เงินสีเขียวต้องถึงชุมชน: อินโดนีเซีย–ไทยชี้ทางเชื่อม

การคลัง ท้องถิ่น และพลังเยาวชน ปิดช่องว่าง Climate Action อาเซียน

ตุลาคม 17,2026… สองวงเสวนาใน Bangkok Climate Action Week 2026 สะท้อนโจทย์ร่วมของอาเซียน เมื่อพันธสัญญาด้านภูมิอากาศต้องเดินทางให้ถึงงบประมาณ นโยบาย และชีวิตผู้คน

อินโดนีเซียเสนอปรับโครงสร้างการเงินสีเขียวให้ตรวจสอบเส้นทางเงินและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ขณะที่เครือข่ายสภาท้องถิ่นและเยาวชนไทย–อินโดนีเซียชี้ว่า ชุมชนต้องมีอำนาจร่วมกำหนดการเปลี่ยนผ่าน

การระดมเงินเพื่อรับมือวิกฤตภูมิอากาศจะมีความหมายเพียงใด หากท้องถิ่นที่ดูแลป่า แหล่งน้ำ และระบบนิเวศ ยังขาดงบประมาณ ขณะที่ประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบมีโอกาสจำกัดในการตัดสินใจว่า เงินควรนำไปใช้กับอะไรและใครควรได้รับประโยชน์

เวทีแรกจัดโดย PINUS Indonesia, Center of Economic and Law Studies (CELIOS), The Reform Initiatives (TRI) และ Publish What You Pay (PWYP) Indonesia มุ่งสำรวจโครงสร้างการเงินตั้งแต่นโยบายการคลังระดับประเทศจนถึงการแบ่งปันผลประโยชน์ในชุมชน

ส่วนเวทีที่สองเชื่อมบทบาทเครือข่ายสภาท้องถิ่นสีเขียวของอินโดนีเซียกับขบวนการเยาวชนจากอินโดนีเซียและไทย

ทั้งสองเวทีมีช่องว่างของ Climate Action จึงครอบคลุมทั้งการจัดสรรเงิน อำนาจตัดสินใจ และความสามารถของท้องถิ่นในการเปลี่ยนเป้าหมายระดับประเทศให้เป็นการลงมือทำ

จากพันธสัญญาระดับประเทศ
สู่งบประมาณที่ท้องถิ่นใช้ได้จริง

Mutmainah Korona จาก Kaukus Parlemen Hijau Daerah (KPHD) หรือเครือข่ายสภาท้องถิ่นสีเขียวของอินโดนีเซีย ชี้ว่า สภาท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการปิดช่องว่างระหว่างเป้าหมายภูมิอากาศกับการพัฒนา เพราะมีบทบาททั้งออกข้อบัญญัติ อนุมัติงบประมาณ ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร และเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน

ประเด็นดังกล่าวเชื่อมกับกรณีของ บูลุงัน จังหวัดกาลีมันตันเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งใช้กลไกการโอนงบประมาณตามเกณฑ์เชิงนิเวศ หรือ Ecological Fiscal Transfers (EFT) เพื่อสนับสนุนการดูแลสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่

Syarwani ผู้บริหารเขตบูลุงัน กล่าวผ่านวิดีโอว่า แม้เงินโอนจากรัฐบาลกลางลดลง บูลุงันยังคงรักษากลไก EFT และเพิ่มการจัดสรรให้หน่วยปกครองชุมชนเมือง หรือ kelurahan

ผลที่รายงานบนเวที ได้แก่ หมู่บ้านส่วนใหญ่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการขยะ การออกกฎระดับหมู่บ้านเพื่อคุ้มครองแหล่งน้ำและตาน้ำ ตลอดจนการจัดตั้งกลุ่มชุมชนเฝ้าระวังไฟประมาณ 20 หมู่บ้าน เพื่อป้องกันไฟป่าและไฟในพื้นที่ดิน

กรณีบูลุงันสะท้อนว่า การทำให้งบประมาณเชื่อมกับภารกิจเชิงนิเวศสามารถสร้างการลงมือทำที่มองเห็นได้ แต่ความต่อเนื่องของกลไกยังขึ้นอยู่กับฐานะการคลังและการตัดสินใจทางการเมืองของท้องถิ่นด้วย

ออกแบบแรงจูงใจใหม่
ให้การรักษาระบบนิเวศมีฐานเศรษฐกิจรองรับ

Rabin Ibnu Zainal จาก PINUS Indonesia เสนอว่า EFT ช่วยขยับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับชุมชน จากการกำหนดหน้าที่ให้ปฏิบัติตาม ไปสู่การสร้างแรงจูงใจที่ให้รางวัลกับผลงานด้านสิ่งแวดล้อม

แนวทางที่นำเสนอเชื่อม รายได้สีเขียวกับรายจ่ายสีเขียว โดยแหล่งรายได้ที่อาจนำมาใช้ได้ครอบคลุมการจ่ายเงินตามผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อม สินทรัพย์คาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพ ภาษีเชิงนิเวศ และความร่วมมือกับภาคเอกชน ก่อนจัดสรรกลับไปสนับสนุนการทำงานตามผลงาน รวมถึงการคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อม

ด้าน Bhima Yudhistira จาก CELIOS เสนอให้ทบทวนทั้งแหล่งเงินและแรงจูงใจที่กำหนดทิศทางเงินทุน โดยยกเครื่องมือที่เป็นไปได้ เช่น ภาษีความมั่งคั่ง ภาษีเชิงนิเวศที่ครอบคลุมการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การแปลงหนี้และการยกเลิกหนี้ มาตรการภาษีสนับสนุนโครงการท้องถิ่น ตลอดจนบทบาทของ Danantara กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของอินโดนีเซีย ในการจัดหาเงินระดับโครงการและช่วยลดความเสี่ยงการลงทุน

ข้อเสนอเหล่านี้มีเป้าหมายให้ระบบการเงินสนับสนุนกิจกรรมที่เสริมความสามารถในการรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยต้องตรวจสอบควบคู่กันว่า สิทธิประโยชน์จากรัฐและเงินลงทุนเอกชนสร้างผลลัพธ์ตามที่กล่าวอ้างได้เพียงใด

ตลาดคาร์บอนต้องแบ่งประโยชน์เป็นธรรม
และเปิดให้ตามเส้นทางเงิน

Hadi Prayitno จาก The Reform Initiatives ชี้ว่า ศักยภาพทางเศรษฐกิจของตลาดคาร์บอนภาคป่าไม้ต้องมาพร้อมความน่าเชื่อถือของโครงการและความเป็นธรรมต่อผู้ดูแลทรัพยากร

การนำเสนอของเขามี ฉากทัศน์ข้อเสนอแบ่งรายได้คาร์บอนภาคป่าไม้ร้อยละ 80 ให้รัฐบาลระดับภูมิภาค โดยอาจส่งต่อถึงระดับเขตและหมู่บ้านผ่านช่องทางการคลังที่มีอยู่ ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อเสนอในการอภิปราย ไม่ใช่มาตรการที่เอกสารระบุว่ามีผลใช้แล้ว

เงื่อนไขของตลาดที่เป็นธรรมยังรวมถึงการยอมรับสิทธิชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น การให้ความยินยอมโดยสมัครใจ ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลครบถ้วน หรือ FPIC การเปิดเผยข้อมูลโครงการและข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ตลอดจนมาตรการคุ้มครองที่ทำให้ชุมชนได้รับส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

Meliana Lumbantoruan จาก PWYP Indonesia ขยายประเด็นว่า การประเมินโครงการสีเขียวต้องพิจารณาตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้น้ำ ผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ สภาพแรงงาน การแบ่งประโยชน์ในท้องถิ่น ไปจนถึงต้นทุนปิดโครงการและการเปลี่ยนผ่าน

