เต็ดตรา แพ้ค เปลี่ยนกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วสู่ “ไฟเบอร์ซีเมนต์”

เร่งลด GHG ผ่านกฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ และ อีโค่ เฟรนด์ลี่

สิงหาคม 5,2026…เต็ดตรา แพ้ค(Tetra Pak) เปิดโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื่อมตั้งแต่การจัดเก็บและรีไซเคิลกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วโดยอีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย สู่การใช้เยื่อกระดาษทดแทนวัตถุดิบนำเข้าในการผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์ของกฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอัตราการจัดเก็บกล่องในประเทศไทยให้มากกว่า 20% ภายใน 5 ปี แต่การขยายผลยังต้องอาศัยกฎหมาย ระบบคัดแยก และมาตรฐานผลิตภัณฑ์รีไซเคิลที่ชัดเจน

ปฏิญญา ศิลสุภดล ผู้อำนวยการฝ่ายความยั่งยืน บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กฤษณ์ เกียวสกุล ผู้บริหารบริษัท กฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ในเครือโอฬาร และ สมยศ วัฒน์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีโค่ เฟรนด์ลี่ ไทย จำกัด ร่วมกันกล่าวถึงความร่วมมือรีไซเคิลภายใต้กรอบ Circular Economy

ปฏิญญา เปิดเผยว่า รายงานความยั่งยืนฉบับที่ 27 ของบริษัทสะท้อนการดำเนินงานเพื่อสร้างระบบอาหารที่มั่นคงและยั่งยืน ผ่าน 5 เสาหลัก ครอบคลุมระบบอาหาร การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลดผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การหมุนเวียนใช้วัสดุ และความยั่งยืนของผู้คน โดยผลการดำเนินงานล่าสุดสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ได้ 56% และลดการปล่อยตลอดห่วงโซ่คุณค่า หรือ Scope 3 ได้ 34% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2019 ขณะที่สัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็น 97% ใกล้เป้าหมาย 100% ภายในปี 2030 รวมถึงฟื้นฟูพื้นที่ป่าแล้วกว่า 3,500 เฮกตาร์

นอกจากการลดผลกระทบจากการดำเนินงาน Tetra Pak ยังลงทุนพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบให้รีไซเคิลได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้ชั้นป้องกันที่ทำจากเส้นใย หรือ Fiber-based Barrier ทดแทนอะลูมิเนียม พร้อมพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ ภูมิอากาศ และทรัพยากรของโรงงานทั่วโลก

“Tetra Pak วางบทบาทเป็น Enabler หรือผู้สนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องในแต่ละช่วงของห่วงโซ่สามารถทำหน้าที่ของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ คือการฟังกันและกัน และปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ระบบเกิดขึ้นได้ เราเชื่อว่าระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยเป็นไปได้ หากมีกระบวนการและพันธมิตรที่มองเป้าหมายเดียวกันเช่นเดียวกัความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับกฤษณ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ และ อีโค่ เฟรนด์ลี่”

สำหรับประเทศไทย ปริมาณกล่องเครื่องดื่มที่เข้าสู่ระบบจัดเก็บและรีไซเคิลเพิ่มจากไม่ถึง 100 ตันต่อปีเมื่อประมาณ 5 ปีก่อน เป็น 1,364 ตันในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะมากกว่า 2,000 ตันในปีนี้ ทำให้อัตราการรีไซเคิลขยับขึ้นมาราว 5% โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มเป็นมากกว่า 20% ภายในอีก 5 ปี

อย่างไรก็ตาม การขยายระบบให้เกิดขึ้นในระดับประเทศยังต้องอาศัยกฎหมายจัดการบรรจุภัณฑ์หรือระบบ Extended Producer Responsibility: EPR ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บและคัดแยก เพราะประเทศไทยยังมีเพียงศูนย์ขนถ่ายขยะ แต่ขาดศูนย์คัดแยกวัสดุหมุนเวียนที่เป็นระบบ

