มิถุนายน 20,2026…แสนสิริจับมือบิ๊กคอร์ปใน Scope 3 จัดฟอรัม Green Up 2026 ส่งสัญญาณว่า “ความยั่งยืน” กำลังเปลี่ยนจากภาระต้นทุน สู่เครื่องมือสร้างความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเร่งยกระดับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยให้พร้อมรับกติกาใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านความยั่งยืนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย จัดฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” เพื่อขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบการ คู่ค้า และพันธมิตรใน Green Ecosystem ร่วมเปลี่ยนผ่านสู่แนวปฏิบัติการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมรับมือกับเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy และร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดฟอรัมความยั่งยืนมาแล้วถึง 2 ครั้งในปี 2567 ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภายใต้แนวคิด “Rethinking Sustainability” และครั้งที่ 2 “Sansiri Ecoleadership Forum” ในปี 2569 นี้ แสนสิริได้ยกระดับแนวคิดสู่ “TOWARDS A REGENERATIVE FUTURE” ในการจัดงานครั้งที่ 3 โดยทำหน้าที่เป็น Fast Mover & Connector หรือผู้ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากความยั่งยืนไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (Scope 3)

วิทยากรของงานคือ อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย,ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย, และ ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ ผู้อำนวยการสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) ร่วมแสดงมุมมองต่อการเปลี่ยนผ่านสำคัญของประเทศสู่โรดแมป Net Zero นอกจากนี้ภายในงานยังจัดให้มีการเสวนาเจาะลึก Panel Discussion: “Aligning Business with Thailand Taxonomy” โดยตัวแทนจากบิ๊กคอร์ปอเรชันที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในกลุ่มห่วงโซ่อุปทาน ได้แก่ วรุตม์ เลขะจิระกุล (ไดกิ้น), หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล (วนชัย กรุ๊ป), ดร.ณัฐกร ไกรกุล (ปตท.), วชิระชัย คูนำวัฒนา (เอสซีจี) และสมัชชา พรหมศิริ (แสนสิริ) เข้าร่วมฟอรัมใหญ่แห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future”
“Green Up” จากความตั้งใจแสนสิริ
สู่การลงมือทำจริงทั้ง Ecosystem
เวที Green Up 2026 กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของภาคธุรกิจไทย เมื่ออุทัยประกาศเดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาครัฐ และสื่อมวลชน เพื่อผลักดันความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในระดับประเทศ โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ภายใต้โลกธุรกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจาก Climate Change ต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของทรัพยากร และความคาดหวังใหม่จากผู้บริโภค นักลงทุน และสถาบันการเงิน

อุทัย ระบุว่า โลกกำลังก้าวข้ามจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การสร้าง Regenerative Future หรือการสร้างคุณค่าเชิงฟื้นฟูให้กับผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมชวนภาคธุรกิจเปลี่ยนมุมมองจาก “ภาระ” เป็น “โอกาส” โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเพิ่มคุณค่าของสินทรัพย์จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับทำเล การออกแบบ และราคา ไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยที่พร้อมรับอนาคต ทั้งด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย
ปัจจุบันแสนสิริตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050 และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 14% โดยตั้งเป้าลดให้ได้ 20% ภายในปี 2030
ขณะเดียวกัน Thailand Taxonomy กำลังกลายเป็นกติกาใหม่ที่เชื่อมภาคธุรกิจและภาคการเงินเข้าหากันมากขึ้น โดยแสนสิริถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่เตรียมความพร้อมมานานกว่า 10 ปี จนสามารถเข้าถึง Green Loan และ Green Bond ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ได้แล้ว 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมย้ำว่าความท้าทายสำคัญต่อจากนี้อยู่ที่การยกระดับ Supply Chain กว่า 4,000-5,000 ราย ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะในอนาคต การเลือกคู่ค้าจะไม่ได้วัดแค่คุณภาพ ราคา หรือการส่งมอบตรงเวลา แต่จะรวมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสียด้วย

“อนาคตของธุรกิจจะไม่ได้ถูกวัดจากการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าร่วมกันให้กับลูกค้า คู่ค้า สังคม และโลก”
เจาะลึกมาตรฐานกลาง
ทางออกของซัพพลายเชน
ตลาดทุนไทยเตือน ESG
คือการลงทุนเพื่ออนาคต ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้สะท้อนอีกมิติสำคัญว่า ตลาดทุนกำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างนักลงทุนทั่วโลกกับภาคธุรกิจไทย เพื่อขับเคลื่อนคุณค่าร่วมด้าน ESG แม้จะยังมีแรงกดดันจากนักลงทุนระยะสั้นที่มุ่งเน้นผลกำไร แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนระยะยาวทั่วโลกกำลังมองไปข้างหน้า 5-8 ปี ขณะที่โจทย์ความยั่งยืนแท้จริงต้องใช้ระยะเวลา 20-30 ปี จึงจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปรียบเทียบการลงทุนเพื่อความยั่งยืนว่าไม่ต่างจากการปลูกต้นไม้ที่อาจไม่ได้เห็นร่มเงาในชีวิตนี้ แต่หากไม่เริ่มลงมือวันนี้ อนาคตก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น
สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจาก Climate Change มากกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ โดยข้อมูลที่อัสสเดชหยิบยกขึ้นมาระบุว่า หากประเทศไทยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายในปี 2048 GDP ไทยอาจหดตัวถึง 40% จากผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ และภาคเกษตรกรรมที่เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ขณะเดียวกันประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศแรกที่มีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งอันดับดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประสิทธิภาพในการวางแผนและการบริหารความเสี่ยงของประเทศ
ขณะที่ภาครัฐไทยกำลังใช้กลไกกองทุน Thai ESG เป็นแรงจูงใจสำคัญในการยกระดับบริษัทจดทะเบียนให้แข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมยกกรณีของแสนสิริในฐานะ First Mover ที่ได้รับรางวัลด้าน Supply Chain จากการผลักดันความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเป็นต้นแบบให้ภาคธุรกิจไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน
อัสสเดชยังชี้ว่า ESG ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราวอีกต่อไป เพราะนักลงทุนสถาบันต่างประเทศจำนวนมากมีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่า “จะไม่ลงทุนในบริษัทที่ไม่มีแผน ESG หรือไม่มีมาตรฐานรองรับอนาคต”
KBank ชี้โลกธุรกิจเข้าสู่กติกาใหม่ ESG คือแต้มต่อการแข่งขัน
ธนาคารพร้อมเป็น Transition Partner ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

ขัตติยา ย้ำว่า ESG ไม่ใช่กิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการเติบโตระยะยาว โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ยุคของ “กติกาใหม่” ที่ยังคงถูกเขียนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันก็ยังเขียนอยู่ และองค์กรที่สามารถปรับตัวได้ก่อนจะเป็นผู้ได้เปรียบ ทั้งในแง่ความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงเงินทุน

โดยข้อมูลระดับโลกสะท้อนภาพเดียวกันว่า ตลาด ESG Bond เติบโตเฉลี่ยกว่า 33% ต่อปี มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กองทุนขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง BlackRock และ Goldman Sachs ยังคงเดินหน้าลงทุนใน Sustainable Finance อย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้ใช้คำว่า ESG โดยตรงก็ตาม เพราะสิ่งที่นักลงทุนกำลังมองหา คือบริษัทที่มีแผนงานชัดเจนและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย KBank มองว่าบทบาทของธนาคารกำลังเปลี่ยนจาก “ผู้ให้สินเชื่อ” ไปสู่การเป็น Transition Partner ที่ช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ ตั้งแต่การสร้างความรู้ การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเข้าถึงเทคโนโลยี ไปจนถึงการสนับสนุนด้านเงินทุน พร้อมย้ำว่าจะสนับสนุนองค์กรที่ “เปลี่ยนจริง” ไม่ใช่ “ฟอกเขียว” โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการพิจารณาโครงการต่าง ๆ ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมต้นแบบ โดยแสนสิริถือเป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงความจริงจังในการขับเคลื่อนทั้ง Ecosystem ตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงการไปจนถึงพันธมิตรใน Supply Chain ทั้งหมด

ขัตติยายังเปิดเผยว่า นวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคตจะยิ่งเชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น KPI-Linked Loan และ KPI-Linked Bond ที่ลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อองค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน รวมถึง Green Bond ที่มาพร้อม Carbon Credit เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ตลาดคาร์บอนเติบโต พร้อมย้ำว่าเป้าหมาย Net Zero 2050 ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วนยังทำงานแยกกันเป็นรายองค์กร
“การจัดงานสัมมนาและการถ่ายรูปกับต้นไม้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจยังสร้างมลภาวะอยู่เหมือนเดิม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องเกิดขึ้นจริงทั้งระบบนิเวศเศรษฐกิจ”
UNGCNT เตือนธุรกิจไทยรับมือโลกเดือด
Sustainability คือ New Economy ที่ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้

ดร.ธันยพร ฉายภาพความท้าทายระดับโลกที่กำลังเร่งให้ภาคธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น ทั้งปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงกฎระเบียบใหม่จากยุโรปและจีนที่กำลังยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง พร้อมระบุว่าในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเผชิญทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าระดับน้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยอาจสูงขึ้น 50 เซนติเมตรภายในปี 2050 ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ โอกาสใหม่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง โดยภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “สร้างผลกระทบเชิงบวก” ผ่านการออกแบบอาคารและเมืองตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด Sustainable Cooling ที่ช่วยลดการใช้พลังงานตลอดอายุการใช้งานอาคาร 50-60 ปี การพัฒนาอาคารที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ (Climate Resilience) การสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาวะ (Wellness in Buildings) รวมถึงการเปิดรับนวัตกรรมอย่าง Carbon Uptake Buildings ที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้จริง ซึ่งหลายประเทศอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่นเริ่มนำไปใช้แล้ว ขณะเดียวกัน ความโปร่งใสด้าน Carbon Footprint และการเข้าถึง Green Finance จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเป็นคู่ค้าระยะยาวในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ในฐานะเครือข่ายภาคธุรกิจของสหประชาชาติ UNGCNT ยังเดินหน้าสนับสนุนองค์กรไทยผ่านหลักการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อผลักดันนโยบายและมาตรการใหม่ ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับอาคารสีเขียว เพื่อยกระดับอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่เวทีโลก
“Sustainability ไม่ใช่ต้นทุนอีกต่อไป แต่คือ New Economy ที่จะสร้างทั้งรายได้ โอกาสทางธุรกิจ และความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว”
บิ๊กคอร์ปไทยถอดบทเรียน Thailand Taxonomy
“ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ แต่คือสิ่งที่ต้องทำ” เพื่ออนาคตธุรกิจไทย

ปิดท้ายเวที GreenUp 2026 ตัวแทนจากบิ๊กคอร์ปอเรชันที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในกลุ่มห่วงโซ่อุปทาน ด้วยวงสนทนา “Aligning Business with Thailand Taxonomy” ที่รวบรวมผู้นำจาก 5 องค์กรใหญ่ ได้แก่ แสนสิริ , PTT , SCG , Daikin และ Vanachai Group แลกเปลี่ยนมุมมองต่อกติกาเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจไทย
ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า Thailand Taxonomy ไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านการเงิน แต่เป็น “ภาษากลาง” ที่จะเชื่อมภาคการผลิต ภาคการเงิน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ในมุมของภาคธุรกิจ แสนสิริระบุว่า การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตจะไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหาร “พอร์ตคาร์บอน” ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบอาคาร ไปจนถึงการคัดเลือกคู่ค้า

ขณะที่ SCG มองว่า Sustainability คือเรื่องของ Business Resilience หรือความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจ ส่วน PTT ใช้ Thailand Taxonomy เป็นเข็มทิศในการปรับพอร์ตการลงทุนสู่พลังงานสะอาด เทคโนโลยี CCS และไฮโดรเจน ด้าน Daikin ใช้จุดแข็งจากมาตรฐานญี่ปุ่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูง ขณะที่ Vanachai ยืนยันว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นกลยุทธ์ที่ทำมาต่อเนื่องกว่า 30 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว
เวทีนี้ยังส่งสารสำคัญไปถึงผู้ประกอบการ SMEs ว่าไม่ควรรอให้กฎระเบียบเป็นตัวบังคับ แต่ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าธุรกิจของตนสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรอย่างไร เพราะในโลกใหม่ “การไม่ลงมือทำ” อาจมีต้นทุนสูงกว่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน” และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจในอนาคต
“Thailand Taxonomy ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ แต่คือสิ่งที่ต้องทำ เพราะกติกาโลก กติกาไทย และความคาดหวังของผู้บริโภคกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน”
ท้ายที่สุดของงาน แผนการดำเนินงานนับจากนี้ แสนสิริพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการไฮไลต์แห่งปี 2569 ทั้งในรูปแบบ Wellness Community และโครงการ Biodiversity Flagship ทั้งแนวราบและแนวสูง ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่เป็น Fast Mover และ Connector ในการนำทัพพันธมิตรใน Ecosystem ทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ให้เรียนรู้ ปรับตัวไปพร้อมกัน








