เวที Sansiri Green Up 2026 ขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ Regenerative Future ผ่าน Thailand Taxonomy, Biodiversity และ Net Zero 2050 เวที Sansiri Green Up 2026 ขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ Regenerative Future ผ่าน Thailand Taxonomy, Biodiversity และ Net Zero 2050

แสนสิริ นำทัพบิ๊กคอร์ปไทย จัดฟอรัม Green Up 2026 รับ Thailand Taxonomy

เปลี่ยนความยั่งยืนจากต้นทุน สู่แต้มต่อการแข่งขันของธุรกิจไทย

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดฟอรัมความยั่งยืนมาแล้วถึง 2 ครั้งในปี 2567 ได้แก่ ครั้งที่ 1 ภายใต้แนวคิด “Rethinking Sustainability” และครั้งที่ 2 “Sansiri Ecoleadership Forum” ในปี 2569 นี้ แสนสิริได้ยกระดับแนวคิดสู่ “TOWARDS A REGENERATIVE FUTURE” ในการจัดงานครั้งที่ 3 โดยทำหน้าที่เป็น Fast Mover & Connector หรือผู้ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงบทสนทนาระหว่างภาคส่วนต่างๆ เนื่องจากความยั่งยืนไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยองค์กรเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการปรับตัวร่วมกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ (Scope 3)

เวที Green Up 2026 กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของภาคธุรกิจไทย เมื่ออุทัยประกาศเดินหน้าสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาคการเงิน ภาครัฐ และสื่อมวลชน เพื่อผลักดันความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในระดับประเทศ โดยมองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ภายใต้โลกธุรกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจาก Climate Change ต้นทุนพลังงาน ความผันผวนของทรัพยากร และความคาดหวังใหม่จากผู้บริโภค นักลงทุน และสถาบันการเงิน

อุทัย ระบุว่า โลกกำลังก้าวข้ามจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การสร้าง Regenerative Future หรือการสร้างคุณค่าเชิงฟื้นฟูให้กับผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม พร้อมชวนภาคธุรกิจเปลี่ยนมุมมองจาก “ภาระ” เป็น “โอกาส” โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเพิ่มคุณค่าของสินทรัพย์จากเดิมที่ให้ความสำคัญกับทำเล การออกแบบ และราคา ไปสู่การสร้างที่อยู่อาศัยที่พร้อมรับอนาคต ทั้งด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

ปัจจุบันแสนสิริตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2050 และสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้แล้ว 14% โดยตั้งเป้าลดให้ได้ 20% ภายในปี 2030

ขณะเดียวกัน Thailand Taxonomy กำลังกลายเป็นกติกาใหม่ที่เชื่อมภาคธุรกิจและภาคการเงินเข้าหากันมากขึ้น โดยแสนสิริถือเป็นหนึ่งในองค์กรที่เตรียมความพร้อมมานานกว่า 10 ปี จนสามารถเข้าถึง Green Loan และ Green Bond ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย ได้แล้ว 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมย้ำว่าความท้าทายสำคัญต่อจากนี้อยู่ที่การยกระดับ Supply Chain กว่า 4,000-5,000 ราย ให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะในอนาคต การเลือกคู่ค้าจะไม่ได้วัดแค่คุณภาพ ราคา หรือการส่งมอบตรงเวลา แต่จะรวมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้ทรัพยากร และการจัดการของเสียด้วย

“อนาคตของธุรกิจจะไม่ได้ถูกวัดจากการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดจากความสามารถในการสร้างคุณค่าร่วมกันให้กับลูกค้า คู่ค้า สังคม และโลก”

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้สะท้อนอีกมิติสำคัญว่า ตลาดทุนกำลังทำหน้าที่เป็น “ตัวเชื่อม” ระหว่างนักลงทุนทั่วโลกกับภาคธุรกิจไทย เพื่อขับเคลื่อนคุณค่าร่วมด้าน ESG แม้จะยังมีแรงกดดันจากนักลงทุนระยะสั้นที่มุ่งเน้นผลกำไร แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนระยะยาวทั่วโลกกำลังมองไปข้างหน้า 5-8 ปี ขณะที่โจทย์ความยั่งยืนแท้จริงต้องใช้ระยะเวลา 20-30 ปี จึงจะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปรียบเทียบการลงทุนเพื่อความยั่งยืนว่าไม่ต่างจากการปลูกต้นไม้ที่อาจไม่ได้เห็นร่มเงาในชีวิตนี้ แต่หากไม่เริ่มลงมือวันนี้ อนาคตก็จะไม่มีวันเกิดขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลคือประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงทางเศรษฐกิจจาก Climate Change มากกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ โดยข้อมูลที่อัสสเดชหยิบยกขึ้นมาระบุว่า หากประเทศไทยไม่ดำเนินการใด ๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายในปี 2048 GDP ไทยอาจหดตัวถึง 40% จากผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ภาคการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ และภาคเกษตรกรรมที่เผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ขณะเดียวกันประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่ม 20 ประเทศแรกที่มีความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศของโลก ซึ่งอันดับดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามประสิทธิภาพในการวางแผนและการบริหารความเสี่ยงของประเทศ

ขณะที่ภาครัฐไทยกำลังใช้กลไกกองทุน Thai ESG เป็นแรงจูงใจสำคัญในการยกระดับบริษัทจดทะเบียนให้แข่งขันได้ในระยะยาว พร้อมยกกรณีของแสนสิริในฐานะ First Mover ที่ได้รับรางวัลด้าน Supply Chain จากการผลักดันความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเป็นต้นแบบให้ภาคธุรกิจไทยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน

อัสสเดชยังชี้ว่า ESG ไม่ได้เป็นเพียงกระแสชั่วคราวอีกต่อไป เพราะนักลงทุนสถาบันต่างประเทศจำนวนมากมีข้อกำหนดที่ชัดเจนว่า “จะไม่ลงทุนในบริษัทที่ไม่มีแผน ESG หรือไม่มีมาตรฐานรองรับอนาคต”

ขัตติยา ย้ำว่า ESG ไม่ใช่กิจกรรม CSR อีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการเติบโตระยะยาว โลกธุรกิจกำลังเข้าสู่ยุคของ “กติกาใหม่” ที่ยังคงถูกเขียนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันก็ยังเขียนอยู่ และองค์กรที่สามารถปรับตัวได้ก่อนจะเป็นผู้ได้เปรียบ ทั้งในแง่ความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงเงินทุน

โดยข้อมูลระดับโลกสะท้อนภาพเดียวกันว่า ตลาด ESG Bond เติบโตเฉลี่ยกว่า 33% ต่อปี มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่กองทุนขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง BlackRock และ Goldman Sachs ยังคงเดินหน้าลงทุนใน Sustainable Finance อย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ได้ใช้คำว่า ESG โดยตรงก็ตาม เพราะสิ่งที่นักลงทุนกำลังมองหา คือบริษัทที่มีแผนงานชัดเจนและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย KBank มองว่าบทบาทของธนาคารกำลังเปลี่ยนจาก “ผู้ให้สินเชื่อ” ไปสู่การเป็น Transition Partner ที่ช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่านทั้งระบบ ตั้งแต่การสร้างความรู้ การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ การวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเข้าถึงเทคโนโลยี ไปจนถึงการสนับสนุนด้านเงินทุน พร้อมย้ำว่าจะสนับสนุนองค์กรที่ “เปลี่ยนจริง” ไม่ใช่ “ฟอกเขียว” โดยใช้ Thailand Taxonomy เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการพิจารณาโครงการต่าง ๆ ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมต้นแบบ โดยแสนสิริถือเป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวที่ผ่านเกณฑ์ดังกล่าวในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงความจริงจังในการขับเคลื่อนทั้ง Ecosystem ตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงการไปจนถึงพันธมิตรใน Supply Chain ทั้งหมด

ขัตติยายังเปิดเผยว่า นวัตกรรมทางการเงินแห่งอนาคตจะยิ่งเชื่อมโยงกับความยั่งยืนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น KPI-Linked Loan และ KPI-Linked Bond ที่ลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อองค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน รวมถึง Green Bond ที่มาพร้อม Carbon Credit เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ตลาดคาร์บอนเติบโต พร้อมย้ำว่าเป้าหมาย Net Zero 2050 ของประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากทุกภาคส่วนยังทำงานแยกกันเป็นรายองค์กร

“การจัดงานสัมมนาและการถ่ายรูปกับต้นไม้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากกระบวนการผลิตและการดำเนินธุรกิจยังสร้างมลภาวะอยู่เหมือนเดิม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ต้องเกิดขึ้นจริงทั้งระบบนิเวศเศรษฐกิจ”

ดร.ธันยพร ฉายภาพความท้าทายระดับโลกที่กำลังเร่งให้ภาคธุรกิจไทยต้องเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้น ทั้งปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น รวมถึงกฎระเบียบใหม่จากยุโรปและจีนที่กำลังยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง พร้อมระบุว่าในช่วง 10-20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเผชิญทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าระดับน้ำทะเลบริเวณอ่าวไทยอาจสูงขึ้น 50 เซนติเมตรภายในปี 2050 ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และเมืองในอนาคต

ทั้งนี้ โอกาสใหม่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกับความเสี่ยง โดยภาคธุรกิจต้องเปลี่ยนจากการ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การ “สร้างผลกระทบเชิงบวก” ผ่านการออกแบบอาคารและเมืองตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิด Sustainable Cooling ที่ช่วยลดการใช้พลังงานตลอดอายุการใช้งานอาคาร 50-60 ปี การพัฒนาอาคารที่มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติ (Climate Resilience) การสร้างพื้นที่ที่ส่งเสริมสุขภาวะ (Wellness in Buildings) รวมถึงการเปิดรับนวัตกรรมอย่าง Carbon Uptake Buildings ที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้จริง ซึ่งหลายประเทศอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่นเริ่มนำไปใช้แล้ว ขณะเดียวกัน ความโปร่งใสด้าน Carbon Footprint และการเข้าถึง Green Finance จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเป็นคู่ค้าระยะยาวในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ในฐานะเครือข่ายภาคธุรกิจของสหประชาชาติ UNGCNT ยังเดินหน้าสนับสนุนองค์กรไทยผ่านหลักการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อผลักดันนโยบายและมาตรการใหม่ ๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับอาคารสีเขียว เพื่อยกระดับอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่เวทีโลก

“Sustainability ไม่ใช่ต้นทุนอีกต่อไป แต่คือ New Economy ที่จะสร้างทั้งรายได้ โอกาสทางธุรกิจ และความสามารถในการอยู่รอดของธุรกิจในระยะยาว”

ปิดท้ายเวที GreenUp 2026 ตัวแทนจากบิ๊กคอร์ปอเรชันที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในกลุ่มห่วงโซ่อุปทาน ด้วยวงสนทนา “Aligning Business with Thailand Taxonomy” ที่รวบรวมผู้นำจาก 5 องค์กรใหญ่ ได้แก่ แสนสิริ , PTT , SCG , Daikin และ Vanachai Group แลกเปลี่ยนมุมมองต่อกติกาเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจไทย

ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า Thailand Taxonomy ไม่ใช่เพียงเครื่องมือด้านการเงิน แต่เป็น “ภาษากลาง” ที่จะเชื่อมภาคการผลิต ภาคการเงิน และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในมุมของภาคธุรกิจ แสนสิริระบุว่า การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตจะไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหาร “พอร์ตคาร์บอน” ตั้งแต่การเลือกวัสดุ การออกแบบอาคาร ไปจนถึงการคัดเลือกคู่ค้า

เวทีนี้ยังส่งสารสำคัญไปถึงผู้ประกอบการ SMEs ว่าไม่ควรรอให้กฎระเบียบเป็นตัวบังคับ แต่ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่าธุรกิจของตนสร้างผลกระทบต่อทรัพยากรอย่างไร เพราะในโลกใหม่ “การไม่ลงมือทำ” อาจมีต้นทุนสูงกว่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่าน” และการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจในอนาคต

“Thailand Taxonomy ไม่ใช่เรื่องที่ควรทำ แต่คือสิ่งที่ต้องทำ เพราะกติกาโลก กติกาไทย และความคาดหวังของผู้บริโภคกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน”