หัวข้อ Commit and Compete บนเวที Earth Jump 2026 ถ่ายทอดมุมมองเรื่องบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน Circular Economy และการแข่งขันของธุรกิจ หัวข้อ Commit and Compete บนเวที Earth Jump 2026 ถ่ายทอดมุมมองเรื่องบรรจุภัณฑ์ยั่งยืน Circular Economy และการแข่งขันของธุรกิจ

ถอดบทเรียน ‘แพคเกจจิ้ง’ 3 แบรนด์ SCGP – SFLEX – คาราบาวกรุ๊ป

พลิกโฉมธุรกิจรับกติกา Net Zero พร้อม Solutions หนุนจาก KBank

กรกฎาคม 7,2026 …ในโลกยุคปัจจุบัน นอกเหนือจากตัวผลิตภัณฑ์หลักที่เป็นเป้าหมายของผู้บริโภคแล้ว “บรรจุภัณฑ์” (Packaging) ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่มีมูลค่าและความหมายไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษ หีบห่อ ถุงพลาสติก ขวดแก้ว หรือกระป๋องเครื่องดื่ม สิ่งเหล่านี้นอกจากจะใช้ทรัพยากรโลกในกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมากแล้ว ในวันนี้ยังถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งใน “เช็คลิสต์” สำคัญระดับโลกที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ ภายใต้หมุดหมายของการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

บริบทความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นนี้ กำลังเปลี่ยนผ่านจากการรณรงค์แบบสมัครใจ ไปสู่กฎกติกาการค้าระดับสากลและแรงกดดันรอบทิศทาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบและการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สปอตไลท์จึงส่องมาที่อุตสาหกรรมแพคเกจจิ้งที่จำเป็นต้องเทคแอคชั่นและปรับตัวอย่างเร่งด่วน

ในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค แม้เป้าหมายหลักคือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใน ทว่า “บรรจุภัณฑ์” กลับเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ดนัยเดช ได้ฉายภาพบทบาทหน้าที่หลัก 3 ประการของบรรจุภัณฑ์ยุคดั้งเดิม คือ

“ในบริบทปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ได้ก้าวเข้าสู่หน้าที่ประการที่ 4 คือ การปกป้องสิ่งแวดล้อม (Planet) อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จึงต้องปรับตัวจากเดิมที่เน้นเพียงความแข็งแรงและการดึงดูดสายตา มาสู่การเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality และ Net Zero เพื่อตอบโจทย์สมการความยั่งยืนที่โลกกำลังจับตามอง”

ปัจจุบัน แรงผลักดันด้านความยั่งยืนไม่ได้มาจากความตระหนักรู้เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นมาตรฐานและกฎกติกาการค้าระดับสากลที่บีบคั้นให้ทุกห่วงโซ่อุปทานต้องขยับตัว กฎหมายความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) กำลังถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดในทวีปยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ตลอดจนประเทศผู้นำในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเวียดนามและไทยก็กำลังอยู่ในช่วงตื่นตัวและเตรียมความพร้อมในการประกาศใช้

กฎระเบียบเหล่านี้กำหนดให้ผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์สินค้าต้องร่วมรับผิดชอบต่อซากบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค นำมาซึ่งความท้าทายในการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ให้สอดรับกับการจัดเก็บ คัดแยก และนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากองค์กรใดละเลยหรือไม่ปรับตัว ย่อมต้องเผชิญกับกำแพงภาษีและค่าธรรมเนียม EPR ที่สูงลิ่วจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

ดร.สมโภชน์ เจาะลึกในเซกเมนต์บรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) เช่น ถุงขนม ถุงเติมน้ำยาล้างจาน หรือบรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ได้สะท้อนมุมมองว่า บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนนี้มีความซับซ้อนในเชิงวิศวกรรมวัสดุสูงมาก เนื่องจากต้องเคลือบฟิล์มพลาสติกหลายชนิดซ้อนกันเป็นเ Multi-layer เพื่อทำหน้าที่กันความชื้น กันออกซิเจน และรักษาคุณภาพสินค้า ซึ่งโครงสร้างที่ประกอบด้วยพลาสติกต่างชนิดกันนี้เองที่กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะทำให้การรีไซเคิลทำได้ยากและมีต้นทุนสูง

“ทางออกของอุตสาหกรรมในปัจจุบันจึงมุ่งไปที่การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนให้เป็นแบบเนื้อเดียว (Mono-material) ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่ยังต้องรักษาคุณสมบัติในการปกป้องและยืดอายุสินค้าไว้ได้อย่างสมบูรณ์”

ดนัยเดช เล่าถึงการตอบโจทย์กติกาใหม่ของโลก ได้เสริมถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยยกตัวอย่างของ Gopac บริษัทลูกของ SCGP ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่ม Food Service เช่น ถ้วยและแก้วกาแฟกระดาษ ที่ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Eco-design) เพื่อลดภาระค่าธรรมเนียม EPR ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) และลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่

นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือในซัพพลายเชนถือเป็นสิ่งสำคัญ SCGP ได้เข้าไปสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่คู่ค้าขนาดเล็กในกระบวนการจัดเก็บและคัดแยกวัตถุดิบ รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เช่น เครื่องทำความร้อนจากกระแสไฟฟ้า เพื่อยกระดับให้วัตถุดิบสะอาดและพร้อมสำหรับการรีไซเคิล ช่วยสร้างความอยู่รอดให้กับเสาหลักทางเศรษฐกิจระดับฐานรากไปพร้อมกัน

ดร.ปาริชาต กล่าวถึงแบรนด์ “คาราบาว” ว่า วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ทว่าองค์กรที่วางรากฐานด้านความยั่งยืนเอาไว้ล่วงหน้า กลับสามารถรับมือและลดแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี เช่น การลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop ช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

“คาราบาวกรุ๊ปได้ตั้งเป้าหมายพัฒนาบรรจุภัณฑ์หลัก ทั้งขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และกล่องกระดาษ ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% พร้อมย้ำว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของ “คาร์บอน” หรือ “Feel Good” เท่านั้น แต่คือเรื่องของความอยู่รอดทางธุรกิจ หากผู้ประกอบการมองว่าความยั่งยืนคือภาระและต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มเพียงลำพัง ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะขับเคลื่อน”

อย่างไรก็ตาม หากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต บรรจุภัณฑ์ แบรนด์สินค้า ผู้บริโภค ตลอดจนภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล หันมาจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน และปรับใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ มันจะแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสในการลดต้นทุนระยะยาว ป้องกันความเสี่ยง และสร้างผลกำไรได้อย่างมั่นคง

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (KBank) พร้อมทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ” โดยผสานความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ โซลูชัน เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุน ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมในทุกขั้นตอน ได้แก่

1.การสนับสนุนด้านการเงินและสินเชื่อ (Financial & Green Loans) KBank ปรับวิธีคิดโดยมองว่า ความยั่งยืนคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่สามารถวัดผลตอบแทน (ROI) ได้ในระยะยาว จึงได้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อลดภาระและสร้างแรงจูงใจให้แก่ธุรกิจ

-Green Loan (สินเชื่อสีเขียว) ดอกเบี้ยต่ำ จุดเริ่มต้นของการสนับสนุนลูกค้ารายใหญ่ในการดำเนินโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยพิเศษ
-อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับ SME ผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 3.5% ใน 2 ปีแรก เพื่อลดอุปสรรคด้านต้นทุนในการปรับเปลี่ยนธุรกิจ
-สินเชื่อ SME “ยิ่งกรีน ยิ่งได้” สินเชื่อหมุนเวียนที่ใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นแรงจูงใจ (Incentive) โดยธนาคารจะลดอัตราดอกเบี้ยให้ี หากธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายประหยัดพลังงานหรือได้รับใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์
-สินเชื่อ “K Climate Shield” สินเชื่อเพื่อตอบโจทย์การรับมือและป้องกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ (เช่น อุทกภัย) ช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนระบบป้องกันเชิงรุกล่วงหน้า ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย

2.การสนับสนุนนอกเหนือจากด้านการเงิน (Beyond Banking & Solutions) เพราะเงินทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ KBank จึงส่งมอบองค์ความรู้และเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกในการขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว

ผ่าน K-Climate Solutions โซลูชันครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ 1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์ 2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกต่อไป 3.K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ 4. หลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหารเพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากความพยายามขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใน Value Chain ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เจ้าของแบรนด์ ภาคการเงิน ภาครัฐ ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อร่วมกันผลักดันนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐาน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การลงทุนในนวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาอุตสาหกรรมและประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้อย่างแท้จริง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *