Bangkok Pride 2026 ชวนขยายความหมาย ‘พ่อ-แม่-ลูก’

เปิดมุมมองครอบครัวยุคใหม่ที่ไปไกลกว่าสายเลือด

เพราะคำว่า “ครอบครัว” ในยุคปัจจุบัน กำลังเปลี่ยนแปลงไปจากกรอบเดิมอย่างสิ้นเชิง สังคมไทยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงภาพอุดมคติกระแสหลักที่มีเพียง พ่อ เพศชายแต่กำเนิด แม่ เพศหญิงแต่กำเนิด และลูก อีกต่อไป

บุณฑริกา ลิ่วเฉลิมวงศ์ นักจิตวิทยาการปรึกษาและนักเพศบำบัด ได้เปิดมุมมองเชิงจิตวิทยาเกี่ยวกับคำว่า “ขอบ” ของครอบครัว โดยชี้ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วขอบเขตเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้สังคมหรือกฎหมายเป็นผู้กำหนดแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรเกิดจากความพร้อมใจและการเลือกของบุคคลนั้นๆ

“คำว่าขอบของครอบครัว ใครเป็นคนกำหนด สังคม กฎหมาย หรือสัญชาตญาณ ถ้ามันมาจากสัญชาตญาณ ตัวเราเองต่างหากที่มีสิทธิ์ขีดเส้นนี้ขึ้นมา สำหรับเรา นิยามของครอบครัวจึงเป็นทางเลือกที่ผ่านการกลั่นกรองจากสมองและจิตใจ ว่าใครคือคนที่เรารัก พร้อมจะดูแล และให้ความสำคัญให้อยู่ในขอบเขตที่เราตั้งไว้ว่า นี่คือครอบครัวของฉัน”

ขณะที่ พงศธร อาชวพงศกร จาก Mister Bear Bangkok / Visualize Lab ได้เน้นย้ำถึงเรื่อง “เงื่อนไขของชีวิต” ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การก้าวผ่านค่านิยมแบบผัวเดียวเมียเดียวในอดีต มาสู่การยอมรับรูปแบบความสัมพันธ์ที่ยืดหยุ่น เช่น โพลีอะมอรี หรือความสัมพันธ์ที่มีมากกว่าสองคนอย่างเข้าใจ ตลอดจนการเคารพในการตัดสินใจของคนในความสัมพันธ์โดยไม่ต้องยึดสายตาของคนนอกเป็นที่ตั้ง

“เงื่อนไขสังคมย่อมเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เมื่อเรามีสิทธิ์เลือกเอง ความสบายใจก็อยู่ที่ตัวเรา คนที่คอยพูดว่ามันไม่เหมาะสมมักเป็นคนนอกทั้งนั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครมาอยู่กับเราจนแก่ คนที่มองเราแปลกๆ ไม่ได้มาใช้ชีวิตร่วมกับเรา และไม่ได้มาร่วมรับผิดชอบภาระหรือค่าใช้จ่ายใดๆ ของพวกเราเลย”

ทางด้าน อาทิตยา อาษา จากเครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ นอนไบนารี่ เพื่อความเท่าเทียม (TransEqual) ได้สะท้อนภาพข้อเท็จจริงในสังคมผ่านประสบการณ์การเติบโตในชุมชนแออัด ซึ่งภาพครอบครัวเดี่ยวชนชั้นกลางที่มีรั้วรอบขอบชิดในอุดมคตินั้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิถีชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ของคนในพื้นที่จริง ซึ่งบางครั้งคำว่า “แม่” หรือ “ครอบครัว” ก้าวข้ามเรื่องสายเลือดไปสู่ความผูกพันและการเกื้อกูลกันในชุมชน เช่น การฝากลูกดื่มนมจากอกของแม่ข้างบ้าน หรือการแบ่งปันอาหารร่วมกันทุกวันราวกับเป็นคนในสายเลือด

“ภาพอุดมคติมักสวนทางกับความจริงในชีวิต ผมเคยเห็นแม่คนหนึ่งต้องออกไปทำงานแต่เช้าในขณะที่ลูกยังเล็กและต้องกินนมแม่ โชคดีที่เพื่อนบ้านมีลูกวัยเดียวกัน ทุกเช้าเธอจึงนำลูกไปฝาก และเด็กคนนี้ก็เติบโตมาจากการดื่มนมของแม่ข้างบ้าน สิ่งนี้ท้าทายขอบเขตความเชื่อเดิม ๆ และแสดงให้เห็นว่าคำว่าครอบครัวมันก้าวข้ามเรื่องสายเลือดไปไกลมากแล้ว”

นอกจากนี้ อาทิตยายังชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่สังคมกำลังขับเคลื่อนเรื่องสมรสเท่าเทียม และเริ่มจินตนาการถึงครอบครัวที่มีผู้ปกครองเป็นคนข้ามเพศ (Transgender) หรือนอนไบนารี (Non-binary) สังคมมักจะหลงลืมไปว่าในความเป็นจริง ครอบครัวเหล่านี้มีมิติของอัตลักษณ์และความเป็นอยู่ที่ซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น

“เวลาเราพูดถึงสมรสเท่าเทียม เรามักจะจินตนาการง่าย ๆ แค่ภาพของครอบครัวที่มีแม่สองคน หรือพ่อสองคน แต่สิ่งที่เรามักจะลืมไปก็คือ ในครอบครัวจริง ๆ นั้นมีความทับซ้อนของเรื่องอัตลักษณ์บุคคลซ่อนอยู่เต็มไปหมด ซึ่งความซับซ้อนตรงนี้แหละที่ขับเคลื่อนให้เกิดการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ของผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน”

ภาพ : ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ช่อง 3