ธันวาคม 19,2025…Sustainability 360 โซลูชันแบบครบวงจรของ CIMB Thai ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และบรรลุเป้าหมาย Net Zero ท่ามกลางแรงกดดันจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ กฎระเบียบสากล และความคาดหวังของนักลงทุน
เจสัน ลี ผู้บริหารฝ่ายความยั่งยืน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ระบุว่า ธนาคารให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอย่างจริงจังต่อเนื่องกว่า 2–3 ปี โดยมองว่า Climate Risk ไม่ใช่ประเด็นด้านภาพลักษณ์หรือกำไรระยะสั้น แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการเงินซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรเงินทุน
“วันนี้การพูดถึง Net Zero ไม่ใช่เรื่องอุดมคติ แต่เป็นโจทย์ทางธุรกิจ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนต้องทำควบคู่กัน เหมือนการปรับสมดุลพลังงานเข้า–ออก หากไม่เริ่มวันนี้ ต้นทุนจะยิ่งสูงขึ้นในอนาคต”
แรงกดดันจากกติกาโลกใหม่
และโจทย์คาร์บอนของไทย
ข้อมูลจากสหภาพยุโรปสะท้อนว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงกว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมเป็นแหล่งปล่อยหลัก ขณะที่การขนส่งและภาคเกษตร โดยเฉพาะปศุสัตว์ ยังมีบทบาทสำคัญต่อการปล่อยมีเทน
ขณะเดียวกัน กติกาโลกใหม่อย่าง ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าจำกัดอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมถึงมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลความยั่งยืนขององค์กร และ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ส่งออกไทยที่ยังไม่สามารถบริหารจัดการคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
Sustainability 360
พันธมิตรการเปลี่ยนผ่าน
Sustainability 360 ของธนาคาร CIMB Thai ทำงานในบทบาท “ที่ปรึกษาการเปลี่ยนผ่าน” แบบครบวงจร โดยเริ่มจากการลงลึกทำความเข้าใจธุรกิจจริงของลูกค้า ประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่เชื่อมโยงกับผลประกอบการ งบดุล และกระแสเงินสด จากนั้นช่วยตั้งเป้าหมายและจัดทำ Transition Plan ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของอุตสาหกรรม ไม่ใช่การตัดสินว่าเขียวหรือไม่เขียว แต่ทำให้ธุรกิจ “เขียวขึ้นอย่างเป็นไปได้” ก่อนคัดเลือกเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม เช่น Green Loan, Sustainability-Linked Loan หรือ Green Bond พร้อมออกแบบตัวชี้วัดที่วัดผลได้จริง และติดตามผลในระดับโครงการ เพื่อให้การลดคาร์บอนสร้างทั้งผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าทางธุรกิจในระยะยาว
“บทบาทของธนาคารไม่ใช่แค่ปล่อยสินเชื่อ แต่ต้องเป็นที่ปรึกษา ช่วยลูกค้าออกแบบแผนการลงทุนที่ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจและสิ่งแวดล้อม พร้อมวัดผลได้จริง” เจสัน กล่าว
ธนาคารตั้งเป้า เพิ่มสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อสีเขียวและ ESG Financing จาก 4% เป็น 20% ภายในปี 2030 และได้จัดสรรวงเงินกว่า 20,000 ล้านบาท สำหรับโครงการด้านพลังงานและน้ำมัน–ก๊าซในปีที่ผ่านมา พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน อาทิ Green Loan, Sustainability-Linked Loan และ Green Bond
CIMB Thai ให้ความสำคัญกับ 3 ภาคส่วนหลักที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงและมีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่าน ได้แก่ภาคพลังงานไฟฟ้า ที่มุ่งสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ลอยน้ำ และระบบกักเก็บพลังงานภาคน้ำมันและก๊าซ ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยี Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) เพื่อเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม และ ภาคปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง ซึ่งต้องลดการปล่อยจากกระบวนการผลิต ผ่านการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก พลังงานไฟฟ้า และเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน
ความท้าทาย
บทบาทใหม่ของธนาคาร
แม้ความต้องการเงินทุนด้านความยั่งยืนของลูกค้าจะสูงถึง ราว 30,000 ล้านบาทในช่วง 2 ปีข้างหน้า แต่ความท้าทายยังอยู่ที่ความเข้าใจของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่ยังไม่เห็นภาพชัดเจนของ Green Project รวมถึงข้อจำกัดด้านบุคลากรด้าน Green Finance ซึ่ง CIMB Thai อยู่ระหว่างการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะบุคลากรในระยะยาว
“การเปลี่ยนผ่านต้องคำนึงถึงความพร้อมทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่ทุกธุรกิจจะก้าวได้เท่ากัน หน้าที่ของธนาคารคือช่วยออกแบบเส้นทางที่เหมาะสมและเป็นธรรม”
CIMB Thai บริการ Sustainability 360 เป็นมากกว่าสถาบันการเงิน แต่เป็น กลไกเชื่อมโยงเงินทุน ความรู้ และกลยุทธ์ เพื่อช่วยภาคธุรกิจไทยปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในระยะยาว







