พฤษภาคม 8,2026…กางยุทธศาสตร์ปลุกกระแส Soft Power และ Pink Economy (เศรษฐกิจสีรุ้ง) ของประเทศไทย ผ่านการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ Bangkok WorldPride 2030 คาดการณ์สร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาลกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท พร้อมยกระดับภาพลักษณ์สู่มหานครแห่งความเท่าเทียมระดับโลก
ประเทศไทยเดินหน้าประมูลสิทธิ์ “Bangkok WorldPride 2030” ผนึกภาครัฐ–ภาคประชาชน–TCEB–กทม. ดันไทยสู่ศูนย์กลางความเท่าเทียมแห่งเอเชีย คาดสร้าง GDP สูงสุดกว่า 31,483 ล้านบาท สร้างงานกว่า 31,324 ตำแหน่ง พร้อมจุดกระแสเศรษฐกิจสร้างสรรค์ Night Economy Medical & Wellness Economy และเปลี่ยน Pride จาก “ขบวนพาเหรด” สู่ Soft Power ใหม่ของประเทศ
ดร.เอนกชัย เรืองรัตนากร ทีมที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ วาดดาว – อรรณว์ ชุมาพร ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท นฤมิตไพรด์ จำกัด (จากซ้ายไปขวา) ร่วมกันเปิดเผยถึง “เส้นทางสู่ Bangkok WorldPride 2030” ที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย กำลังท้าชน เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน อยู่ขณะนี้

กล่าวได้ว่า หลัง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ผ่านเรียบร้อย ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรม Soft Power และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ของไทยบนเวทีโลก โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ร่วมประกาศ Road to Bangkok WorldPride 2030 อย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นเจ้าภาพ WorldPride ระดับโลก จับมือ “นฤมิตไพรด์” พร้อมภาครัฐ–เอกชน–ภาคประชาสังคม ประกาศความพร้อมเสนอ “กรุงเทพมหานคร” ชิงเจ้าภาพ หวังปักหมุดประเทศไทยเป็น Global Destination ที่โอบรับความหลากหลายและความเท่าเทียมระดับโลก พร้อมใช้เวทีนี้ผลักดันทั้งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว LGBTQIAN+ และสิทธิมนุษยชนอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ Bangkok World Pride 2030 ไม่ใช่แค่งานเฉลิมฉลอง หรืองานกิจกรรม แต่คือ “แพลตฟอร์มผลักดันสิทธิ” โดยเฉพาะกฎหมายรับรองเพศสภาพ และการสร้าง Inclusive Economy ที่เชื่อมทั้งการท่องเที่ยว สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน
อีกหนึ่งก้าวสำคัญ คือ การพัฒนา “Pride Digital Platform” ร่วมกับ เพื่อใช้ข้อมูลและนวัตกรรมดิจิทัลสนับสนุนการเสนอตัวชิงสิทธิ์เจ้าภาพระดับโลก สะท้อนภาพ “Bangkok” ในฐานะ Global Pride Hub ภายใต้แนวคิด PEACE • PEOPLE • PRIDE
ผลการศึกษาความเป็นไปได้ประเมินว่า หากไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพ จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1 ล้านคน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวไทย 52% และต่างชาติ 48% พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 24,680 ล้านบาท และในกรณีดีที่สุด (Best Case) อาจสร้าง GDP เพิ่มขึ้นสูงถึง 31,483 ล้านบาท สร้างรายได้ภาษีกว่า 3,907 ล้านบาท และเกิดการจ้างงานมากกว่า 31,324 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร แฟชั่น ศิลปะ อีเวนต์ ความบันเทิง และ Night Economy ที่จะกลายเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ

เบื้องหลังการขับเคลื่อนครั้งนี้ เริ่มต้นจากเครือข่ายภาคประชาชน Pride City Network ที่ขยายตัวสู่กว่า 42 จังหวัด และมากกว่า 80 องค์กรทั่วประเทศ ก่อนที่ TCEB จะเข้ามาทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” สำคัญระหว่างภาคประชาชนกับรัฐบาล พร้อมใช้ศักยภาพอุตสาหกรรม MICE ของไทยในการผลักดันการประมูลสิทธิ์ระดับโลก โดยแกนนำภาคประชาชนยอมรับว่า แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถเปิดเผยงบประมาณทั้งหมดได้ เนื่องจากอยู่ในช่วง Bid World Pride แต่จากข้อมูลของหลายประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพ พบว่า งบประมาณจัดงานอาจอยู่ราว 500 ล้านบาท ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนได้มากกว่า 5,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การจัดขบวนพาเหรด แต่ต้องการใช้ World Pride เป็นเวทีสร้าง “Bangkok Declaration 2030” เพื่อผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียม และการพัฒนาเมืองแห่งอนาคตร่วมกับนานาชาติ รวมถึงการลงทุนด้าน Learning Center, Museum และโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่สร้าง Legacy ระยะยาวให้ประเทศ

กรุงเทพมหานครในฐานะเมืองเจ้าภาพหลัก ยังถูกวางบทบาทให้เป็น “Global Inclusive City” ที่พร้อมรองรับผู้คนจากทั่วโลก ทั้งในมิติของ Universal Design และ Safe Space ซึ่งกรุงเทพมหานครกำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งระบบขนส่งสาธารณะ ทางเท้า และพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้พิการ ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานคร ยังเดินหน้าทำงานร่วมกับภาคเอกชน โรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยว ภายใต้แนวคิด DEI (Diversity, Equity & Inclusion) เพื่อสร้างทั้ง Physical Safe Space และ Emotional Safe Space ที่ไม่ใช่แค่ปลอดภัยทางกายภาพ แต่รวมถึง “พื้นที่ที่ทุกคนสามารถเป็นตัวเองได้” ซึ่งกลายเป็นจุดแข็งสำคัญของกรุงเทพฯ ในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ
อีกด้านหนึ่ง การผลักดัน WorldPride ยังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของสังคมไทย หลังการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเริ่มเห็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจของความเท่าเทียม” อย่างชัดเจน ตั้งแต่ Medical Tourism, Gender Affirming Care, Wellness Economy ไปจนถึงอุตสาหกรรมความงาม แฟชั่น และบริการสุขภาพ โดยแกนนำภาคประชาชนยอมรับว่า แม้สังคมไทยจะเปิดกว้างมากขึ้น แต่ยังมีแรงต้านและความเสี่ยงจาก Hate Speech หรือ Homophobia ที่ต้องทำงานสร้างความเข้าใจต่อเนื่อง เพราะความเท่าเทียมไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิ แต่คือ “เศรษฐกิจใหม่” ที่จะสร้างโอกาสมหาศาลให้ประเทศ ทั้งในแง่การลงทุน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในอนาคต โดยเฉพาะกลุ่ม Medical & Wellness Economy ที่มีมูลค่าระดับแสนล้านบาทในตลาดโลก
Bangkok World Pride 2030 จึงไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงเทศกาลเฉลิมฉลองของกลุ่ม LGBTQIAN+ แต่กำลังถูกวางให้เป็น “Mega Festival Economy” และ Soft Power ใหม่ของประเทศไทย ที่เชื่อมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชนเข้าด้วยกันในเวทีโลก คล้ายกับที่ไทยเคยใช้สงกรานต์และลอยกระทงผลักดัน Festival Economy มาแล้วก่อนหน้านี้ โดยหลายฝ่ายเชื่อว่า หากไทยคว้าสิทธิ์เจ้าภาพได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ได้เพียงรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่จะถูกวางตำแหน่งใหม่ในฐานะ Global Destination โดยมีฐานของ PINK Economy อยู่ด้วย
เนื้อหาเกี่ยวข้อง
–พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม
–PINK Economy
-Bangkok World Pride 2030
–ศึกชิงเจ้าภาพ WorldPride 2030 :กรุงเทพฯ ท้าชน บาร์เซโลนา
–Universal Design
–DEI




