์กร สู่การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในระดับบุคคล และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความยั่งยืนในปัจจุบันกำลังถูกขับเคลื่อนผ่านวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และตลาดไปพร้อมกัน ไม่ใช่เพียงผ่านคำประกาศหรือข้อบังคับเท่านั้น