กรอบที่ PWYP เสนอจึงประกอบด้วยการตรวจสอบคุณภาพโครงการ การติดตามเส้นทางเงิน และการแบ่งปันอำนาจ โดยประชาชนควรเข้าถึงข้อมูลแหล่งทุน เกณฑ์คัดเลือก สูตรจัดสรร สัญญา ผู้รับประโยชน์ การใช้จ่าย ผลลัพธ์ การตรวจสอบ และช่องทางเยียวยา

การมีส่วนร่วมต้องเปิดให้ผู้หญิง ชนพื้นเมือง ผู้ไม่มีที่ดิน และแรงงานนอกระบบ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและเข้าถึงการเยียวยาได้จริงด้วย

เยาวชนต้องเข้าถึง
ทั้งนโยบาย เงินทุน และพื้นที่ตัดสินใจ

อีกด้านของการปิดช่องว่าง Climate Action คือการทำให้ผู้คนที่อยู่กับผลกระทบสามารถร่วมสร้างทางออก โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเริ่มเชื่อมการรณรงค์เข้ากับกระบวนการนโยบายและโครงการในพื้นที่

default

Natida Rattanasawat จากงาน Youth Engagement & Process Design ภายใต้ Thai Climate Justice For All ของ Local Development Institute ยกตัวอย่างการทำงานของ Youth Climate Justice Advocates (YCJA) และเครือข่ายเยาวชนเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งยื่นข้อเสนอต่อรัฐสภาเพื่อเรียกร้องให้เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด โดยให้ความสำคัญกับประโยชน์สาธารณะและความเป็นอยู่ของประชาชน

เธอยังกล่าวถึง Thailand Youth Climate Council (TYCC) ภายใต้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของเยาวชนใน Bangkok Climate Action Week

ส่วน Cindy Yubawa ผู้ประสานงาน GreenLabZ – Youth Movement for Climate Justice ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก PINUS Indonesia นำเสนอประสบการณ์การเรียนรู้และบ่มเพาะโครงการเยาวชน โดยในปี 2569 มีโครงการที่นำโดยเยาวชน 11 โครงการ ครอบคลุมความสามารถในการรับมือความเสี่ยงด้านน้ำ การปกป้องป่า การฟื้นฟูป่าพรุ การติดตามระบบนิเวศ การฟื้นฟูแม่น้ำ และการอนุรักษ์ชายฝั่ง

โครงการเหล่านี้ผสมผสานเทคโนโลยี ข้อมูล ความรู้ท้องถิ่น และการทำงานร่วมกับชุมชน แต่การขยายผลยังต้องอาศัยเงินทุน พี่เลี้ยง พื้นที่นโยบาย และความเชื่อมโยงกับสถาบันท้องถิ่น โดย GreenLabZ มีการเชื่อมงานกับ KPHD และแนวร่วมภาคประชาสังคมเพื่อการเงินเชิงนิเวศ หรือ KMS-PE ซึ่งอาจช่วยต่อยอดนวัตกรรมเยาวชนเข้าสู่นโยบายและกลไกงบประมาณ

สำหรับอาเซียน การเชื่อมความร่วมมือข้ามประเทศระหว่างเครือข่ายเหล่านี้อาจช่วยให้บทเรียนท้องถิ่นมีน้ำหนักในความร่วมมือระดับภูมิภาคมากขึ้น พร้อมสร้างเกณฑ์วัดความสำเร็จของการเงินสีเขียวที่ครอบคลุมกว่าเงินระดมทุน ได้แก่ เงินถึงพื้นที่หรือไม่ ระบบนิเวศได้รับการดูแลอย่างไร และประชาชนมีอำนาจกำหนดอนาคตของตนเองเพิ่มขึ้นเพียงใด