กฤษณ์ กล่าวว่า บริษัทเริ่มทดลองใช้เส้นใยรีไซเคิลจากกล่องเครื่องดื่มเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน เพื่อทดแทนเส้นใยไม้สนบริสุทธิ์ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเริ่มทดสอบในห้องปฏิบัติการที่สัดส่วน 5% ก่อนขยายไปสู่การผลิตสินค้าจริง เช่น ไม้ฝา ไม้ระแนง แผ่นเรียบ และกระเบื้องหลังคา ปัจจุบันเส้นใยรีไซเคิลสามารถทดแทนวัตถุดิบนำเข้าได้ประมาณ 5–7% ในผลิตภัณฑ์บางประเภท และมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเป็น 30% ในอนาคต

“เราเห็นว่าเส้นใยชนิดนี้ให้คุณสมบัติที่ดี ทั้งด้านความแข็งแรงและความยืดหยุ่น จึงพัฒนาร่วมกันจนสามารถนำมาใช้ในกระบวนการผลิตจริง และช่วยลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าได้”

เส้นใยจากกล่องเครื่องดื่มต้องผ่านการปรับคุณภาพและกระบวนการ Refining ก่อนนำไปขึ้นรูปและอบไอน้ำ เพื่อให้วัสดุเซตตัวเร็วขึ้นและมีความคงทน โดยช่วยลดการขยายและหดตัวของผลิตภัณฑ์จากประมาณ 3–4% เหลือต่ำกว่า 1% ซึ่งมีความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์ที่มีความยาว เช่น ไม้ฝาขนาด 4 เมตร

“แม้ต้นทุนวัตถุดิบรีไซเคิลและสารเสริมในกระบวนการผลิตจะสูงขึ้น แต่บริษัทยังคงจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในราคาที่แข่งขันได้ โดยยืนยันว่าจะไม่ลดมาตรฐานด้านคุณภาพและสุขภาพของผู้บริโภค เพื่อแลกกับการใช้วัสดุรีไซเคิล”

สมยศ อธิบายถึงหัวใจที่เชื่อมกล่องเครื่องดื่มใช้แล้วกับโรงงานไฟเบอร์ซีเมนต์โดยบริษัทจะรวบรวม คัดแยก ล้าง และแปรรูปกล่องให้เป็นเยื่อกระดาษที่มีคุณภาพสม่ำเสมอสำหรับภาคอุตสาหกรรม

“ปัจจุบันรวบรวมกล่องในประเทศได้ประมาณ 150 ตันต่อเดือน ขณะที่โรงงานมีศักยภาพใช้วัตถุดิบได้ถึง 1,000 ตันต่อเดือน สะท้อนว่าความต้องการปลายทางมีอยู่จริง แต่ระบบจัดเก็บภายในประเทศยังไม่เพียงพอ”

สมยศกล่าวต่อเนื่อง เศรษฐกิจหมุนเวียนต้องเริ่มจากการเก็บ คัดแยก รวบรวม และแปรรูป ก่อนนำวัสดุกลับมาสร้างมูลค่าทางธุรกิจ หากวงจรนี้สมบูรณ์ รายได้จากปลายทางจะต้องครอบคลุมต้นทุนของทั้งระบบได้

ความท้าทายต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณกล่อง แต่รวมถึงการพัฒนาตลาดสำหรับพลาสติกและอะลูมิเนียมที่แยกออกมา การกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม และการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนคัดแยกวัสดุก่อนทิ้ง เพื่อทำให้ Circular Economy ของไทยเปลี่ยนจากโครงการเฉพาะกิจไปสู่ระบบที่ขยายผลและยืนได้ด้วยตัวเองในเชิงเศรษฐกิจ

การขยายโมเดลนี้จากความร่วมมือเฉพาะกลุ่มสู่ระบบระดับประเทศ ยังต้องอาศัยกฎหมาย EPR โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดเก็บ มาตรฐานผลิตภัณฑ์รีไซเคิล และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค เพื่อทำให้ “กล่องเครื่องดื่มใช้แล้ว” ไม่สิ้นสุดที่ถังขยะ แต่กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและหมุนเวียนอยู่ในระบบได้อย่างยั่งยืน