กรกฎาคม 7,2026 …ในโลกยุคปัจจุบัน นอกเหนือจากตัวผลิตภัณฑ์หลักที่เป็นเป้าหมายของผู้บริโภคแล้ว “บรรจุภัณฑ์” (Packaging) ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่มีมูลค่าและความหมายไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษ หีบห่อ ถุงพลาสติก ขวดแก้ว หรือกระป๋องเครื่องดื่ม สิ่งเหล่านี้นอกจากจะใช้ทรัพยากรโลกในกระบวนการผลิตเป็นจำนวนมากแล้ว ในวันนี้ยังถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งใน “เช็คลิสต์” สำคัญระดับโลกที่ทุกองค์กรต้องเผชิญ ภายใต้หมุดหมายของการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
บริบทความยั่งยืนที่เข้มงวดขึ้นนี้ กำลังเปลี่ยนผ่านจากการรณรงค์แบบสมัครใจ ไปสู่กฎกติกาการค้าระดับสากลและแรงกดดันรอบทิศทาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัตถุดิบและการดำเนินธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สปอตไลท์จึงส่องมาที่อุตสาหกรรมแพคเกจจิ้งที่จำเป็นต้องเทคแอคชั่นและปรับตัวอย่างเร่งด่วน
เพื่อร่วมหาคำตอบในสมรภูมิที่ท้าทายนี้ ภายในงาน Earth Jump 2026: A Bridge to Empowered Actions จัดโดย ธนาคารกสิกรไทย ในหัวข้อเสวนา “Commit and Compete – เกมความยั่งยืนในสนามบรรจุภัณฑ์” มี 3 ผู้บริหารระดับสูงและผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรชั้นนำของเมืองไทย มาร่วมแบ่งปันมุมมองและถอดรหัสกลยุทธ์ คือ

-ดนัยเดช เกตุสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)
-ดร.สมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. สตาร์เฟล็กซ์ (SFLEX)
-ดร.ปาริชาต มั่นสกุล ผู้บริหารสูงสุดด้านกฎหมายและผู้บริหารสูงสุดด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน บมจ. คาราบาวกรุ๊ป (CBG)
ในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค แม้เป้าหมายหลักคือผลิตภัณฑ์ที่อยู่ภายใน ทว่า “บรรจุภัณฑ์” กลับเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ดนัยเดช ได้ฉายภาพบทบาทหน้าที่หลัก 3 ประการของบรรจุภัณฑ์ยุคดั้งเดิม คือ
-การปกป้องสินค้า ระหว่างการขนส่ง
-การรักษาและยืดอายุอาหารบนชั้นวาง
-การทำหน้าที่เป็นแผงหน้าปัดสื่อสารข้อมูลและทำการตลาด
“ในบริบทปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ได้ก้าวเข้าสู่หน้าที่ประการที่ 4 คือ การปกป้องสิ่งแวดล้อม (Planet) อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์จึงต้องปรับตัวจากเดิมที่เน้นเพียงความแข็งแรงและการดึงดูดสายตา มาสู่การเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality และ Net Zero เพื่อตอบโจทย์สมการความยั่งยืนที่โลกกำลังจับตามอง”
รับมือแรงกดดันหลากมิติ
เมื่อกฎระเบียบโลกบีบธุรกิจต้อง ‘เปลี่ยน’
ปัจจุบัน แรงผลักดันด้านความยั่งยืนไม่ได้มาจากความตระหนักรู้เพียงอย่างเดียว แต่กลายเป็นมาตรฐานและกฎกติกาการค้าระดับสากลที่บีบคั้นให้ทุกห่วงโซ่อุปทานต้องขยับตัว กฎหมายความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) กำลังถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดในทวีปยุโรป เช่น สหราชอาณาจักร ตลอดจนประเทศผู้นำในเอเชียอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขณะที่กลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเวียดนามและไทยก็กำลังอยู่ในช่วงตื่นตัวและเตรียมความพร้อมในการประกาศใช้
กฎระเบียบเหล่านี้กำหนดให้ผู้ผลิตและเจ้าของแบรนด์สินค้าต้องร่วมรับผิดชอบต่อซากบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภค นำมาซึ่งความท้าทายในการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ให้สอดรับกับการจัดเก็บ คัดแยก และนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากองค์กรใดละเลยหรือไม่ปรับตัว ย่อมต้องเผชิญกับกำแพงภาษีและค่าธรรมเนียม EPR ที่สูงลิ่วจนสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
ปลดล็อกความท้าทาย ‘บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน’
บนเส้นทางเศรษฐกิจหมุนเวียน
ดร.สมโภชน์ เจาะลึกในเซกเมนต์บรรจุภัณฑ์ประเภทพลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) เช่น ถุงขนม ถุงเติมน้ำยาล้างจาน หรือบรรจุภัณฑ์อาหารแช่แข็ง ได้สะท้อนมุมมองว่า บรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนนี้มีความซับซ้อนในเชิงวิศวกรรมวัสดุสูงมาก เนื่องจากต้องเคลือบฟิล์มพลาสติกหลายชนิดซ้อนกันเป็นเ Multi-layer เพื่อทำหน้าที่กันความชื้น กันออกซิเจน และรักษาคุณภาพสินค้า ซึ่งโครงสร้างที่ประกอบด้วยพลาสติกต่างชนิดกันนี้เองที่กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพราะทำให้การรีไซเคิลทำได้ยากและมีต้นทุนสูง
“ทางออกของอุตสาหกรรมในปัจจุบันจึงมุ่งไปที่การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนให้เป็นแบบเนื้อเดียว (Mono-material) ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่ยังต้องรักษาคุณสมบัติในการปกป้องและยืดอายุสินค้าไว้ได้อย่างสมบูรณ์”
ขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว
หมุนเวียนทรัพยากรด้วยดีไซน์และเทคโนโลยี
ดนัยเดช เล่าถึงการตอบโจทย์กติกาใหม่ของโลก ได้เสริมถึงการนำนวัตกรรมมาใช้ขับเคลื่อนความยั่งยืน โดยยกตัวอย่างของ Gopac บริษัทลูกของ SCGP ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับกลุ่ม Food Service เช่น ถ้วยและแก้วกาแฟกระดาษ ที่ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Eco-design) เพื่อลดภาระค่าธรรมเนียม EPR ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล (Recycled Content) และลดการใช้เม็ดพลาสติกใหม่
นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือในซัพพลายเชนถือเป็นสิ่งสำคัญ SCGP ได้เข้าไปสนับสนุนและให้คำแนะนำแก่คู่ค้าขนาดเล็กในกระบวนการจัดเก็บและคัดแยกวัตถุดิบ รวมถึงสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย เช่น เครื่องทำความร้อนจากกระแสไฟฟ้า เพื่อยกระดับให้วัตถุดิบสะอาดและพร้อมสำหรับการรีไซเคิล ช่วยสร้างความอยู่รอดให้กับเสาหลักทางเศรษฐกิจระดับฐานรากไปพร้อมกัน
พลิกมุมมองความยั่งยืน
จาก ‘ต้นทุนที่ต้องจ่าย’ สู่ ‘กลยุทธ์สร้างกำไร’
ดร.ปาริชาต กล่าวถึงแบรนด์ “คาราบาว” ว่า วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น ทว่าองค์กรที่วางรากฐานด้านความยั่งยืนเอาไว้ล่วงหน้า กลับสามารถรับมือและลดแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี เช่น การลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop ช่วยแบ่งเบาภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
“คาราบาวกรุ๊ปได้ตั้งเป้าหมายพัฒนาบรรจุภัณฑ์หลัก ทั้งขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียม และกล่องกระดาษ ให้สามารถรีไซเคิลได้ 100% พร้อมย้ำว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของ “คาร์บอน” หรือ “Feel Good” เท่านั้น แต่คือเรื่องของความอยู่รอดทางธุรกิจ หากผู้ประกอบการมองว่าความยั่งยืนคือภาระและต้นทุนที่ต้องจ่ายเพิ่มเพียงลำพัง ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะขับเคลื่อน”
อย่างไรก็ตาม หากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิต บรรจุภัณฑ์ แบรนด์สินค้า ผู้บริโภค ตลอดจนภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล หันมาจับมือเดินหน้าไปด้วยกัน และปรับใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ มันจะแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสในการลดต้นทุนระยะยาว ป้องกันความเสี่ยง และสร้างผลกำไรได้อย่างมั่นคง
พลังหนุนจาก ‘กสิกรไทย’ สะพานเชื่อม
การเงินและ Solutions สู่ Net Zero
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย (KBank) พร้อมทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสู่การลงมือทำ” โดยผสานความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ โซลูชัน เทคโนโลยี และแหล่งเงินทุน ให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรมในทุกขั้นตอน ได้แก่
1.การสนับสนุนด้านการเงินและสินเชื่อ (Financial & Green Loans) KBank ปรับวิธีคิดโดยมองว่า ความยั่งยืนคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่สามารถวัดผลตอบแทน (ROI) ได้ในระยะยาว จึงได้พัฒนาเครื่องมือทางการเงินเพื่อลดภาระและสร้างแรงจูงใจให้แก่ธุรกิจ

-Green Loan (สินเชื่อสีเขียว) ดอกเบี้ยต่ำ จุดเริ่มต้นของการสนับสนุนลูกค้ารายใหญ่ในการดำเนินโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเงื่อนไขอัตราดอกเบี้ยพิเศษ
-อัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับ SME ผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพื่อความยั่งยืนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ด้วยอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 3.5% ใน 2 ปีแรก เพื่อลดอุปสรรคด้านต้นทุนในการปรับเปลี่ยนธุรกิจ
-สินเชื่อ SME “ยิ่งกรีน ยิ่งได้” สินเชื่อหมุนเวียนที่ใช้เกณฑ์ความยั่งยืนเป็นแรงจูงใจ (Incentive) โดยธนาคารจะลดอัตราดอกเบี้ยให้ี หากธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายประหยัดพลังงานหรือได้รับใบรับรองด้านสิ่งแวดล้อมตามเกณฑ์
-สินเชื่อ “K Climate Shield” สินเชื่อเพื่อตอบโจทย์การรับมือและป้องกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ (เช่น อุทกภัย) ช่วยให้องค์กรสามารถลงทุนระบบป้องกันเชิงรุกล่วงหน้า ซึ่งคุ้มค่ากว่าการเยียวยาหลังเกิดความเสียหาย
2.การสนับสนุนนอกเหนือจากด้านการเงิน (Beyond Banking & Solutions) เพราะเงินทุนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ KBank จึงส่งมอบองค์ความรู้และเครื่องมือเพื่ออำนวยความสะดวกในการขับเคลื่อนองค์กรสีเขียว

ผ่าน K-Climate Solutions โซลูชันครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในทุกขั้นตอนของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ 1. ESG Readiness Check เครื่องมือประเมินความพร้อมธุรกิจในด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และ Supply Chain พร้อม Action Plan และโซลูชันที่ตอบโจทย์ 2. KCLIMATE 1.5 แพลตฟอร์มคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้วางแผนการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกต่อไป 3.K-Climate ESG Advisory บริการให้คำปรึกษาเรื่องความยั่งยืนโดยผู้เชี่ยวชาญ 4. หลักสูตร Net Zero CEO และ Net Zero Leader สำหรับผู้บริหารเพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้านความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากความพยายามขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใน Value Chain ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เจ้าของแบรนด์ ภาคการเงิน ภาครัฐ ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อร่วมกันผลักดันนวัตกรรม ยกระดับมาตรฐาน และสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้ว การยอมรับการเปลี่ยนแปลง การลงทุนในนวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คือกุญแจสำคัญที่จะนำพาอุตสาหกรรมและประเทศไทยไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ได้อย่างแท้จริง
SD Perspectives | Thailand’s Sustainability & Business Strategy Media
สำนักข่าวและสื่อวิเคราะห์ด้าน Sustainability และ Business Strategy ของประเทศไทย นำเสนอข่าวสาร บทวิเคราะห์ และประเด็นสำคัญด้าน ESG, Nature & Biodiversity, Sustainable Finance, Business Strategy และ DEI เพื่อช่วยผู้บริหาร นักลงทุน และองค์กรไทย เข้าใจความเสี่ยง โอกาส และทิศทางการแข่งขันใหม่ของโลกธุรกิจในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม







